ณ ทางโค้งของชีวิต เป็นบทความจากการได้รับเชิญไปบรรยาย
ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยคุณโหวเหวินหย่ง

ต่อมาได้มีการนำเทปการบรรยายมาถอดความ และวางขายคู่กัน

(ภาพประกอบในเรื่อง จากอินเทอร์เน็ต)



อนึ่ง เนื่องจากเป็น "หนังสือเสียง" ก็คือเทปบรรยาย
จึงเชื่อว่าประเทศไทยคงไม่มีสำนักพิมพ์ใด คิดเอามาทำในเวอร์ชั่นภาษาไทยได้หรอก
ด้วยความรู้สึกเสียดาย ที่บทความดีๆ จะไม่มีให้เห็นให้อ่านในภาษาไทย
จขบ. จึงขอทยอยแปลเนื้อหาเนื้อหาทั้งหมด เก็บไว้ที่นี่
เพื่อให้นักอ่านคนไทย ได้รู้จักตัวตนของคุณโหวเหวินหย่งมากขึ้น
และได้รับข้อคิดดีๆ จากการบทความของคุณโหว

เนื้อหามีทั้งหมดหกตอน ถอดจากเทปสองม้วน
บางอย่างอาจเข้าใจยากหน่อย แต่ขอให้ตระหนักว่า ต้นฉบับเขาพูดในประเทศไต้หวัน
อีกทั้งเป็นถอดเทป ไม่ใช่หนังสือที่ประพันธ์ขึ้นเพื่อวางขายกันจริงๆ

หากได้ประโยชน์อะไรจากงานแปลชิ้นนี้ ก็กรุณาคอมเมนต์บอกด้วยครับ

(เนื้อหาค่อนข้างยาว อ่านไม่จบ ไม่ว่ากระไรดอกนาย)

อ่านตอนที่หนึ่งได้ที่นี่


 

พอเข้าวิทยาลัยแพทย์ ผมก็ได้ตระหนักว่า ชีวิตของนักเข้าสอบได้สิ้นสุดลงแล้ว ดังนั้น เรื่องแรกหลังจากเข้าสู่วิทยาลัยแพทย์ก็คือประกาศว่า

“ฉันจะไม่ใช้ชีวิตอยู่เพื่อเข้าสอบอีกต่อไปแล้ว”

ผมตั้งใจไว้ว่า
“หลังจากเข้าวิทยาลัยแพทย์ คะแนนของฉันจะรักษาเกณฑ์อยู่ที่ตรงกลางเอียงขวา”

อะไรคือตรงกลางเอียงขวา โดยพื้นฐานแล้ว ในชั้นเรียนชั้นหนึ่งมักแบ่งได้เป็นสองฝ่ายได้แก่ ฝ่ายซ้าย กับฝ่ายขวา นักเรียนฝ่ายซ้าย ส่วนใหญ่จะนั่งอยู่ด้านหลังสุดของห้องเรียน เพราะมันมีประตูหลัง เวลาไม่มีอะไรทำ พวกเขาก็จะนั่งหลับบ้าง นอนหลับบ้าง... บางครั้งเสียงกรนดังไปหน่อย ศาสตราจารย์ก็จะพูดว่า

“นักศึกษาด้านหลังนั่นนะ นอนให้มันเบาๆ หน่อย!”

ส่วนนักเรียนฝ่ายขวาจะนั่งอยู่ด้านหน้า ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง พวกเธอจะจดเลกเชอร์เรียบร้อยสวยงาม มักสะบัดเส้นผมอันพริ้วไหว บางครั้งเรียนอยู่ครึ่งๆ กลางๆ ก็ยังเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้กับศาสตราจารย์อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย พวกเธอส่วนใหญ่จะได้คะแนนสูงลิ่ว นี่คือนิยามของคำว่าฝ่ายขวาของผม การเป็นฝ่ายขวา เป็นเรื่องเคยชินแล้วสำหรับผม ไม่อยากจะเป็นมันอีกแล้ว จะเป็นฝ่ายซ้ายหรือ ก็รู้สึกว่าด้อยคุณภาพไปหน่อย ดังนั้นผมจึงยืนหยัดให้คะแนน ผลการเรียนของผม รักษาระดับอยู่ที่ตรงกลางเอียงขวา นี่เป็นนโยบายที่ผมกำหนดเอง

 

