โหวเหวินหย่ง ณ ตรงทางโค้งของชีวิต 4
posted on 19 Jun 2008 14:20 by be-beer in Hou-Wenyung
ณ ตรงทางโค้งของชีวิต เป็นบทความจากการได้รับเชิญไปบรรยาย
ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยคุณโหวเหวินหย่ง
ต่อมาได้มีการนำเทปการบรรยายสดมาถอดความ และวางขายคู่กัน
(ภาพประกอบในเรื่อง จากอินเทอร์เน็ต)
จขบ. ได้ขอนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์
ถอดความเป็นภาษาไทย
เพื่อให้นักอ่านคนไทย ได้รู้จักตัวตนของคุณโหวเหวินหย่งมากขึ้น
และได้รับข้อคิดดีๆ จากการบทความของคุณโหว
เนื้อหามีทั้งหมดหกตอน ถอดจากเทปสองม้วน
บางอย่างอาจเข้าใจยากหน่อย แต่ขอให้ตระหนักว่า ต้นฉบับเขาพูดในประเทศไต้หวัน
อีกทั้งเป็นถอดเทป ไม่ใช่หนังสือที่ประพันธ์ขึ้นเพื่อวางขายกันจริงๆ
หากได้ประโยชน์อะไรจากงานแปลชิ้นนี้ ก็กรุณาคอมเมนต์บอกด้วยครับ
(เนื้อหาค่อนข้างยาว อ่านไม่จบ ไม่ว่ากระไรดอกนาย)

เหตุเพราะในหัวใจของผมโหยหาสัจธรรม โหยหาอุดมการณ์! ระยะนั้นผมไม่กลับเข้าชมรม กลางคืนก็เดินไปเดินมาอยู่บนหัวถนน มีอยู่วันหนึ่ง ผมได้เห็นโปสเตอร์อีกแผ่นหนึ่ง ไม่รู้ทำไมผมต้องเจอแต่โปสเตอร์อยู่เรื่อย แต่โปสเตอร์แผ่นนั้นไม่ใช่โปสเตอร์ของชมรมกลอนใหม่ดาวเหนือ โปสเตอร์ของชมรมกลอนใหม่ดาวเหนือก็สร้างความประทับใจให้ผมอีกไม่ได้แล้ว เพราะผมเป็นคนวาดเองกับมือทั้งนั้น บนโปสเตอร์แผ่นนั้นเขียนคำพูดของ Bertrand Russell (นักปรัชญาชาวอังกฤษ) เขาบอกว่า
“ความเชื่อที่คำจุนชีวิตของผมทั้งชีวิตมีสามอย่าง ความรู้ ความรัก และความเวทนาสงสารที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก!”
ชั่วขณะนั้นเอง ผมรู้สึกปลาบปลื้มปิติมาก ความรู้ ความรัก และความเวทนาสงสารที่มีต่อเพื่อนมนุษย์ที่ตกทุกข์ได้ยาก
บนแผ่นโปสเตอร์วาดรูปแม่เฒ่าชาวดอย แบกตะกร้าไว้ที่หลัง ฉากหลังเป็นภาพสีของท้องฟ้ายามอัศดง เขียนว่า
“ยินดีต้อนรับคณะเยาวชนรับใช้ชาวเขา”
ผมอ่านดูรายละเอียดในโปสเตอร์ ต้องใช้ชีวิตอยู่บนเขาถึงหนึ่งเดือนเต็ม โฮเฮะ! ต้องอยู่กับสิงสาราสัตว์ ต่อสู้กับเสือ สิง กระทิงแรดในป่าลึกดอยสูงหนึ่งเดือนเต็ม ขณะเดียวกัน เราจะได้อารมณ์อย่าง Albert Schweitzer (นักวิชาการและผู้ทรงคุณธรรม ที่ยิ่งใหญ่แห่งศตวรรษที่ 20)
ยอดเยี่ยมไปเลย ดังนั้น ตอนนั้นผมจึงลงชื่อสมัครเข้าชมรมนั้นอย่างไม่ลังเล พร้อมกับเข้ารับการฝึกอบรม ตอนนั้นในหัวมีแต่ความมุ่งมั่นที่จะรับใช้ผู้อื่น “ฉันทำเพื่อทุกคน ทุกคนทำเพื่อฉัน”
