มาว่ากันเรื่องแจกหนังสือก่อนดีกว่า

นี่คือคำถามจากเอนทรี่โน้นนะครับ

1 หลิวยง มีผลงานภาษาไทย ที่แปลโดย จขบ. ทั้งหมดกี่เล่ม

2 โหวเหวินหย่ง มีผลงานภาษาไทย ที่แปลโดย จขบ. ทั้งหมดกี่เล่ม

3 วานวาน มีผลงานภาษาไทย ที่แปลโดย จขบ. ทั้งหมดกี่เล่ม

4 จขบ. มีผลงานแปลแล้วทั้งหมดกี่เล่ม

 


คำตอบทั้งหมด หาได้ในบล้อกนี้แหละคร้าบบ


^

^

^

ไม่รู้มีใครเห็นคำใบที่ "ทำเป็นสีขาว" ตัวนี้บ้างไหม

เฉลยทั้งหมด มันอยู่ใน about me นี่หมดเลยอ่า

สำหรับผู้ที่ได้หนังสือนะครับ (ตามลำดับความจำได้)

berserkrabbit

rasia ปลาทองนอกอ่าง

a Little*RabBit

- ., -

CanineGirl

กรุณาคอนเฟิร์มในคอมเมนต์หน้านี้ด้วยนะคร้าบบ

และขอชื่อที่อยู่ทาง ems ด้วยครับผม

อย่าลืมเลือกนะ ว่าอยากได้เล่มไหน

โหวเหวินหย่ง เกิดมาซน๑ ตอน ปฏิบัติการความซน 115 บาท
โหวเหวินหย่ง เกิดมาซน๒ ตอน ซนกำลังสอง 115 บาท
วานวาน ไม่ไปโรงเรียนได้ไหมเนี่ย 125 บาท
หลิวยง ความทุกข์แห่งสรวงสวรรค์ (หรืออาจเป็นมังกรสอนลูกสาว)

หรือถ้าจะตามใจ จขบ. ก็ได้นะครับ หุหุ

 

เอาละ กลับมาเข้าเรื่องต่อ
ขอบคุณภาพประกอบทุกภาพ จากอินเทอร์เน็ต

หลังจากสิ้นสุดมหา’ลัยปีสอง สิ่งที่ตามมาติดๆ ก็คือปีสาม ปีสี่ นักศึกษาแพทย์ต้องเรียนเจ็ดปี โดยจะแบ่งออกคร่าวๆ เป็นสามช่วง ปีหนึ่ง ปีสองคือระยะสดชื่นแจ่มใส ไม่แตกต่างอะไรกับนักศึกษาในมหาวิทยาลัย พอถึงปีสาม ปีสี่ เราเรียกมันว่า “ยุคมืด” พอปีห้า ปีหก ก็คือการเข้าสังคมไปเป็นแพทย์ฝึกหัด extern  intern

การเรียนตอนปีสาม ปีสี่จะเหน็ดเหนื่อยมาก มีวิชากายวิภาควิทยา ชีววิทยา พยาธิวิทยา จุลชีววิทยา ภูมิคุ้มกันวิทยา อวัยวะวิทยา ทุกวิชาสามารถทำให้คุณหน้ามืดตามัวได้ทั้งสิ้น

ยกตัวอย่างเฉพาะกายวิภาควิทยาก็แล้วกัน กายวิภาควิทยาอาจจะไม่ตรงกับความเข้าใจของพวกท่าน สมมติว่าพวกคุณไปเข้าสอบ ก็คือการท่องหนังสือเสร็จแล้วไปทำข้อสอบใช่ไหม แต่การทดลองกายภาควิทยาไม่ได้เป็นอย่างนั้น การทดลองกายวิภาควิทยาหนึ่งอาทิตย์มีแปดคาบ บางครั้งอาจยืดไปถึงสิบสองคาบ คุณต้องแช่อยู่ในห้องทดแลปอยู่กับคนตายตลอด ในหนึ่งเทอมมีการสอบสองครั้ง ดังนั้นหากคุณตกสักครั้งเดียวก็จบเห่กัน ปีหน้าคุณต้องกลับมาสัปดาห์ละสิบสองชั่วโมงอีกครั้ง การสอบจึงค่อนข้างเคร่งเครียดมาก

