โหวเหวินหย่ง ณ ตรงทางโค้งของชีวิต 3
posted on 18 Jun 2008 10:26 by be-beer in Hou-Wenyung
ณ ทางโค้งของชีวิต เป็นบทความจากการได้รับเชิญไปบรรยาย
ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยคุณโหวเหวินหย่ง
ต่อมาได้มีการนำเทปการบรรยายมาถอดความ และวางขายคู่กัน
(ภาพประกอบในเรื่อง จากอินเทอร์เน็ต)
อนึ่ง เนื่องจากเป็น "หนังสือเสียง" ก็คือเทปบรรยาย
จึงเชื่อว่าประเทศไทยคงไม่มีสำนักพิมพ์ใด คิดเอามาทำในเวอร์ชั่นภาษาไทยได้หรอก
ด้วยความรู้สึกเสียดาย ที่บทความดีๆ จะไม่มีให้เห็นให้อ่านในภาษาไทย
จขบ. จึงขอทยอยแปลเนื้อหาเนื้อหาทั้งหมด เก็บไว้ที่นี่
เพื่อให้นักอ่านคนไทย ได้รู้จักตัวตนของคุณโหวเหวินหย่งมากขึ้น
และได้รับข้อคิดดีๆ จากการบทความของคุณโหว
เนื้อหามีทั้งหมดหกตอน ถอดจากเทปสองม้วน
บางอย่างอาจเข้าใจยากหน่อย แต่ขอให้ตระหนักว่า ต้นฉบับเขาพูดในประเทศไต้หวัน
อีกทั้งเป็นถอดเทป ไม่ใช่หนังสือที่ประพันธ์ขึ้นเพื่อวางขายกันจริงๆ
หากได้ประโยชน์อะไรจากงานแปลชิ้นนี้ ก็กรุณาคอมเมนต์บอกด้วยครับ
(เนื้อหาค่อนข้างยาว อ่านไม่จบ ไม่ว่ากระไรดอกนาย)

ประมาณเปิดเรียนไม่ถึงครึ่งปี ข้าพเจ้าตระหนักถึงความสำคัญของการมีความรัก ผมควรหาคู่สักคนมารักกันได้แล้ว เพื่อศึกษาซะหน่อยว่า รสชาติของความรักมันเป็นยังไง แต่พอพูดถึงเรื่องราวในอดีตช่วงนี้ ผมก็จะเจ็บปวด เอาเป็นว่าผมเล่าตอนจบให้พวกคุณฟังไปเลยดีกว่า
ตอนนั้นผมก็ได้เจอคู่รักของผม คู่รักคนนี้ก็ค่อนข้างสวยและอ่อนหวาน
การแยกทางของเราเกิดขึ้นในงานเต้นรำคืนหนึ่ง
จนป่านนี้ผมก็ยังเต้นรำได้ไม่ดี เต้นเป็นแค่จังหวะ blues แบบประมาณว่าซ้ายสองขวาหนึ่ง อีกอย่างก็คือเต้นดิสโก้ (เพราะเต้นดิสโก้จะเต้นมั่วยังไงก็ได้) ผมจำได้ดีถึงคืนงานเต้นรำคืนนั้น ผมกำลังเต้นรำอยู่กับเธอ
ดนตรีเป็นใจมากๆ หลังจากเราซ้ายสองขวาหนึ่งโยกกันอยู่สี่เพลงแล้ว อยู่ๆ มันก็ขึ้นเพลง “Tie a yellow ribbon on the old oak tree” พอดนตรีมันดังขึ้นมา ผมอึ้งไปพักหนึ่ง แล้วผมก็บอกกับหญิงสาวที่รักของผมว่า
“ขอโทษนะ ผมเต้น Jitterbug ไม่เป็น” (การเต้นรำแบบหนึ่งที่โลดโผน คำแปลจากในเว็บ)
บรรยากาศตึงเครียดมาก และในขณะนั้นเอง รุ่นพี่ผอมๆ สูงๆ คนหนึ่งด้านหลัง ก็ยื่นมือข้ามหัวผมมาพูดว่า
“ไม่เป็นไร ผมเอง”