พวกคุณต้องรู้อย่างหนึ่งนะ การรักษาระดับให้อยู่ในเกณฑ์ตรงกลางเอียงขวา จริงๆ เป็นเรื่องที่ยากมาก ในวิทยาลัยแพทย์ไถต้าของเรามีอัจฉริยะคนหนึ่งชื่อหวังอี้เจีย คะแนนสอบของเขาเป็นประเภทที่พบเห็นได้ยากเป็นประวัติการณ์ คะแนนสอบของเขาจะอยู่ที 60, 61, 60, 61, 60, 61! พวกคุณต้องรู้ว่า สำหรับนักบินทหารอากาศ การบังคับเครื่องบินนั้น จะบินโฉบเฉี่ยว ฉวัดเฉวียน ตีลังกา ไล่ล่าฆ่าศึกหรือจะบินรังควานอย่างไรก็ทำได้ง่าย เรื่องยากที่สุดก็คือใช้ให้เขาบินเลียดไปกับผิวน้ำ โดยไม่ตกน้ำ นี่เป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับนักบิน ส่วนผมที่ต้องการรักษาเกณฑ์อยู่ที่ตรงกลางเอียงขวา จึงต้องรักษาคะแนนให้อยู่ที่ 80 คะแนนโดยประมาณ ผมพยายามควบคุมคะแนนของทุกๆ วิชาให้อยู่ที่ 80 ให้หมด ปรากฏว่าเจ็ดปีเรียนจบ เกรดเฉลี่ยทั้งหมดของผมคือ 80.04! ผมเศร้าใจมาก ทำไมมันต้องมีไอ้ .04 ด้วยนะ! เสื่อมเสียชื่อเสียงของผมหมด!!

 

เข้าเรียนมหาวิทยาลัย อำลากับวัยแห่งการสอบ ผมนึกในใจว่า

“เมื่อเข้ามหา’ลัยแล้ว ก็ควรค้นหาอุดมการณ์ของชีวิต และทิศทางของตนเอง”

แต่สำหรับเด็กนักเรียนอายุสิบแปดปี เพิ่งก้าวเข้ารั้วมหาวิทยาลัย ไม่รู้จริงๆ ว่าอุดมการณ์คืออะไร ทิศทางคืออะไร สมัยนั้น ผมยังไม่มีความคิดที่ยิ่งใหญ่สักเท่าไหร่ คิดในใจว่า “เอาเป็นว่า เริ่มจากเข้าชมรมก็แล้วกัน
ดังนั้นเมื่อเข้ามหา’ลัย สิ่งแรกที่ทำก็คืออยากสมัครเข้าร่วมชมรมเยอะๆ ผมลงทะเบียนเสร็จปุ๊บก็ออกลาดตระเวณตรวจดูโต๊ะของชมรมต่างๆ ทันที หลังจากสำรวจได้หนึ่งอาทิตย์ พบว่าทุกๆ ชมรมนั้นหน้าเลือดกันจริง สิ่งแรกที่เขาถามคุณก็คือคุณพกเงินมาหรือเปล่า สมัยนั้นเพิ่งจบจากการฝึกวิชาทหาร ผมยังสั้นจู๋อยู่เลย หน้าตาก็ละอ่อนเฟรชชี่สุดๆ ดังนั้นรุ่นพี่จึงเห็นว่าผมไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ถามด้วยเสียงหงุดหงิดว่า

“นายมีพื้นฐานบ้างหรือเปล่า”

“เปล่าครับ ผมไม่มีพื้นฐานอะไรเลย!”

“ไม่มีพื้นฐานงั้นค่าเล่าเรียนต้องแพงหน่อยนะ!” ตอบด้วยน้ำเสียงไม่ใยดี ผมเพิ่งเดินออกมาไม่เท่าไหร่ นักศึกษาสาวผมยาวสลวยสวยเก๋คนหนึ่งเดินสวนเข้ามา

“มีพื้นฐานไหม”

“แหม รุ่นพี่ขา เค้าไม่มีพื้นฐานเลยอ่ะคะ”

“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่สอนให้”

ผมนึกในใจ
“นี่มันพฤติกรรมเหยียดผิว เหยียดเพศกันชัดๆ ทำไมมันต่างกันขนาดนี้”

หลังจาก “วนรอบต้นไม้สามรอบ ไม่มีกิ่งก้านให้อาศัย” ผมเศร้าใจมาก ไม่มีชมรมไหนสักชมรมที่เหมาะสมกับผมเลย