การสอบในสมัยนั้นไม่ใช่การทำกระดาษข้อสอบ แต่เป็นการสอบที่เรียกว่า สอบวิ่งโต๊ะ (แลปกริ๊ง) ก็คือในห้องแลป จะเรียงโต๊ะเป็นแถวหน้ากระดานเรียงหนึ่ง แต่ละตำแหน่งจะวางศพหนึ่งศพ แขนหรือขาหนึ่งข้าง อวัยวะทุกชิ้นจะมีแผ่นป้ายหมายเลขผูกติดอยู่กับกล้าหนึ่งเส้นหนึ่ง เบอร์หนึ่ง ต่อมาก็เป็นเบอร์สอง ผูกติดอยู่กับเส้นเลือดเส้นหนึ่ง เบอร์สาม ผูกกับเส้นประสาทเส้นหนึ่ง แต่ละฐานจะมีเวลาให้ประมาณสามสิบห้าวินาที นักศึกษาทุกคนได้รับกระดาษข้อสอบหนึ่งแผ่น เขียนชื่อนามสกุลตัวเองเอาไว้ เสร็จแล้วก็ยืนคอยอยู่นอกห้องทดลอง

พอเสียงกริ๊งดังขึ้น ก็ต้องรีบวิ่งไปยังฐานที่หนึ่ง ในชั่วเวลาสามสิบห้าวินาที คุณต้องทำความกระจ่างก่อนว่า ส่วนที่คุณกำลังดูอยู่มันคือมือหรือเท้า คือก้นหรือหน้าอก เสร็จแล้วรีบดูว่าตำแหน่งที่ทำเครื่องหมายเอาไว้เป็นเส้นประสาทเส้นไหน หรือเส้นเลือด หรือกล้ามเนื้อ เมื่อคุณเห็นชัดเจนแล้ว ก็ต้องรู้ชื่อของมันทันที จากนั้นก็รีบจดมันลงกระดาษ

บางทีชื่อจะยาวมาก Posterior Tibia Nerve (เส้นประสาทหลังคอ) Posterior พี โอ เอส ที อี อา ไอ โอ อา Tibia ที ไอ บี ไอ เอ Nerve แค่เขียนก็กินเวลาสิบวินาทีแล้ว วิ่งย้ายฐานอีกประมาณสามวินาที นั่นหมายความว่าเสียเวลาทิ้งเปล่าไปสิบกว่าวิ หากในพริบตาแรกคุณไม่สามารถแยกแยะให้ออก ข้อนี้คุณก็โบ๋เบ๋ สามสิบวินาทีรวดเร็วมาก กริ๊งงง! จะมีอีกคนจี้หลังเข้ามาทันที คุณต้องรีบวิ่งต่อไปยังฐานที่สอง ดังนั้นพอมีการสอบเมื่อไหร่! ก็จะเคร่งเครียดกันมาก เพราะการสอบคราวนี้ มีเป็นการตัดสินเป็นความตายของคุณ ถ้าสอบไม่ผ่าน ปีหน้าสัปดาห์ละสิบสองชั่วโมงในห้องแลป คุณก็ต้องกลับมาแช่ซ้ำ มันเป็นเรื่องที่ทรมานมากๆ!

ดังนั้นเมื่อถึงเวลาสอบ ทั้งสนามจะเงียบกริบ ได้ยินแต่เสียงกริ่ง

“กริ๊งงง...!”

บางครั้งที่คุณได้ยินเสียง “โครม!” มีคนเป็นลม อาจารย์คุมสอบก็จะพูดว่า “น่าสงสารจัง! พวกเรารีบช่วยกัน...” ฝันไปเถอะ เหตุการณ์จะเหมือนกับฉากนักโทษแหกคุกในหนัง อาจารย์จะตะโกนอย่างใจดำว่า

“อย่าขยับ! ทุกคนอย่าขยับ! นักศึกษาห้ามเหลียวซ้ายแลขวา ห้ามใครขยับ! ยังอีก?”