จนป่านนี้ผมก็ยังคิดไม่ตกว่า คนเราไม่มีธุระปะปังอะไร ทำไมต้องเกิดมาหล่อลากดินอย่างนี้ด้วย และแล้วผมก็ค่อยๆ สูญเสียรักแรกของผมไปทีละก้าวๆ ตอนนั้นผมได้ตั้งปณิธานไว้กับตัวเองว่า รอให้ผมโตขึ้น กลายเป็นรุ่นพี่เมื่อไหร่ ผมจะแย่งแฟนของรุ่นน้องบ้าง
การอกหักเมื่อสมัยหนุ่มๆ นั้นเป็นเรื่องที่เจ็บปวดมาก
บางครั้งยังไม่ทันจะรู้ชัดด้วยซ้ำว่าเริ่มต้นหรือยังก็อกหักเสียแล้ว เอาเป็นว่า
ผมรู้สึกว่าตัวเองกำลังอกหักอย่างแสนสาหัส
เมื่ออกหัก เราก็ต้องแสดงเยี่ยงคนอกหัก ยิ่งเจ็บปวดเท่าไหร่ก็ยิ่งหมายถึงความรักบริสุทธิ์เท่านั้น ตอนนั้นตลอดทั้งเดือน ผมนั่งเก้าอี้ก็ต้องนั่งกลับข้าง ไม่นั่งตามปกติ เพื่อแสดงออกว่าผมเจ็บปวดมาก พอมีคนถามคุณว่าทำไมนั่งเก้าอี้ต้องนั่งอย่างนี้ คุณจะได้ตอบอย่างองอาจผ่าเผยว่า
“นี่คุณไม่รู้หรือไงว่าผมกำลังเจ็บปวดอยู่”
ต้องหันหน้าออกไปนอกหน้าต่าง หนึ่งชั่วโมง ไม่กระพริบตาแม้แต่ครั้งเดียว บุหรี่ต้องดูดเอาๆ มวนต่อมวนไม่ให้ขาด พอได้ยินบรรเลงดนตรีเศร้าสร้อยสักหน่อย ขอบตาจะรู้สึกเปียกๆ พูดตามตรง ตอนนี้ผมเองก็ต่อไม่ติดกับความรู้สึกในตอนนั้นแล้ว แต่ความเจ็บปวดในตอนนั้น มาออกมาจากใจจริงๆ
เหตุการณ์เช่นนี้ผ่านไปประมาณหนึ่งเดือน ผมเดินออกมาจากสภาวะ “เมื่อรักถึงที่สุดไร้คำกล่าวโทษ” แล้วก็เริ่มคิด
“ดังคำว่าจงนำรักที่ข้ามีต่อเจ้า ไปรักทุกคนในโลกหล้า ความรักโดยอัตตาอันน้อยนิดของเรานั้นมันไม่พอหรอก ฉันควรมีความรักที่ยิ่งใหญ่ อะไรคือความรักที่ยิ่งใหญ่หรือ นั่นก็คือ ฉันเคยเดินผ่านเส้นทางนี้มาแล้ว ฉันมีหน้าที่ต้องไปช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ที่อกหักคนอื่นๆ”
ตอนนั้นผมจึงก่อตั้งสมาคม LLA อะไรคือ LLA ก็คือ “LOVE LOSER ASYLUM” สมาคมคุ้มครองผู้พ่ายรัก คำว่า Asylum มีคำแปลได้สองอย่าง หนึ่งคือสมาคมคุ้มครอง อีกหนึ่งคือโรงพยาบาลบ้า
ชมรมของเราตั้งอยู่ในฐานทัพใหญ่ก็คือหอพัก สถานที่พักพิงของข้าพเจ้าเอง ผมกับสหายร่วมสมรภูมิที่อุทิศตนพลีชีพล่วงหน้าไปก่อนสองคน ร่วมกันก่อตั้ง LLM นี้ขึ้น ยินดีต้อนรับเพื่อนๆ ในชั้นเรียนที่อกหักทุกคน มาระบายความอัดอั้นตันใจที่นี่ พวกเราจะเป็นผู้ปลอบโยนจิตวิญญาณที่เสียขวัญ