หลังจากผ่านการฝึกอบรม เราก็ได้ขึ้นเขาจริงๆ ชนเผ่าแห่งนั้นเป็นชนเผ่ากันดารมาก จนถึงขณะนี้ก็ยังเหมือนเดิม มีหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ “ชนเผ่าสีดำ” คือหนังสือที่พรรณนาถึงชนเผ่านี้ เฉพาะแค่เดินเท้า ยังต้องใช้เวลาถึงสองวันเต็ม พวกเราถือเสียว่าตนเองเป็นพระธุดงค์ แบกอาหารของตัวเอง เสื้อผ้าที่ต้องใช้ เดินเท้าเข้าไปในหมู่บ้านซินกวง ในตำบลเจียนสือ เขตเมืองซินจู เริ่มต้นกิจกรรมที่เรียกว่า รับใช้ชาวเขา
ผมเชื่อว่าหลายๆ คนต้องเคยทำกิจกรรมชมรมอาสาสมัครมาบ้าง อย่างแพทย์อาสาเป้นต้น แต่สมัยนั้น พวกเราในตอนนั้นลำบากกว่ามาก ถึงแม้ว่าพวกเราจะพกพาอาหารกระป๋องเข้าไปบางส่วน แต่ก็ต้องไปหาทางยังชีพ ไปเก็บฟืนเอาเอง คณะเราแบ่งกันเป็นห้า หกคนต่อหนึ่งกลุ่มย่อย อยู่ห่างกับหมู่บ้านของอีกชนเผ่าหนึ่งประมาณระยะทางเดินเท้าสองสามชั่วโมง
และแล้วพวกเราห้าหกคนก็ลงหลักปักฐานกันอยู่ที่ชนเผ่านี้ ทำความคุ้นเคยกับคนท้องถิ่น เวลาว่างๆ ก็จัดกิจกรรมการเรียนการสอน ช่วยเลี้ยงเด็กๆ บนดอย บางครั้งก็ดูแลเรื่องการรักษาพยาบาลเล็กๆ น้อยๆ พร้อมกับให้ความรู้เรื่องการแพทย์ การเกษตรไปพลาง
การใช้ชีวิตอยู่กับชนพื้นเมือง แม้จะได้ชื่อว่ารับใช้ แต่ระหว่างการพักอาศัยอยู่ที่นี่ พบว่านอกจากเราไม่ได้รับใช้ผู้อื่นแล้ว ผู้อื่นต่างหาก ที่เป็นฝ่ายรับใช้เรา คนเมืองอย่างเราไม่มีศักยภาพในการยังชีพจริงๆ ตอนออกไปเก็บฟืน เพิ่งจะเก็บได้สองสามชิ้น ก็มีชาวเขาใจดีมาบอกว่า
“ลังนี้ยกให้”
พอเก็บกลับมาถึง ทุกคนชมเปาะ
“นายเก่งจริงๆ เก็บมาได้ตั้งเยอะแยะ” เรายังไม่กล้าบอกว่าคนอื่นยกให้
บางครั้งช่วยทายาให้เด็กๆ จริงๆ ไม่ได้เป็นอะรไหรอก ก็แค่แผลถลอก ติดปลาสเตอร์ยาก็เรียบร้อยแล้ว แต่ผมพกยาแดงไปด้วย ก็ต้องทาให้มันแดงๆ เข้าไว้ เพื่อแสดงว่าเราตั้งอกตั้งใจทา พอทาเสร็จกลับบ้าน พ่อแม่ของเด็กก็ซาบซึ้ง เช้าวันรุ่งขึ้นตีห้าหกโมง ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก! ยังไม่ทันจะตื่นทำไมมีคนมาเคาะประตูแล้ว พอเปิดออกไปดู คนเคาะไม่อยู่แล้ว เหลือแต่ตะกร้าใบหนึ่งวางไว้ มีลูกสาลี่เต็มไปหมด ตอนนี้เพิ่งนึกขึ้นได้ ที่แท้เขามาขอบคุณที่เมื่อวานช่วยทายาให้ลูกของเขา
