The story of dream

posted on 17 Apr 2013 20:46 by be-beer in mybooks directory Fiction, Entertainment, Diary
 
 
      ผมแปลงานของเอินจั่วเล่มแรกคือ "เด็กชายเลขที่ 34" เล่มสองคือ "Discovery Love" เล่มสามคือ "นักเรียนตัวอย่างแห่งโรงพยาบาลสัตว์ประหลาด" ทั้งสามเล่มผมเป็นผู้พบและผู้นำเข้ามา "เร่ขาย" ยกเว้นเล่มที่สามไม่ต้อง "เร่" แล้ว เพราะสำนักพิมพ์เชื่อมือ (ของเอินจั่ว) แล้ว จนกระทั่งเล่มที่สี่ที่เพิ่งออกหมาดๆ ในงานหนังสือครั้งที่ผ่านมา "The Story of Dream" จึงเป็นเล่มที่ผมและบ.ก. (พี่บิ๊ก) ได้เห็นมันพร้อมกัน
 
      เล่มนี้ผมจึงบอกกับพี่บิ๊กว่า ไม่ต้องมี "เบื้องหลัง" จากผู้แปลร่ายยาวตอนท้ายเล่มเหมือนอย่างเคย แต่กลายเป็น "คำนำสำนักพิมพ์" กลับมาแทน (เด็กชายฯ และ นักเรียนตัวอย่างฯ ไม่มีคำนำสำนักพิมพ์)
 
 

      ระหว่างแปลหนังสือเล่มนี้ ผมบ่นกับเอินจั่วว่ายากจัง มันคือยาเคลือบน้ำตาล ใช้ภาพสวยๆ เนื้อเรื่องเก๋ๆ เป็นฉากหน้า ในการบอกเล่าแนวคิดที่หากมองในแง่หนึ่งแล้ว ดิบดาร์คนัก
 
      ความ "ยาก" ที่ว่า ไม่ใช่เรื่องเก๋ๆ นั้นแปลยาก แต่ผมกลัวว่าจะถ่ายทอดส่วนดิบดาร์คที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากแฟนซีออกมาได้ไม่ครบถ้วน ทำให้เนื้อยาเคลือบน้ำตาลถูกมองเห็นเป็นลูกกวาดดาษๆ ที่ถูกอมๆ ให้พอหายหวานก็ถุยทิ้งไปอย่างน่าเสียดาย
 
*** *** ***
 
      ต่อมาเอินจั่วตอบรับคำเชิญของสำนักพิมพ์ (ไต้หวัน) เขียน "บทนำ" ให้กับเรื่องสั้นทั้ง 7 (ผมชอบเรียกมันว่าบทส่งท้ายมากกว่า) ลงหน้าเพจของเขา เนื่องจากเป็นการ "เขียนตาม" ขึ้นภายหลัง ในเล่มต้นฉบับภาษาจีนจึงไม่มี ผมจึงขอให้สนพ.ทั้งไทยและไต้หวัน พิจารณาในการรับมารวมในเล่มไทย (ซึ่งต่อมาก็ได้รวบรวมไว้ท้ายเล่มครบทุกบท ในนามของ "บทขยายความ") มันก็ช่วยสะกิดผู้อ่านที่ละเลียดสายตามาถึงหน้านั้นให้ฉุกคิดนิดนึงว่าเอ๊ะ อย่าเพิ่งคายทิ้งนะ มันมีอะไรซ่อนอยู่มากกว่านั้น
 
 
     ประสบการณ์หนึ่งจากตอนไปขายหนังสือที่บูธ ก็คือเล่าเรื่องย่อ อืมมม เรื่องย่อของเรื่องสั้น เล่าไปไม่กี่คำก็เกือบเฉลยแล้ว จนบางทีต้องถูกผู้ฟังเบรกหน้าทิ่ม ว่าถ้าพี่เล่าต่อไปอีกนิดหนูก็ไม่ต้องอ่านเองแล้ว... แหะๆ เพลินไปหน่อย
 
      แต่ผมอยากจะเล่ามันอีกครั้ง จริงๆ คืออยากจะเล่าอีกสิบครั้ง ร้อยครั้ง กับทุกคนที่ยังไม่เคยฟัง และอยากฟัง...
 