เนื่องจากเพิ่งเป็นนักศึกษาปีหนึ่ง ครึ่งเทอมผ่านไป เริ่มมีคนอกหักมากขึ้น เพราะขาดประสบการณ์ จึงอกหักกันกราวกรูด คลื่นลูกใหม่พัดหาคลื่นลูกเก่า ผู้พ่ายรักระลอกแล้วระลอกเล่าไม่ขาดสาย ใน LLA ของเรา ได้คบหากับเพื่อนแท้หลายคน ซึ่งตอนนี้ต่างก็เป็นนายแพทย์ใหญ่ หมอชื่อดังตามโรงพยาบาลใหญ่โตกันไปหมดแล้ว แต่เมื่อจับกลุ่มคุยกัน ก็ยังไม่มีวันลืมเลือนวันเวลาที่นั่งซดเหล้ากันอยู่ในหอพักช่วงนั้น
ตอนนั้นน่าสนุกมาก! หนุ่มใหญ่ทั้งหลายส่วนใหญ่ไม่มีงานอดิเรกอะไรเป็นพิเศษ ผู้ชายอกหักจะให้ไปเล่นกีฬา ไปฟังสุนทรพจน์ ไปฟังซิมโฟนี่ออเคสตร้างั้นหรือ อย่าโง่ไปเลยน่า ผู้ชายอกหักส่วนมากก็จะกินเหล้า สูบบุหรี่ เมามาย ปล่อยชีวิตให้ตกต่ำ ตอนนั้นพวกเรารู้จักกับเพื่อนที่น่าสนใจมากคนหนึ่ง เขาชื่อหยังเก๋อ
ถ้าพวกคุณมีใครเคยอ่าน “ความรักของปีเจ็ด” หนังสือของผมละก็ คุณก็จะเจอบุคคลคนนี้ในเล่มด้วยเช่นกัน
หยางเก๋อคนนี้ เขาจะรูปร่างสูงโปร่ง หล่อเหลา เวลาเงียบๆ ไม่พูดจาจะเหมือนหลอต้าโย่ว (นักร้องเพลงสตริง) แต่เวลาเปิดปากพูดเมื่อไหร่ จะกลายเป็นเฉินอีหลัง (นักร้องเพลงลูกทุ่ง)
นายคนนี้สอบติดแพทย์ได้ยังไง เรื่องนี้เราไม่มีใครรู้ สรุปก็คือมันเป็นไอ้อัจฉริยะคนหนึ่งก็แล้วกัน แต่มันจะมีเอกลักษณ์อยู่อย่างหนึ่ง ก็คือไม่เข้าใกล้อิสตรี มันไม่เคยเข้าใกล้ผู้หญิงมาก่อน ก่อนที่มันจะเข้ามหา’ลัย ไม่เคยคุยกับผู้หญิงเกินสามสิบนาที ถ้าจะสอบถามกันจริงจังละก็ คงมีอยู่แค่สองคนเท่านั้น หนึ่งคือแม่ของมันเอง ซึ่งท่านเสียไปแล้ว อีกคนหนึ่งคือน้องสาวลูกพี่ลูกน้อง ซึ่งแต่งงานไปแล้ว หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ ผู้หญิงที่เคยคุยกับมันเกิดครึ่งชั่วโมงในโลกนี้เหลืออยู่เพียงคนเดียว ซ้ำยังเป็นคุณป้า
แต่ไม่รู้ทำไมเมื่อเข้ามหา’ลัยแล้ว อยู่ๆ เหมือนกับดอกรักเบ่งบาน มันมีคู่ใจอยู่คนหนึ่ง และตัดสินใจจะจีบหล่อนให้ได้ แต่ยังไม่ทันเริ่มปฏิบัติการจีบ มันก็มาขอลงทะเบียนกับชมรมคุ้มครองผู้พ่ายรักของเราก่อนแล้ว เพื่อเวลาด่าวดิ้นสิ้นชีพจะได้ศพไม่น่าเกลียดจนเกินไป ยังพอมีคนช่วยเก็บซาก
คู่ใจที่มันหมายปองเป็นสาวคณะทันตกรรม หญิงสาวคนนี้สวยงามหยดย้อย ประมาณว่าเมื่อคุณเดินเข้างานเต้นรำจะเห็นเธอเป็นคนแรก เมื่ออยู่ในงานเต้นรำ เธอจะต้องสวมชุดที่สวยที่สุด และเป็นกระโปรงยาว ขณะที่เธอขยับตัวไปตามจังหวะดนตรี กระโปรงยาวก็จะพริ้วไสวเป็นเกลียวคลื่น สวยงามกว่าใคร พอเปรียบเทียบดูแล้ว แค่ผมนึกถึงสำเนียงภาษากลางของนายหยางเก๋อ ก็รู้สึกได้ว่ามันไม่ค่อยมีหวังมากนัก แต่ไหนๆ ก็เป็นเพื่อนกันแล้ว ก็ต้องช่วยเหลือกันก่อน