พูดตามตรง สาลี่ตะกร้านั้นสร้างความปลื้มปีติให้ผมจริงๆ จนป่านนี้ผมอายุสามสิบกว่า ถึงแม้จะมีคนเคยให้เงินผมจำนวนมาก มีคนเคยจ่ายเงินเดือนให้ผม มอบสิ่งของให้ผมมากมาย แต่น้อยครั้งที่ผมจะรู้สึกถึงความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกันระหว่างคนกับคน
เพียงแค่สิ่งตอบแทนที่แสนจะเรียบง่ายนั้น มันประทับใจเหลือเกิน
เมื่ออยู่บนเขา ยังช่วยฝึกความสามารถมากมายที่คุณคิดไม่ถึง วันนี้พวกคุณมาฟังผมบรรยาย คิดว่าไอ้หมอนี่ทำไมช่างร้ายกาจ สามารถตระเวณไปบรรยายที่นั่นที่นี่ได้ อันที่จริงผมขอบอกกับทุกคนอย่างไม่ปิดบัง เมื่อก่อนผมเป็นคนพูดติดอ่าง จนเดี๋ยวนี้ก็ยังเป็นบ้างบางครั้ง แต่ผมไปฝืนแก้ไขเมื่อตอนที่ผมไปสอนหนังสือให้กับเด็กชาวเขานั่นเอง
เด็กๆ พวกนี้ฉลาดเป็นกรด ไม่เหมือนกับเด็กในเมือง เวลาครูสั่งให้เด็กในเมืองนั่งดีๆ พวกเขาก็จะนั่งดีๆ อย่างว่าง่าย ทีนี้เมื่อคุณสั่งให้เด็กดอยนั่งดีๆ เขาจะย้อนถามคุณว่า
“คุณครูไม่เห็นจะนั่งดีๆ เลย ทำไมฉันต้องนั่งดีๆ ด้วย”
พวกเขาจะซุกซนมาก และไม่แน่ว่าจะรักษากฎระเบียบของคุณเสมอไป ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มเล่านิทาน ถ้าเกิดไม่สนุก เขาก็ลุกหนีทันที หรือไม่ก็วิ่งเล่นรอบๆ คุณอย่างสนุกสนาน ดังนั้นเมื่อคุณจะเล่านิทาน ก็ต้องเล่าให้สนุกมากๆ ตื่นเต้นมากๆ ชวนติดตามมากๆ
ในห้องเรียนขนาดใหญ่ อาจมีนักเรียนนั่งอยู่แค่แถวแรกห้าคน ซึ่งห้าคนนี้ยังนับรวมเด็กห้าขวบคนหนึ่งที่แบกน้องชายวัยหนึ่งขวบคนหนึ่ง กับหมาอีกหนึ่งตัวแล้วด้วย ใช่หรือไม่ว่าอีกสามคนที่เหลือจะต้องนั่งลงดีๆ อย่างเรียบร้อย? เปล่าครับ เด็กน้อยสองคนนั่งบนเก้าอี้ อีกหนึ่งคนนั่งห้อยขาอยู่ขอบหน้าต่าง คนที่นั่งขอบหน้าต่างนี่ต้องเป็นหัวโจกของเด็กๆ แน่ๆ พอคุณเริ่มสอน
“ครูจะบอกให้นะ จริงๆ แล้วดวงดาวมีขนาดใหญ่กว่าพระจันทร์” เด็กๆ ชักเริ่มรำคาญ ส่วนหัวโจกก็เริ่มพูดบ้าง
“ดวงดาวใหญ่กว่าดวงจันทร์? ขี้จุ๊!” ทำท่าไม่พอใจ
“ขี้จุ๊ ฮาตาล่า ฮาตาล่า (ภาษาชาวเขา) ไปกันเถอะ! ไปกันเถอะ!) เขากระโดดออกไปข้างนอก พรรคพวกที่เหลือก็เหมือนกับพลพรรครัฐบาล วอล์กเอาต์พร้อมกันทันทีอย่างเคียดแค้น ห้องทั้งห้องจึงเหลือแต่สาวน้อยห้าขวบที่แบกน้องชายวัยหนึ่งขวบคนนั้นคนเดียว กับหมาอีกหนึ่งตัว ผมถามสาวน้อยคนนั้นว่า
“ทำไมหนูไม่ไป”
เธอตอบผมว่า
“หนูไม่ใช่คนของก๊กนั้น”
ยังดีนะ ยังมีฝ่ายค้านเหลืออยู่อีกคน ไม่อย่างนั้นผมจะไม่เหลือผู้ฟังแม้แต่คนเดียวจริงๆ แล้ว!