ขณะผมกำลังจะจากไปอย่างสิ้นหวัง พลันเหลือบเห็นแผ่นโปสเตอร์แผ่นหนึ่งบนต้นเมเปิ้ลของโรงเรียน บนนั้นเขียนกลอนเปล่ารูปแบบใหม่ (ซินซือ--ต่อไปขอเรียกว่า กลอนใหม่) เพียงประโยคเดียวว่า

“ความเศร้าโศกนั้นมันบางจางไปแล้ว คล้ายกับเรือที่แล่นจากไปไกล กับลายน้ำเป็นระลอกที่ขอบเรือ”

ว้าว! มันรู้สึกดีจริงๆ นั่งคิดดูอย่างละเอียด: มันต้องมีเรื่องราวความรักในอดีต ระยะเวลาผ่านไปนานขนาดนั้นแล้ว ความรู้สึกเศร้าโศกเหลือเพียงบางๆ เหมือนกับเรือที่แล่นจากไปไกลลิบแล้ว ระลอกคลื่นที่ริมขอบเรือก็ต้องแหวกกระจายออกระยิบระยับ ช่างงดงามเหลือเกิน ใครเป็นคนเขียนกันนะ
นี่เป็นคำกลอนของฉงหง ถ้าหากทุกท่านอ่านบทกลอนสมัยใหม่ ฉงหงเป็นกวีหญิงที่สำคัญมากคนหนึ่ง ตอนนั้นผมคิดในใจว่า

ฉงหง (ฉงหง หารูปได้แค่นี้อ่ะ)

“อื้อ! ฉันชอบข้อความอย่างนี้จริงๆ” ข้างๆ มีข้อความกำกับว่า “ชมรมกลอนดาวเหนือ”

ชมรมกลอนเปล่าหรอกหรือนี่ ต้องจ่ายค่าสมัครไหมนะ ไม่ได้เขียนไว้ด้วย! นึกในใจ “มีศักดิ์ศรีมาก ไม่พูดเรื่องเงินเสียด้วย” จึงรู้สึกดีๆ ขึ้นมา เดินต่อไปอีกหน่อย ประมาณหนึ่งร้อยเมตร เจอต้นไม้อีกต้นหนึ่ง มีโปสเตอร์แผ่นที่สอง บนโปสเตอร์ก็มีบทกลอนใหม่อีกหนึ่งบท

“จงอย่าสอบสวนฉันด้วยคำถามของเธอ ฉันเป็นเพียงนักแข่งรถคนหนึ่งในร้านเกมตู้เท่านั้น!”

สมัยเรียนมัธยมปลายผมชอบอ่านประเภทอัตถิภาวนิยม ไม่ว่าจะเป็น Søren Kierkegaar เฟรดดิช นิทเช, อาทัว โฌเพนฮาวเออร์ ก็อ่านได้อย่างเป็นบ้าเป็นหลัง แม้แต่ตัวเองก็ไม่รู้ว่าอ่านอะไรอยู่ พอเห็นกลอนประโยคนี้ มันมีรู้สึกถึงการดำรงอยู่ที่แสนพิลึกพิลั่น จงอย่าถามผม คำถามมันเยอะเกินไป ผมเป็นแค่นักแข่งรถในร้านเกมเท่านั้น

นั่นเป็นกลอนของหยางเจ๋อ บางทีอาจเป็นเพราะความรู้สึกของผมมันลึกซึ้งเป็นพิเศษ จึงเห็นแล้วชอบมาก ตอนนั้นจึงรู้สึกดีกับชมรมนี้ยิ่งขึ้นมากๆ

 

เมื่อเดินต่อไปอีกหนึ่งร้อยเมตร ก็เจอโปสเตอร์แผ่นที่สาม โอ้ว! แผ่นนี้ยิ่งงามยิ่งกว่า โปสเตอร์แผ่นนี้เขียนชื่อไว้ว่า “ชู้” เป็นคำกลอนของเจิ้งโฉ่วอวี๋

เจิ้งโฉ่วอวี๋ (เจิ้งโฉ่วอวี๋)

“ดังนั้น ฉันไป มักสวมใส่เสื้อยาวสีคราม ฉันต้องการให้เธอรู้ มันคือฤดู เป็นการมาเยือนของนกตามฤดู เพราะฉันไม่ใช่บุรุษที่กลับบ้านบ่อย”

ผมนึกภาพไปว่า หากสักวันหนึ่งผมก็มีกิ๊กกับเขาบ้าง เลี้ยงหล่อนเอาไว้บนหอคอยสูงๆ ไม่ทิ้งอะไรไว้ให้เลย ทิ้งไว้เพียงดอกเบญจมาศช่อหนึ่ง เพราะอะไร เพราะเบญจมาศนั้นรู้จักการรอคอย ทุกครั้งที่ผมไปหาผมจะสวมเสื้อยาวสีฟ้าคราม คล้ายกับนกตามฤดูกาล ไปเที่ยวสักครู่หนึ่งแล้วก็จากไป ไม่มีภาระ ไม่รับผิดชอบ โอ้วโว้ว เจ๋งโคตร!