พวกเราเริ่มต้นจากฝึกเสน่ห์ให้กับหยางเก๋อ การฝึกเสน่ห์เป็นไปได้ยาก ดังนั้นเราจึงเบนเข็มมาเป็นฝึกสำเนียงภาษากลางของมันก่อน เราสอนหยางเก๋อให้พูดภาษาจีนกลาง
“คุณผู้หญิงครับ ให้เกียรติเต้นรำกับผมสักเพลงได้ไหมครับ” เฉพาะคำนี้เราต้องสอนเป็นเวลาหนึ่งเดือนกว่า
“หยางเก๋อ คุณผู้หญิง ไม่ใช่คุณผู่ยิ่ง! ให้ตายเหอะ!” ส่วนเขาก็ตั้งหน้าตั้งตาซ้อมอย่างขมักขเม้น
ผ่านไปหนึ่งเดือนกว่า ค่อนข้างเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาหน่อย พวกเราก็คิด
“เอาหละ! จัดงานเต้นรำกันเถอะ จะได้ให้โอกาสกับหยางเก๋อ”
พวกเราออกตามหาจนเจอตัวเพื่อนของหญิงสาวคนนี้ เชื้อเชิญให้พวกเธอมาร่วมงานเต้นรำ
วันนั้นงานเต้นรำเริ่มขึ้น ก็มีชายหนุ่มขอเต้นรำกับหญิงสาวมากมาย แต่หยางเก๋อกลับไม่กล้าแสดงออกใดๆ
เมื่อเห็นว่าโอกาสกำลังสูญเสียไปทีละนิด ทีละนิด พวกเรารู้สึกเสียดายมาก ทำไงดี ผมจำได้ว่าตอนนั้นเป็นเพลง “Inside of my guitar” จังหวะบลูส์ พอดนตรีดังขึ้น เหล่าพี่น้อง LLA ก็ตั้งกำแพงมนุษย์ขึ้นสองแถว กั้นกลางระหว่างคนทุกคน เพื่อให้หยางเก๋อเดินผ่านตรงกลางออกมา ยิ่งใหญ่เหมือนกับเดอะก๊อดฟาเธอร์ เจ้าพ่อมาเฟีย มันเดินไปหยุดยืนอยู่หน้าหญิงสาวคนนั้น ตามบทแล้ว มันควรพูดคำคำนั้น “คุณผู้หญิงครับ ให้เกียรติเต้นรำกับผมสักเพลงได้ไหมครับ” แต่ว่า เกือบห้าวินาทีแล้วก็ยังไม่เห็นจะได้ยินเสียงพูด มีแต่เสียงฟันกระทบกันดังกึกๆๆ
เราพยายามส่งสัญญาณบอกใบ้ “คุณผู้หญิงไง” แต่มันก็ยังพูดไม่ออก
หลังจากดิ้นรนอยู่พักใหญ่ มันจึงพูดว่า
“คุณผู่หญิง ขอโทษ ภาษากลางของผมไม่ค่อยชัด”
คุณคิดดูนะ สมมติว่าคุณเป็นผู้หญิงคนนั้น นั่งอยู่ตรงนั้น ทีนี้พอดนตรีดังขึ้น มีชายหนุ่มคนหนึ่งเดินมาบอกคุณว่า “คุณผู้หญิง ภาษากลางของผมไม่ค่อยชัด” คุณคงคิดว่า แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันวะ
เนื่องจากหยางเก๋อเป็นคนภาคใต้ คนใต้จะซื่อสัตย์กว่าใคร เวลาค้าขายกับใคร จะต้องบอกอีกฝ่ายก่อนว่า สิ่งของชิ้นนี้มีข้อเสียอะไรบ้าง เมื่ออีกฝ่ายรู้ข้อเสียของมันแล้ว จึงยอมขายให้เขา นี่เป็นหลักการของความซื่อสัตย์ ดังนั้นมันก็คงกำลังเน้นย้ำข้อเสียของตัวเองอยู่กระมัง---พูดภาษากลางไม่ชัด แล้วถึงกล้าขอเขาเต้นรำ