การใช้ชีวิตอยู่บนเขา แตกต่างจากการใช้ชีวิตในเมืองอย่างชัดเจน ในชีวิตนี้ของผม เคยใช้เวลาหนึ่งวัน หมดไปกับการเดินเท้า จากหมู่บ้านชนเผ่านี้ ไปยังหมู่บ้านชนเผ่าโน้นเพื่อเอาของชิ้นหนึ่ง แล้วเดินกลับมา
พวกคุณเดาได้ไหมว่าของสิ่งนั้นคืออะไร ต้องใช้เวลาในชีวิตหนึ่งวันเพื่อไปเอามันมา
คุณเดาไม่ออกหรอก ผมไปเอาไม้ที่ใช้สูบส้วม ใช่แล้ว ในชั่วชีวิตนี้ของผม เคยมีอยู่วันหนึ่งที่ผมอุทิศให้กับไม้สูบส้วม ทุกท่านอย่าดูแคลนเจ้าไม้สูบส้วมอันนี้เด็ดขาดนะ หากขาดมันไป ส้วมก็จะตัน คนทั้งบ้านก็อดขี้กันหมด ดังนั้นหลังจากที่ผมใช้เวลาทั้งวันไปเอามันมา เพื่อนๆ ทั้งคณะห้าหกคนพอเห็นผมทั้งนั้น แทบจะโผเข้ามากอดผมแล้วร้องไห้
“เราซาบซึ้งในตัวนายจริงๆ ในที่สุดก็ขี้ได้แล้ว”
วิธีชีวิตแบบนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะเคยนึกฝันกันได้ง่ายๆ ในวันปกติ
ระหว่างการเดินทางไปเอาไม้สูบส้วม ตัวผมเองได้ความสนุกอย่างมากอย่างหนึ่ง คือผมเดินเอาเดินเอา นึกในใจว่าตัวเองเริ่มทำไอ้เรื่องไร้สาระนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กันนะ ทำไมถึงได้กลายสภาพเป็นอย่างนี้ไปได้ เดินอยู่ในป่าเขา สวมกางเกงยีนส์ง่ายๆ กับเสื้อผ้าธรรมดา เดินไปได้ครึ่งทาง อยู่ๆ ฝนก็เทโครมลงมา
อยู่บนเขาไม่มีที่ให้หลบฝน ร่มหรือก็ไม่ได้พก ดินโคลนก็เปียกแฉะไปหมด นึกในใจว่า ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ววุ้ย เหงื่อออกข้างในก็เปียก ฝนตกข้างนอกก็เปียก ไหนๆ เปียกแฉะไปทั่วทั้งตัว ก็ปล่อยให้มันเปียกจนพอใจ เพราะถึงยังไงก็ไม่มีทางเลือกอยู่แล้ว
ขณะนี้เองที่อยู่ๆ คุณก็จะรู้สึกว่า อันที่จริงฝนก็ไม่มีอะไรน่ากลัว ฝนดอยมาไวแต่ก็ไปไว พริบตาเดียวท้องฟ้าก็สว่างโร่ ได้ยินเสียงนกร้องเจื้อยแจ้ว เมฆหมอกบนทิวเขายอดไม้ ค่อยๆ ปีนไต่ขึ้นมาช้าๆ ผลุบเดียวก็แทรกผ่านตัวคุณแล้ววิ่งเลยไป ขณะนี้เองคุณได้เห็นธรรมชาติที่กว้างใหญ่ มันช่างวิจิตรตระการตา ความงามของทิวทัศน์ขณะนั้นยากจะพรรณา มันเป็นภาพวิวที่สวยที่สุดเท่าที่ชีวิตของผมเคยเห็น ทอดสายตามองออกไป ทุกที่ที่สายตามองเห็น มีคุณเพียงคนเดียว รวมทั้งตัวคุณด้วย ที่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของทิวทัศน์ ไม่มีเรื่องใดหรือสิ่งไหนสามารถแทนที่ความงดงามครานั้นได้อีก และความงามทั้งหมดที่แสดงอยู่ในขณะนี้ มันปรากฏตัวขึ้นเพื่อคุณเพียงคนเดียว! ซาบซึ้งตรึงใจเหลือเกิน!