ตอนนั้นผมรู้สึกว่ามันงามเหลือเกิน ทำไมถึงมีประโยคสวยๆ อย่างนี้ได้นะ ผมก็ตัดสินใจว่าจะต้องเข้าชมรมนี้ให้ได้ เป็นไปตามคาด พอก้มหน้าลงก็เจอโต๊ะตัวหนึ่ง บนโต๊ะเขียนว่า

“ชมรมกลอนดาวเหนือ 350 หยวน!”

ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว ควักเงินออกมาจากกระเป๋า 350 หยวน จ่ายค่าสมัครทันที รุ่นพี่บอกว่า “ดีมากน้อง น้องได้สมัครเข้าชมรมที่ยอดเยี่ยมมากๆ แล้ว” ผมบอกเขาว่า

“ผมก็คิดอย่างนั้นแหละครับ”

“อาทิตย์หน้า เวลาเดียวกันนี้ สถานที่เดียวกันนี้ น้องมางานปาร์ตี้รับน้องใหม่ของเรานะ!” ในใจของผมมีความฝันที่แสนสวยว่า ดีจริงๆ ในที่สุดฉันก็ได้เข้าชมรมที่ฉันชอบ

 

แต่ก่อนถึงผมจะชอบอ่านนิยาย ความเรียง แต่ก็ข้องแวะกับบทกลอนกวีเรียกได้ว่าน้อยมาก ดังนั้นผมจึงรีบไปกว้านซื้อรวมบทกลอนของหยางเหมย อวี๋กวงจง หย่าเสียนมาอ่านทันที ปรากฏว่าหลังจากเคี่ยวฝึกตลอดหนึ่งสัปดาห์ ผมอาบน้ำผัดแป้ง ขัดสีฉวีวรรณ แต่งตัวสะอาดสะอ้าน ผ่องแผ้วสูงสง่า และไปเข้าร่วมงานเลี้ยงรับน้อง งานเลี้ยงคืนนั้นมีปาร์ตี้คอกเทลในชมรม ค่อนข้างหรูหรา รุ่นพี่คนหนึ่งแนะนำตัวกับผมว่าเขาคือประธานชมรม จากนั้นก็เริ่มแนะนำคนอื่นให้ผมรู้จัก

อวี๋กวงจง (อวี๋กวงจง คนนี้ดังมาก)

คนคนนี้นะ คือประธานชมรมรุ่นที่หนึ่ง คนนี้ ประธานชมรมคนก่อนก่อนก่อน นี้เป็นประธานชมรมคนก่อนก่อน นี้เป็นประธานชมรมคนก่อน... ทั้งห้องเป็นประธานกันหมด!! ผมถาม

“นี่มีผมเป็นน้องใหม่คนเดียวหรือ”

เขาตอบว่า

“ก็ใช่นะสิ”

ผมว่า

“งั้นผมไม่เอาด้วยแล้ว มีผมแค่คนเดียว ผมไปดีกว่า”

ปรากฏว่าประธานชมรมจับตัวผมเอาไว้ บอกว่า

“ไอ้โง่ เพราะมีแค่นายคนเดียว ปีหน้านายก็จะได้เป็นประธานชมรมไงล่ะ!”

ผมถามเขาว่า

“ปีที่แล้วพี่ก็เป็นงี้หรือเปล่า”

เขาพยักหน้าตอบว่า “ใช่ใช่ใช่!”