หญิงสาวคนนี้เป็นคนเข้าใจ เห็นอกเห็นใจคน เธอลุกขึ้นยืน เป็นฝ่ายถามกลับหยางเก๋อว่า
“คุณจะเต้นรำกับฉันสักเพลงได้ไหมคะ” โอ้วว้าว! สุดยอด เหนือชั้นจริงๆ
และแล้วเขาสองคนก็เริ่มเต้นรำ เนื่องจากเป็นซ้ายสองขวาหนึ่ง จึงเต้นต่อไปได้เรื่อยๆ อย่างง่ายดาย บรรดาพี่น้อง LLA เราก็ไม่ได้ปล่อยตัวให้ว่างไม่มีงานทำหรอกนะ ทันใดนั้นพวกเราก็เข้ายึดตำแหน่งดีเจทันที เปิดแม่มมันเพลงบลูซ์หกเพลงติด
ทุกท่านคงรู้ว่า เพลงบลูส์เพลงนึงยาวประมาณห้านาที หกเพลงติดพอดีสามสิบนาที พวกเราทำลายสถิติหยางเก๋อ ให้มันได้โยกย้ายส่ายสะโพกกับผู้หญิงครบสามสิบนาทีเต็ม
สำหรับหยางเก๋อแล้ว สามสิบนาทีนี้เป็นประสบการณ์ที่แสนขื่นขมที่สุดในชีวิต เพราะมันไม่เคยคุยกับหญิงสาวที่ไหนเกินสามสิบนาทีมาก่อน ยิ่งนับประสาอะไร กับคนที่มันไม่เคยรู้จักครอบครัวปูมหลังมาก่อนเลยอย่างนี้ ทั้งคู่เต้นกันจนสามสิบนาที ไม่รู้ว่าควรคุยอะไรกันดี หญิงสาวจึงต้องเป็นฝ่ายถามเอง เจอกับผู้ชายอย่างนี้เข้า เป็นใครก็จนปัญญา (เห็นแก่ที่หมอนี่มีเพื่อนพ้องเยอะแยะ อย่างน้อยก็ต้องไม่ใช่กระจอกกระมัง!) หญิงสาวถามขึ้นวา
“คุณสนใจเรื่องอะไรบ้างคะ”
หยางเก๋อปุ๊บปั๊บไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี เขาเคยนึกถึงหน้าคอลัมน์หาเพื่อนมักเขียนไว้ว่า
“ผมชอบดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ ใช้ความคิด...” (ฮ่า! นั่นนะ ขี้ฮกทั้งเพ ความจริงคือเล่นไพ่นกกระจอกกับเคี้ยวหมาก) (คนไต้หวันชอบเคี้ยวหมาก ทุกเพศทุกวัย---ผู้แปล)
พอคุยจบ เขาก็เป็นฝ่ายถามหญิงสาวบ้างว่าสนใจเรื่องอะไร อีกฝ่ายตอบว่า
“ฉันชอบกลอนใหม่”
หยางเก๋อก็ตื่นตระหนกทันที เพราะมันไม่เคยได้ยินมาก่อนว่า กลอนใหม่ คืออะไร ไม่อยู่ในขอบเขตข้อมูลที่มันตระเตรียมเอาไว้ พอตื่นตระหนกตกใจ อะไรก็มั่วไปหมด คำพูดที่เตรียมไว้ ตั้งแต่เรื่องสถานการณ์บ้านเมืองเอย รัฐบาลเอย... ไม่ได้ใช้สักอย่าง มันบอกว่า
“กลอนใหม่เหรอ อ๋อกลอนใหม่ ผมรู้ กลอนใหม่ตั้งแต่ยุคพระเจ้าเหาเหยาซุ่นอวี่ทัง เหวินอู่โจวโกง (ราชวงศ์จีนโบราณ) ผมจำได้หมด”
กลอนใหม่เพิ่งเริ่มมีขึ้นจากยุคของหูซื่อ เหยาซุ่นอวี่ทังฯ จะไปมีได้ยังไง แต่หญิงสาวก็แค่ยิ้มๆ ถามอย่างสุภาพว่า
“คุณเคยได้ยินกลอนใหม่ของอวี๋กวงจงไหมคะ”
หยางเก๋อตอบว่า
“เคย กลอนนั่นนะ เอ่อ เคยได้ยินหลายครั้งแล้ว...”