ธรรมชาติที่งดงามขนาดนั้น ยังสร้างความประทับใจให้กับผมบ่อยครั้งในช่วงชีวิตภายหลัง ผมมักจะรู้สึกว่า เมื่อสมัยเรียนมหาวิทยาลัย เพราะเคยเพ้อฝันอยากรับใช้ผู้อื่น ทำให้ผมได้สัมผัสกับธรรมชาติโดยบังเอิญ
ระหว่างการศึกษาในมหาวิทยาลัยของผม สิ่งที่ค้นหามักเป็นสิ่งที่เคร่งขรึมจริงจัง ดังนั้นหากมีคนถามผมว่า
“If I were freshman again ผมจะทำเรื่องอะไร”
ผมจะต้องตอบว่า จะตั้งใจไปเที่ยวให้เต็มที่ ผมรู้สึกว่าธรรมชาติมันน่ารักเหลือเกินจริงๆ
นานวันเข้า จนถึงอายุปูนนี้ (จริงๆ ก็ไม่ได้ปูนอะไรขนาดนั้นหรอกนะ) ผมเริ่มคิดถึงความทรงจำกับธรรมชาติในช่วงนี้ เมื่อตอนวัยเยาว์ไม่รู้สึกว่ามีค่า นานวันเข้า เรื่องราว ผู้คน ความผิดหวังในชีวิต มากมายหลายสิ่งที่คุณไม่ยอมปล่อยมันไป มันยังสะสมอยู่ในใจของคุณอยู่จำนวนมาก คุณสามารถหาเพลงมาฟัง หาเพื่อนมาคุยเล่น หรือแม้กระทั่งอ่านหนังสือเล่น นอนหลับ แต่มันก็ยังไม่หาย ทำยังไงดี คำตอบสำหรับตัวผมนั้น มันอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ
ธรรมชาติไม่จะเป็นจะต้องเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ไม่ต้องเป็นทะเลสาปซีหู เมืองหังโจว หรือวัดหลงซันซื่อ ไม่จำเป็นต้องเป็นสถานที่พวกนั้น ขอเพียงแค่เดินอยู่ในธรรมชาติ คุณก็จะเห็นกาลเวลาที่ไหลเวียนผ่านนับร้อยปี นับพันปี ผู้คนจำนวนเท่าไหร่ เคยอยู่ในสถานที่เดียวกันนี้ เคยเห็นเรื่องราวเดียวกันนี้
ผู้คนจำนวนเท่าไหร่ ที่มีเรื่องปลงไม่ตกวางไม่ลงตั้งเท่าไหร่ ตอนนี้มิต้องปล่อยผ่านไปหมดแล้วทั้งนั้นหรอกหรือ คุณยังมีอะไรที่ปล่อยผ่านไม่ได้อีก
เมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมเช่นนั้น คุณจะมีสิ่งๆ หนึ่งที่มันอยู่เหนืออารยธรรมมนุษย์ กลับคืนสู่ภาวะของธรรมชาติ พลังงานนั้นมันไร้ขีดจำกัด บางทีตอนนี้คุณอาจยังเข้าใจไม่หมดว่าความหมายของผมคืออะไร แต่คุณต้องไปใกล้ชิดธรรมชาติ ไปเข้าหาธรรมชาติ เพราะสักวันหนึ่ง คุณจะพบว่าธรรมชาตินั้นน่ารักเหลือเกิน
หลังจากผ่านกิจกรรมอาสาครั้งนั้น ผมได้รับความกระจ่างที่ไม่เหมือนเดิม ในอดีตผมคิดอยู่เสมอว่าจะค้นหาอะไรบางอย่าง เพื่อจะดูว่า ผมสามารถนำมันมาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้หรือไม่ ทุกวันเวลาเข้าเรียน ก็เพื่อหวังว่าอาจารย์จะบรรยายสิ่งของสำเร็จรูปมาป้อนผมได้บ้างไหม สมัครเข้าชมรม ก็เพื่อหวังว่ามันจะช่วยสอนอะไรผมได้บ้างไหม หลังจากผ่านงานอาสาครั้งนี้ จิตใจของผมเปลี่ยนไป ผมพบว่าที่แท้คุณต้องเป็นฝ่ายมอบให้ คุณจึงจะได้เก็บเกี่ยว! สิ่งของหลายอย่าง หากคุณไม่จำหน่ายออกไป คุณจะไม่มีวันรู้คุณค่าของมัน รวมทั้งการอยู่ร่วมกันของคนกับคน การดำเนินการของคนกับการงาน เป็นอย่างนี้ทั้งสิ้น