นับจากนั้นผมก็เข้าชมรมนี้ไปอย่างที่เห็น และก็เริ่มหัดเขียนกลอนใหม่มาจริงๆ เมื่อตอนนั้น กลอนยังไม่ได้เป็นวิชาที่โดดเด่น ต่อมากลอนใหม่ก็กลายเป็นวิชาที่โดดเด่นในมหา’ลัยเรา อันนี้ต้องยกความดีความชอบให้อาจารย์ภาษาจีนของเรา (เหมือนอาจารย์ภาษาไทยในบ้านเรา)

เป็นเพราะอาจารย์ภาษาจีนส่งเสริมการแต่งกลอนใหม่ใช่ไหม ก็มิใช่ดอกครับเจ้านาย

อาจารย์ภาษาจีนในวิทยาลัยแพทย์ของเรา ส่วนใหญ่ไม่สอนลึกซึ้งเหมือนพวกวิชาไบโอ พยาธิ หลักการแพทย์พวกนั้น เพราะอาจารย์ภาษาในวิทยาลัยแพทย์ โดยพื้นฐานแล้วก็คือเข้ามาสอนนักศึกษาพอเป็นพิธี เพิ่มเติมความรู้รอบตัวให้เล็กน้อย ไม่ได้คาดหวังเรื่องความรู้ทางภาษาจีนกับนักศึกษาแพทย์เท่าไหร่หรอก

ตอนนั้นพวกเราจึงกลุ้มใจกันมาก ทุกวันพอเข้าเรียนปุ๊บ ก็หนีไม่พ้นสวีซื่อชางเอย หรือไม่ก็ต้องเจิงกั๋วฟาน จั่วจงถัง หลี่หงจัง ประมาณนี้ ผ่านไปนานมากๆ ในที่สุดอาจารย์ก็มีมุขใหม่

อาจารย์บอกว่า

“จินเซิ่งทั่นเคยพูดว่า ‘ฟังเด็กน้อยท่องตำรา ชัดถ้อยชัดคำ ช่างสุขขี!’ ฟังเด็กๆ ท่องหนังสือ เสียงดังฟังชัด ชัดถ้อยชัดคำ มีความสุขมาก ดังนั้นอาจารย์จึงอยากให้ต่อจากนี้ไป นักศึกษาผลัดกันท่องหนังสือให้อาจารย์ฟัง”
อาจารย์หยิบสมุดเช็คชื่อออกมา

“เรามาหานักศึกษาที่มีชื่อเพราะๆ มีราศีหน่อยมาเป็นตัวแทน”

พูดตามตรง วินาทีนั้นผมอยากให้พ่อของผมตั้งชื่อผมเป็นโหวไอ้งั่งให้รู้แล้วรู้รอดไป
อาจารย์ชี้ตัวนักศึกษาห้าคนที่มีชื่อเพราะๆ มีราศี นั่นคือในชื่อของทุกคนมีคำว่า “เหวิน” (แปลว่าอักษร) โหวเหวินหย่ง เย่เหวินหลง เฉินเหวินอิ๋ง...

“เด็กน้อยห้าคนนี้เป็นคนท่องตำราให้อาจารย์ฟังก็แล้วกัน พวกเธอท่องได้ดีแค่ไหน อาจารย์ก็ฟังอย่างสุขสบายแค่นั้น คะแนนของพวกเธอทั้งชั้น ก็จะยิ่งสูงขึ้นตามนั้น”

ว้าว! ยอดเยียมกระเทียมดอง สายตาของเพื่อนทั้งห้องหันมาจับจ้องที่พวกเราทั้งห้าอย่างกับนัดกัน นับแต่นี้ผมก็ต้องแบกรับภารกิจใหญ่หลวงเรื่องผลคะแนนวิชาภาษาจีนของเพื่อนทั้งห้อง เวลาเพื่อนๆ เจอผม เลิกถามแล้วว่ากินข้าวหรือยัง แต่จะถามว่าท่องหนังสือหรือยัง

ท่านทั้งหลายต้องรู้ว่า วิชาภาษาจีนปีหนึ่งในขณะนั้นเป็นวิชาบังคับ มีสี่หน่วยกิต อาทิตย์หนึ่งต้องเข้าเรียนวิชาภาษาจีนสี่ชั่วโมง หนึ่งชั่วโมงต้องสิ้นเปลืองเด็กน้อยหนึ่งราย หนึ่งสัปดาห์เท่ากับใช้หมดไปแล้วสี่ราย ดังนั้นพวกเราจึงแทบจะต้องหมุนเวียนกันท่องหนังสือสัปดาห์ละครั้ง มันเป็นเรื่องที่น่ากลัวมาก ในช่วงนั้นแม้แต่ฝันก็ยังฝันว่า “ลมพัดกระหน่ำ พี่ยาจำจากลา หลายคราเหลียวมามองเจ้า แสนเศร้าโศกา! อาดูร!” (ผู้แปลมั่วเอาสุดๆ แบบยึดต้นฉบับเล็กน้อย เอิ๊กๆ) โดยเฉพาะเมื่อท่องถึงคำว่าโศกา อาดูร ความทุกข์ระทมขมขื่นในดวงจิตนั้น แทบจะมากกว่าหยวนเหมย (ผู้ประพันธ์เดิม) สิบเท่าบวกบวก