“ฉันนึกถึงกลอนบทนึง ชื่อ ‘ใต้จันทร์เพ็ญ’ คุณจำได้ไหม”
หยางเก๋อตอบว่า
“อ๋อ นั่นนะเมื่อก่อนเคยท่อง รู้จักดี คราวหน้าเจอกันแล้วผมจะท่องให้ฟัง”
เต้นอยู่อย่างนั้นสามสิบนาทีเต็ม เห็นได้ชัดว่าหยางเก๋อทรมานขนาดไหน หลังจากสามสิบนาทีสิ้นสุดลง หยางเก๋อก็ไปลากตัวผมมา ควักเงินออกมาพันนึง ยัดลงมือของผม พูดอย่างเจ็บปวดรวดร้าวว่า
“นายเอาเงินนี่ไป พรุ่งนี้ไปห้างกวงหัว เห็นหนังสืออะไรเกี่ยวกับกลอนใหม่ นายกวาดมาให้ฉันให้หมด”
ผมน้อมรับหน้าที่อย่างเต็มใจ ไปห้างกวงหัว กว้านซื้อหนังสือรวมบทกลอนใหม่แห่งยุคที่ดีที่สุดสิบเล่มกลับมาให้มัน มีทั้งหย่าเสียน ฉงหง หยางเหมย อวี๋กวงจง เจิ้งโฉ่วอวี๋ ครบครัน หยางเก๋อก็เริ่มต้นท่องจำบทกลอนพวกนั้น
คุณต้องเข้าใจ นักศึกษาแพทย์นะ คุณอย่าเห็นว่าเขาทึ่มๆ เงอะงะ เวลาท่องจำหนังสือขึ้นมา นั่นละสุดยอด หยางเก๋อใช้เวลาหนึ่งเดือน ท่องจำหนังสือรวบรวมคำกลอนทั้งสิบเล่มนั้นจนขึ้นใจแล้วหนึ่งรอบ
แต่คุณก็ต้องเข้าใจอีกอย่าง กลอนใหม่เป็นเรื่องของความงาม มันมีอารมณ์สุนทรีย์
อย่างเช่นบทกลอนที่ว่าด้วยการชื่นชม
“ทำอย่างไรให้ข้าได้พบเจ้า
ในยามที่ข้างดงามสวยที่สุด
ข้าจึงไหว้วอนขอพระพุทธ
เป็นเวลาห้าร้อยแรมปี
วอนพระองค์พันผูกบุพเพนี้
เพื่อข้าได้กลายร่างเป็นพฤกษา
เฝ้ามรรคาที่เจ้าจะเดินผ่าน
ทุกวี่วัน!”
โอ้ว! ความรู้สึกมันช่างงดงามเสียนี่กระไร แต่กับหยางเก๋อไม่เป็นเช่นนั้น มันท่องเหมือนบทสวด
“อ้า ทำอย่างไรให้ข้าได้พบเจ้า ในยามที่ข้างาดงามสดสวยที่สุด อ้า ข้าจึงไหว้วอนขอพระพุทธ เป็นเวลาห้าร้อยแรมปี”
แล้วมันยังเติมแต่งคำวิจารณ์ของตัวเองเข้าไปอีก
“บ๊ะ ทำไมต้องห้าร้อยปี ไม่ใช่หนึ่งพันปี ถ้าเป็นกูนะ กูจะขอแม่มหนึ่งพันปีเลย แล้ว ‘เพื่อข้าได้กลายร่างเป็นพฤกษา’ เป็นต้นไม้น่าเบื่อชิปhai ทำไมไม่ขอให้กลายเป็นหมาวะ จะได้วิ่งไปเห่าเธอ ดีกว่ากันตั้งเยอะ”
มันไม่ได้กำลังท่องกลอนใหม่ แต่มันกำลังย่ำยีกลอนใหม่ เผาพิณต้มกระเรียน (สุภาษิตจีน) ถึงขั้นสุดจะทานทนแล้ว แต่ว่า ท้ายที่สุดมันก็ท่องบทกลอนทั้งสิบเล่มนั่นหมดจนได้ หลังจากท่องหมด ในที่สุดมันก็มีเรื่องคุยที่ตรงกัน กับหญิงสาวคนนั้นเสียที