      The Story of Dream มาจากชื่อภาษาจีนว่า "อาม่งเตอกู้ซื่อ" หรือ "เรื่องราวของอาม่ง"
 
      อาม่ง เป็นตัวเอกคนหนึ่งในเรื่องสั้นเรื่องหนึ่งในเล่ม กล่าวคือ คำว่า "ม่ง" ในภาษาจีนแปลว่า "ฝัน" เรื่องราวของอาม่ง ก็คือเรื่องราวของความฝัน ซึ่งก็แปลทับมาเป็น Eng อีกทีว่า The Story of Dream นั่นแหละ
 

 
      ตามที่พี่บิ๊กเขียนไว้ในคำนำสำนักพิมพ์น่ะครับ หนังสือเล่มนี้ประกอบด้วยเรื่องสั้น 7 เรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกัน แต่ทั้งหมดผูกโยงเข้าด้วยคอนเซปต์ เดียวกัน นั่นคือ "ความใฝ่ฝัน" โดยมีเอินจั่วช่วยตบท้ายแรงๆ อีกทีว่า สิ่งที่หนังสือเล่มนี้อยากบอก คือนิยามของคำว่า "ฝันที่เป็นจริง"
 
*** *** ***
 
      ส่วนที่กล่าวมามันเป็นยังไง คนอื่นสรุปให้ฟังยังไงก็ไม่เท่าตัวเราสรุปเอง ผมแนะนำว่าหากคุณใส่ใจในประเด็นเหล่านี้ ก็หยิบยืมยืนอ่านหรือหาซื้อกันได้ตามร้านหนังสือ แต่ผมยังคันปากอยากเล่าเพิ่มเติมอีกสักนิด
ปกติหนังสือหนึ่งเล่ม ผมจะเล่าเรื่องย่อได้แค่หนึ่งเรื่อง ต่อให้เป็นนวนิยายขนาดสิบเอ็ดเล่มจบอย่างรหัสลับหลังคาโลก ผมก็มีเรื่องเล่าได้แค่หนึ่งเรื่อง แต่ความพิเศษของเล่มนี้คือ สั้นๆ เล่มเดียวจบ แต่ผมมีนิทานให้เล่าตั้งเจ็ดเรื่อง
 
       แต่ผมจะเล่าให้สั้นนะ เพราะไม่อยากทำให้คุณต้อง "เสียซิง" ในการอ่านเนื้อเรื่อไปกับการโดนสปอยล์ เพราะประสบการณ์ "ครั้งแรก" น่ะ มันเสียแล้วเสียเลย นำกลับมาไม่ได้อีก... คุณก็รู้
 
 

 
  • เสียงเปียโนของเจ้าสิงโต
       นักเปียโนหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ดีๆ ร่างกายก็เกิดกลายพันธุ์จนเป็นสิงโต แต่เขายังอยากเล่นเปียโน...
 
  • มนุษย์นก
      เมืองที่ปรากฏมนุษย์นกขึ้นบนท้องฟ้า กับความปรารถนาในการโบยบินของผู้คน แต่สุดท้ายมนุษย์นกก็เปลี่ยนไป...
 
  • เรื่องราวของอาม่ง
      หนูน้อยอาม่งที่มุ่งมั่นทำตามความฝันจนประสบความสำเร็จสูงสุด แต่กลับพบว่าความสำเร็จเหล่านั้นมีบางอย่างแปลกๆ...
 
  • กอริลล่ายักษ์ผู้เห็นแก่ตัว
       กอริลล่าใจดำที่ตามทวงหนี้ลูกหนี้ในยามที่ทุกคนต้องเตรียมตัวรับมือกับพายุร้าย...
 
 

 
  • ฟิชบอย
       เด็กชายธรรมดาคนหนึ่งที่เมื่อถูกถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไรแล้วตอบว่า "ผมอยากเลี้ยงปลา"...
 
  • ปีศาจกินคน
       เมื่อคนที่เผชิญหน้ากับปีศาจร้าย กลายเป็นปีศาจร้ายกินคน...
 
  • นิทานร้อยเรื่อง
       เรื่องราวของหนุ่มน้อยแพะ ที่ฝันว่าจะวาดนิทานให้ได้หนึ่งร้อยเรื่อง กับนานาอุปสรรคที่ขัดขวาง...
 
      ถ้าอยากคุยกันให้เยอะกว่านี้ เอาไว้อ่านจบแล้ว เรารู้เท่าๆ กันแล้ว ค่อยมาจิบชาเมาท์มอยกันต่อให้ชุ่มปอด ผมจะคอยอยู่ตรงนี้
 

 
      ใช่แล้ว ที่ขาดไม่ได้เลย คือความดีความชอบของทั้งฝ่ายศิลป์และทีมงานของอะบุ๊ก ที่รังสรรค์โปรดักชั่นงามๆ ให้หนังสือเล่มนี้น่าหยิบจับสะสมไปซะทุกมุม