หยวนเหมย ราชวงศ์ชิง (หยวนเหมย อยู่โน่นแนะ สมัยราชวงศ์ชิง)

หากเอาแต่ท่องอย่างนี้มันไม่ไหวแน่ (การท่องคือการท่องจำ ไม่ได้ให้ถืออ่าน--ผู้แปล)
จึงคิดในใจว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ทำตัวเป็นพลพรรคฝ่ายซ้ายมันซะเลยดีกว่า อันนี้ต้องเข้าใจก่อนว่า อาจารย์นั้นหูก็ไม่ไวเท่าไหร่ ตาก็ไม่ชัดมากนัก ทุกครั้งพอถึงคิวต้องท่องหนังสือ ก็ถอยไปนั่งแถวหลังสุดเสียเลย นั่งแถวหลังสุดมีประโยชน์ยังไงงั้นหรือ ก็คือพอผมลุกขึ้นยืน ผมก็แค่ทำปากพะงาบๆ พอ ข้างๆ จะมีเพื่อนอีกคนหนึ่งช่วยส่งเสียงแทน ใช้ลิปซิงค์เอา

แม่เจ้าโว้ย มันช่างราบลื่นไหลปื๊ดๆ “ลมพัดกระหน่ำ พี่ยาจำจากลา หลายคราเหลียวมามองเจ้า...” ผมส่ายหัวส่ายตาอย่างใส่อารมณ์ อาจารย์ก็เจ๋งไม่แพ้กัน เงยหน้าขึ้นมาบอกว่า

“โหวเหวินหย่ง เธอก้าวหน้าขึ้นนะ!”

ผ่านไประยะหนึ่ง อาจารย์มีมุขใหม่อีกแล้ว ท่านรู้สึกว่าการท่องหนังสืออย่างเดียว แล้วคะแนนของนักศึกษาได้เท่ากันทั้งห้อง มันไม่ยุติธรรม ดังนั้นจึงอยากสอบวัดความสามารถทางการเขียนของนักศึกษาบ้าง กฎก็คือนักศึกษาทุกคนต้องเขียนเรียงความส่งอาจารย์

“การวัดความรู้ว่าอ่านหนังสือได้ดีหรือเปล่า ต้องวัดกันที่การเขียนเรียงความ เรียงความเขียนได้ดี หมายความว่าการอ่านของเธอยอดเยี่ยม ถ้าหากเรียงความเขียนไม่ดี เธอจะอ่านหนังสือไปกี่มากน้อยแค่ไหนก็ไม่มีประโยชน์ ดังนั้นขอให้นักศึกษาขยันส่งเรียงความมาให้อาจารย์ตรวจแก้”

เพื่อนๆ ถามขึ้นว่า

“ต้องเขียนกี่บท”

อาจารย์ตอบว่า

“แล้วแต่ความตั้งใจจริงของพวกเธอ”

พูดตามตรง ผมโตมาจนป่านนี้ ยังไม่เคยเจออะไรที่น่ากลัวไปกว่าคำว่าความตั้งใจจริง วันนั้นกลับถึงบ้าน ผมก็นั่งนึก ในเมื่ออาจารย์อยากเห็นความตั้งใจจริง งั้นผมก็ต้องแสดงตัวให้เห็นถึงความตั้งใจจริงสักหน่อย
พวกคุณเห็นหนังสือที่ผมแต่ง ส่วนใหญ่จะเป็นประเภทนิยายใช่ไหม ผมเชื่อมั่นว่าตัวเองเขียนนิยายได้ดีที่สุด ก็เลยเขียนนิยายเรื่องหนึ่งขึ้นมาด้วยความตั้งใจจริง ใช้เวลาเต็มๆ สิบวัน

เป็นนิยายขนาดประมาณหนึ่งหมื่นห้าพันตัวอักษร (การนับความยาวของนิยายจีน ใช้นับตัวอักษร) แล้วก็ส่งให้อาจารย์ตรวจด้วยความนอบน้อม