ต่อให้เป็นอัจฉริยะมาจากไหนก็ตาม ยังไงก็ต้องจำผิดจำพลาดกันบ้าง กับหนังสือรวมคำกลอนทั้งสิบเล่มนี้ จำสลับอวี๋กวงจงเป็นเจิ้งโฉ่วอวี๋ เจิ้งโฉ่วอวี๋ไปจำเป็นหย่าเสียน พอตกค่ำได้เวลาฮอตไลน์เธอกับฉัน สายด่วน LLA ในหอพักสายนั้น ก็จะถูกไอ้คู่นี้ใช้จนแทบไหม้ กลางคืนเริ่มจากทุ่มสองทุ่ม สามารถคุยติดต่อมาราธอนได้ถึงตีหนึ่ง ตีสอง เนื้อหาที่คุยก็มีแต่กลอนใหม่ กลอนใหม่ แล้วก็กลอนใหม่ ช่างบ้าคลั่งขนานแท้
ตอนนั้นถึงแม้หยางเก๋อจะท่องจำไปหนึ่งจบแล้ว แต่มันไม่มั่นใจตัวเองอย่างแรง
พอตกค่ำพี่น้องทุกคนจะย่างกรายออกจากศูนย์บัญชาการ LLA ไม่ได้เด็ดขาด หยางเก๋อบอกว่า
“พวกนายก็เล่นไพ่นกกระจอกกันดิ แพ้ชนะมาคิดกับฉันให้หมด” คู่หวานแหววคู่นี้ก็จะฮอตไลน์เธอกับฉันไป

คุยไปคุยมา อยู่ๆ ฝ่ายสาวเจ้าเกิดไปเหลือบเห็นอะไรเข้า ทำให้นึกถึงกลอนใหม่ขึ้นมาบทหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่นเธอเห็นแสงจันทร์นอกหน้าต่าง ก็นึกถึงบทกลอนใต้จันทร์เพ็ญของอวี๋กวงจง
“จงเด็ดใบบัวหนึ่งใบ
ห่อเอาแสงจันทร์กลับไปเถิด
นำกลับไปเหน็บไว้ในบทกวีถัง (กวีราชวงศ์ถัง)
แบนราบ
คล้ายกับความคนึงหาที่รีดเร้นจนบางเบา”
ทีนี้เธอก็จะเงยหน้าขึ้น พูดว่า
“อยู่ๆ ฉันก็นึกถึงกลอนบทหนึ่งขึ้นมา บอกไว้ว่า จงเด็ดใบบัวหนึ่งใบ ห่อเอาแสงจันทร์กลับไปเถิด...” แล้วก็เงียบ รอให้หยางเก๋อรับช่วงต่อ ทีนี้หยางเก๋อก็จะตื่นเต้น เอามือปิดโทรศัพท์แล้วบุ้ยใบ้ขอความช่วยเหลือจากพวกเรา
“เร็วเข้าๆ ใบบัว ประโยคต่อไป ใบบัว...”
เราสี่สหายเห็นเพื่อนมีภัย ก็จำต้องวางไพ่นกกระจอกไว้ก่อน พลิกตู้ค้นตำรา คว้าเอาอวี๋กวงจงบ้างล่ะ หย่าเสียน เจิ้งโฉ่วอวี๋บ้างละ รีบพลิกให้เจอเจ้าบทที่มีใบบัวเอย ห่อแสงจันทร์เอย ห่อเนื้อหมูเอย ในที่สุดก็เจอคำกลอนบทนั้น กระซิบบอกหยางเก๋อว่า
“แบนราบ คล้ายกับความคนึงหาที่รีดเร้นจนบางเบา”
แล้วมันจึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
“นั่นสิ แบนราบ คล้ายกับความคนึงหาที่รีดเร้นจนบางเบา” อย่างนี้ถึงเรียกว่าตอบถูก
ทุกวันเราต้องเล่นทายปัญหาอะไรเอ่ยกันอย่างนี้ เป็นช่วงชีวิตที่แสนจะน่ากลัวจริงๆ
พวกเราจึงนั่งเล่นไพ่นกกระจอกกันอย่างไม่เต็มอกเต็มใจ จนถึงตีหนึ่ง ตีสอง แม้แต่ไพ่นกกระจอกก็อยากเลิกแล้ว จึงจับเข่าคุยกันเรื่อยเปื่อย ส่วนมันนะหรือ กำลังคุยสนุกกันอยู่เลย ขณะนี้เอง กลอนบทใหม่ก็มาอีกแล้ว
“ลมบูรพาไม่โหมพัด กิ่งหลิวเดือนสามไม่โบยบินแล้ว จิตใจของเจ้าไซร้ คือเมืองแมนที่แสนเหงา”
“อ๊ะ ลมบูรพาไม่พัด เพื่อนๆ ลมบูราพาไม่พัด” หยางเก๋อร้องขอความช่วยเหลืออีกแล้ว...