ดังนั้นผมมักจะคิดเสมอว่า เมื่อสมัยยังอ่อนวัย เคยยินยอมเป็นผู้ให้โดยไม่คิดหวังผลตอบแทน ปรากฏว่ากลับได้ผลตอบแทนมากมายก่ายกอง แต่เมื่อยิ่งอายุมากขึ้น เริ่มรู้จักดีดลูกคิดคิดเลขช้าๆ สอนพิเศษที่บ้านนี้ได้สองพันห้า ถ้าฉันไปอีกที่จะได้สองพันแปด น่าจะดีกว่านี้ เมื่อไหร่ที่เราเริ่มคิดเล็กคิดน้อย เรามักเป็นผู้ชาญฉลาด สิ่งที่เราคิดคำนวณนั้นแม่นยำที่สุด แต่เราก็จะสูญเสียโอกาสที่ไม่เคยแม้แต่จะได้พานพบไปด้วย เราพลาดหลายสิ่งหลายอย่างไป แต่ตัวเราไม่เรู้ ดังนั้นมีแต่คุณเข้าร่วมกระบวนการของผู้ให้ คุณจึงจะได้รับ รวมทั้ง LLA คลับแสนพิลึกพิลั่นของผมสมัยก่อนนั้นนั่นด้วย หวนคิดอีกครั้งก็ไม่รู้สึกเสียใจภายหลัง เพราะเพื่อนรักที่ดีที่สุดของผม ล้วนได้พบปะรู้จักกันจากเมื่อตอนนั้นแทบทั้งสิ้น
ดังนั้นผมเริ่มตั้งใจกับตัวเองอย่างหนึ่ง ก็คือผมจะขอก้าวออกไปเป็นผู้ให้ เป็นผู้เสียสละ หากมีชมรมไหน อยากให้ผมไปทำหน้าที่ประธานชมรม ผมก็จะไป อยากให้ผมไปเป็นบรรณาธิการ ผมก็จะไป ขอให้มีหน้าที่ให้ผมไปรับผิดชอบ ผมก็จะไป สนใจแต่การให้ ไม่หวังสิ่งตอบแทน
ขณะนั้นผมควบหน้าที่ประธานชมรมหลายแห่ง เป็นบรรณาธิการใหญ่ให้หลายที่ เข้าร่วมคณะแนะแนวทางจิตวิทยา สร้างกลุ่มสมาชิกสภาการภาพยนต์ในมหาวิทยาลัย ขอแค่มีงานให้ผมทำ มีความรับผิดชอบให้ผมรับ ไม่ขอชื่อเสียงฐานะ ไม่ขอสิ่งตอบแทนใดๆ ช่วงระยะเวลาหนึ่งปีนั้น ผมได้รู้จักกับผู้คนมากมาย เรียนรู้หน้าที่การงานมากมาย ตอนแรกผมคิดแค่อยากเป็นฝ่ายให้ คิดไม่ถึงเลยว่าท้ายที่สุดผู้ที่ได้รับมากที่สุดกลับกลายเป็นตัวผมเอง
ผมได้รุ้จักคนเยอะแยะ โดยที่บุคคลเหล่านี้ ต่างมีบทบาทที่สำคัญยิ่งต่อชีวิตของผม อย่างมิได้ตั้งใจ
โปรดติดตาม ตอนต่อไป
(อัพเดทช้าลงไปครึ่งวันแล้วนะครับลุง อ่านทันยังอ่ะ)
ป.ล.
พรุ่งนี้ประกาศผลผู้ได้หนังสือนะครับ จาก entry นี้
(บางรูป หาแบบสิ้นคิดมากๆ - -)
(Chinese)
(วานวาน Chinese)
อ่านจบแล้ว คอมเม้นท์ไม่ออก รู้แต่ว่า "ชอบจัง" รอติดตามตอนไปอยู่ค่ะ
การเป็นผู้ให้แบบ ให้ ให้ ให้ ไม่ต้องคิดถึงผลตอบแทน
เรื่องแค่นี้ใครก็รู้ แต่ทำยากเนอะ
รอลุ้นผล ครึครึครึ
#1 By rasia : ปลาทองในโหลดอง on 2008-06-19 17:39