รอจนอาจารย์ตรวจเสร็จให้คะแนนแล้วส่งกลับมา ผมพบว่าได้แค่แปดสิบสองคะแนน เพื่อนๆ คนอื่นส่งความเรียงหนึ่งพันห้าร้อยตัวอักษร ก็ได้แปดสิบสองคะแนนเหมือนกัน! โอ้พระเจ้าจอร์จ เขียนนิยายหนึ่งเรื่องไม่ต่างจากเขียนความเรียงหนึ่งเรื่อง!? เพื่อนคนดังกล่าวพูดอย่างหยิ่งยะโสว่า ไม่เหมือนกันดอกนาย เขาเขียนสามบท ผมไปดูสมุดบันทึกคะแนนของอาจารย์ สามบทของเขาได้บันทึกเป็น แปดสิบสาม แปดสิบสอง แปดสิบเอ็ด ส่วนผมส่งเรื่องเดียวได้มาแค่แปดสิบสองเดียว! นี่มันอะไรกันเนี่ย ผมเขียนหนึ่งหมื่นห้าพันตัวอักษร กลับสู้คนเขียนหนึ่งพันห้าร้อยตัวอักษรสามบทไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าแพ้กันที่ความตั้งใจจริงอย่างแรง

มนึกในใจว่า จะแข่งความตั้งใจจริงรึ ฮึ ไม่เห็นจะยากตรงไหน ผมจะเขียนกลอนใหม่ส่ง

มีอยู่วันหนึ่ง ผมตื่นนอนตอนแปดโมงเช้า เข้าเรียนเก้าโมง ผมล้างหน้าแปรงฟันเสร็จ จนถึงเวลาเข้าเรียน ผมส่งงานทั้งหมดเก้าบท ในเก้าบทนี้ ยังมีบทหนึ่งได้รับรางวัลกลอนใหม่ดีเด่นประจำเดือนของมหา’ลัยด้วยซ้ำ ทำไมถึงได้รับรางวัลดีเด่น เพราะในชมรมมีผมเป็นสมาชิกเพียงคนเดียว

ผลงานบทนั้น มีทั้งหมดเพียงหกคำ “แถวตรง ระเบียบพัก เลิกแถว” ฮ่า! คุณเห็นไหม ช่างเป็นกลอนใหม่ที่งามไร้ที่ติเสียนี่กระไร มันต้องการบอกอะไรหรือ มันเลิศอยู่ที่ชื่อของมันตั้งว่า “บอร์ดคณะกรรมการวิทยาลัยแพทย์เป่ยอี”

พวกคุณอาจจะไม่รู้ แต่บอร์ดคณะกรรมการของวิทยาลัยเราในตอนนั้น ตั้งขึ้นแล้วก็ยกเลิก ยกเลิกแล้วก็ตั้งขึ้น ตั้งขึ้นแล้วก็ยกเลิกอยู่อย่างนี้ ดังนั้นผมจึงเขียนกลอนบทนี้ขึ้นเหน็บแนม จึงเป็นกลอนการเมืองที่ฮือฮาที่สุดทั่วมหา’ลัย ในขณะนั้น

ผ่านไปไม่ถึงสามวัน ก็ถูกริบเก็บ ฉีกทิ้งตามระเบียบ

ผมเขียนกลอนอย่างนี้ไปเรื่อยๆ กลายเป็นว่าคะแนนของผมสูงสุด เพราะอาจารย์ใช้นโยบายวัดความตั้งใจจริง ชั่วพริบตาเดียว เพื่อนๆ ทั้งห้องก็ลุกขึ้นมาเอาอย่าง ดังนั้นห้องของผมจู่ๆ ก็มีเพื่อนๆ สิบคนมาสมัครเข้าชมรมกลอนของเรา เก็บค่าสมัครคนละสามร้อยห้าสิบ ทั้งหมดสามพันห้าร้อยหยวน อิ่มหนำไปนาน! เสียดายสมัยนั้นไม่มีระบบค่านายหน้า ไม่งั้นผมคงมีรายได้เสริมพอสมควร

หลังจากขีดๆ เขียนๆ กลอนใหม่ได้ระยะหนึ่ง ก็มีรุ่นพี่คนหนึ่งมาบอกกับผมอย่างจริงใจว่า