ความล้มเหลวของหยางเก๋อจึงเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ไม่ยาก ผมไม่ต้องเล่าให้มากความ
สมาชิก LLA เพิ่มจำนวนขึ้นเป็นทวีคูณ มีแต่เพิ่มไม่มีลด เรียกว่าไหลมาเทมา ไม่มีขาดสาย
เริ่มแรกเราทุกคนจะเศร้าโศกสลดหดหู่ใจกับทุกๆ เรื่องราวอกหักของทุกคน กัดฟันกรอดๆ ใช่ ยายปีศาจจิ้งนอกคนนี้ ทำไมช่างชั่วร้ายปานนี้ เฉพาะชมรมของเราก็โดนนางคนเดียวสลัดทิ้งติดๆ กันสามคนแล้ว ฟังจนถึงช่วงพีค ถึงกับน้ำตาจะร่วง แต่พอผ่านไปประมาณสามสี่เดือน เราค่อยๆ พบว่า ที่แท้เรื่องราวอกหักของแต่ละคนมันก็ไม่ต่างกันเท่าไหร่ ทุกคนไม่ค่อยมีเรื่องแปลกใหม่กันเลย เป็นสูตรสำเร็จเดียวกันทั้งนั้น จากนั้นพวกเราก็ค่อยๆ สูญเสียความเห็นอกเห็นใจ ถึงขั้นภายหลังยังใช้สำเนียงเย้ยหยันเล็กน้อยด้วยซ้ำ
“โอ๊ยโหย๋ โชคร้ายนะนาย! (หาว) น่าสงสารจริงๆ!”
ผมเคยบอกแล้วว่า ผู้ชายอกหักส่วนใหญ่ต้องกินเหล้า หรือไม่ก็ปล่อยตัวให้เน่าในหอพักเพื่อฆ่าเวลา เพื่อแสดงความเห็นอกเห็นใจ เรามักจะกินเหล้าเป็นเพื่อนพวกเขา ผมจำได้ว่าครั้งหนึ่งตอนกิจการชมรม LLA ของเรายุ่งเหยิง เราต้องกินเหล้าเป็นเพื่อนคนอื่นแทบทุกวัน
วันหนึ่ง อยู่ๆ ผมก็ได้คิด วันทั้งวันผมขลุกอยู่กับห้อง คอยเป็นเพื่อนคนนั้นโน้นนี้ มันก็ไม่ใช่ทางออกที่ดี ผมเกิดคิดได้ว่า ปากตัวเองรึก็พูดว่าค้นหา แต่กลับใช้ชีวิตแบบจมปลัก เน่าเฟะ ในด้านวิชาความรู้หรือก็ไม่มีอะไรเพิ่มพูน วันทั้งวันก็ทำตัวเป็นเด็กน้อยท่องตำรา คิดไปคิดมา เรื่องราวของการตามหารักแท้ของผมมันดูพิลึกพิลั่นน่าขบขัน ตัวเองฝันเฟื่องว่าจะช่วยคน ปรากฏว่าทำไปทำมา สิ่งที่ทำจริงๆ ก็แค่แกว่งไปแกว่งมาเป็นเพื่อนคนอื่นเท่านั้น ผมรู้สึกว่า ชีวิตในมหา’ลัยของผมทำไมมันถึงเป็นอย่างนี้ จึงรู้สึกเสียใจมาก
อยู่ๆ ผมก็คิดว่าผมต้องทำอะไรสักอย่าง เพื่อสร้างความแตกต่างขึ้นมาให้ได้
ปล.
ตอนหน้า โหวเหวินหย่งจะพาคุณไปค้นพบสัจธรรมแห่งชีวิตละนะ
พลาดไม่ได้เด็ดขาด (ตอนโปรดของ จขบ.)
(Chinese)
(วานวาน Chinese)

ลุ้นตามเลยค่ะกลอนใหม่นี่จะล่มไม๊หนอ
สมัยเรียน ผมก็สังกัดสมาชิคพรรค LLA เหมือนกัน ภารกิจประจำก็คือ เหล้า เหล้า เหล้า เช่นกัน คิดแล้วยังสนุกอยู่มิคลาย
โอ้ย ยังไงก็ยังฮาจริงๆ
คุณเพื่อนทั้งหลายนี่ก็แสนดีจริงจริ๊ง
#1 By rasia : ปลาทองในโหลดอง on 2008-06-18 13:01