“โหวเหวินหย่ง รุ่นพี่อาจจะไม่ควรพูดอย่างนี้กับนาย แต่รุ่นพี่ขอบอกกับนายจากใจจริงว่า หากนายยังแต่งกลอนใหม่แบบนี้ต่อไป นายไม่ได้กำลังแต่งกลอนใหม่อยู่หรอก แต่กำลังย่ำยีกลอนใหม่! และย่ำยีตัวนายเองด้วย! เกรงว่าจะหมดสิ้นความหวัง”

ผมได้ยินเช่นนั้นก็เสียใจ เพราะรุ่นพี่คนนั้น ขณะนั้นก็มีชื่อเสียงโด่งดังในหนังสือพิมพ์เหลียนเหอเป้าแล้ว คำพูดของเขามีน้ำหนักประดุจขุนเขา เขาอุตส่าห์มาบอกผมด้วยความจริงใจขนาดนี้ ทำให้ผมรู้สึกเสียใจมาก ผมควรออกไปสอบถามคนอื่นดูเสียหน่อย ว่าการแต่งกลอนใหม่นั้น ควรทำอย่างไร

ทำไมการแต่งแบบผมมันจะหมดสิ้นความหวัง ผมตระเวณถามประธานชมรมคนก่อนก่อนก่อน ประธานชมรมคนก่อนก่อน ประธานชมรมคนก่อน รุ่นพี่... ถามรุ่นพี่ทั้งหมดห้าหกคน ในที่สุดก็ได้เรียนรู้แล้วว่า “รุ่นพี่” มันคืออะไร

อันคำว่า “รุ่นพี่” นั้นหรือ ก็คือจำพวกที่คุณถามอะไรเขา เขาไม่รู้สักอย่าง เขายิ้มให้ทุกอย่าง “โฮะ! โฮ่...” แล้วก็พูดอย่างกับผู้ล่วงรู้ทุกสิ่งทุกอย่างว่า “เอาไว้เมื่อนายโตขึ้น แล้วนายก็จะเข้าใจ” นี่แหละ นิยามของคำว่ารุ่นพี่
ต่อมาผมได้เจอกับรุ่นพี่คนหนึ่ง ในที่สุดเขาก็ยินดีบอกคำคำหนึ่งกับผม เป็นคำที่ลึกลับเยี่ยงนัก

มันเป็นการตกผลึกของชั่วชีวิตของเขา

เขาบอกว่า จงเขียนกลอนด้วย “รัก”

พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินจากไปอย่างลึกลับ เปี่ยมไปด้วยปริศนาธรรมอย่างกับพระวัดเส้าหลิน

zen (พระเซน เหอะๆ)

เขียนกลอนด้วยรัก? คำพูดนี้แฝงปริศนาของเซนที่ลึกซึ้งเหลือเกิน ผมคิดไปคิดมา เดินวนไปวนมา ฮ่า! คิดอยู่ค่อนวัน คำตอบก็คือ อาจเป็นเพราะผมยังไม่เคยมีความรักมาก่อนนี่เอง เห็นทีผมต้องออกไปตั้งใจตามหารักแท้สักหน่อยแล้ว

(ตัวอักษรจีน คำว่า "รัก")

 

อ่านตอนที่สามได้ที่นี่

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

อ่านไปยิ้มไป รออ่านตอนต่อไปครับ ว่า เขียนด้วยรัก งานจะออกมาเยี่ยงไรconfused smile

#1 By berserkrabbit on 2008-06-17 12:27

ฮ่าๆ โปรดติดตามตอนต่อไปconfused smile

#2 By ☆[แป้ง].Haมmy*☆ on 2008-06-17 13:41

เพิ่งเห็นภาพทีหลัง
ตัวอักษรจีนคำว่า "รัก" เหมือนคนกำลังกอดกันเลยค่ะ

#3 By ☆[แป้ง].Haมmy*☆ on 2008-06-17 13:43

ยังไงก็ยังฮาจริงๆ
Hot! นี่คราวก่อนเราลืมให้ใช่ไหมเนี่ย...ประจำ
big smile big smile big smile big smileจะเจอรักแบบไหนน๊อ อยากรู้จังว่าหลังจากนี้เค้าจะเขียนกลอนแบบไหนออกมาbig smile

#5 By (^_^)/nana on 2008-06-17 15:36

โหย กำลังมันเลย
อยากรู้ว่าจะไปหาความรักยังไง อิอิ
ไปอ่านตอนต่อไปโลด

#6 By CanineGirl on 2008-06-19 18:15