เมื่อทุกคนนิ่งสนิทแล้ว อาจารย์กวาดสายตามองรอบห้อง จึงพูดว่า

“ออกมาสองคน หามเขาออกไป”

จากนั้น ห้า สี่ สาม สอง หนึ่ง กริ๊งงง! สอบต่อ

สมัยนั้น ชีวิตเป็นไปอย่างน่าหวาดกลัวมาก เพื่อเตรียมตัวสอบ ต้องคิดหาทุกวิถีทาง เพื่อหาเศษกระดูกของศพกลับมาให้ได้! ทุกท่านอย่าดูถูกหัวกระโหลกมนุษย์เด็ดขาด หัวกระโหลกหนึ่งมีรูอยู่ร้อยสองร้อยรู! ทุกๆ รูมีชื่อเสียงเรียงนามทั้งสิ้น ร้ายกาจที่สุด! รูนั้นเชื่อมต่อกับประสาทส่วนไหน เส้นเลือดเส้นไหน นอนหลับตานึกชื่อรูอยู่บนเตียง เกิดลืมชื่อขึ้นมา ต้องรีบลุกขึ้นคว้าหัวกระโหลกมาดู แล้วเปิดค้นกับตำรา บางทีก็หลับไปทั้งอย่างนั้น

ตอนแรกๆ ยังปรับตัวไม่ทัน ว่าตัวเองเป็นนักศึกษาแพทย์ เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นขึ้นมา ไอ้หยา! ทำไมฉันนอนอยู่กลางกองกระดูกคนตาย!?

ดังนั้นช่วงเวลานั้นใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมานมาก ยังไม่ได้เริ่มค้นพบสัจธรรมของชีวิต ก็ต้องรับมือกับการเข้าเรียนเข้าสอบเสียแล้ว พูดตามตรง มันคับแค้นใจมากๆ ไม่ได้ดั่งใจจริงๆ

แต่ในขณะที่ผมกำลังลังเลอย่างมากนั่นเอง ผมได้ดูภาพยนต์เรื่องหนึ่ง มันเปลี่ยนชีวิตของผมทั้งชีวิต
ตอนนั้นบังเอิญเพิ่งสอบมิดเทอมเสร็จ การสอบมิดเทอมสำหรับพวกเราเป็นเรื่องที่เครียดเหลือเกิน ดังนั้นพอมิดเทอมสอบเสร็จปุ๊บ เพื่อนๆ พวกผู้ชายทั้งกลุ่มก็เสนอความคิดขึ้นมาว่า เราจะหาอะไรทำ ที่ช่วยบำรุงทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ ทีนี้ก็มีคนหนึ่งเสนอว่า ไปดูหนัง “น่าดู” ที่ย่านซื่อหลิน

ว่ากันว่าแถวๆ ย่านซื่อหลินจะมีสถานที่บางแห่ง เปิด MTV อย่างว่า อยู่ที่ชั้นลอย! ผนังกำแพงด้านหนึ่งมีจอสามจอ สี่ด้านก็สิบสองจอ คุณแค่ซื้อเครื่องดื่มราคาแปดสิบเหรียญเข้าไปก็สามารถดูไปเรื่อยๆ จนกว่าจะหมดแรงดู

ตอนนั้นพวกเราไม่เรียกมันว่าหนังโป๊ แต่จะเรียกว่า “การสืบพันธุ์ของมนุษย์” ฟังดูไฮโซใช้ได้เลยใช่ไหม!

ตอนนั้นเพิ่งจะสอบเสร็จ อายุเพิ่งจะยี่สิบเท่านั้นเอง คิดไปคิดมาก็เห็นว่าไอเดียไม่เลว กลุ่มเพื่อนฝูง
ผู้ชายจึงพากันไปเปิดหูเปิดตา แต่บังเอิญเหลือเกิน วันนั้นพอดีตำรวจเข้าตรวจ พอพวกเราปีนขึ้นไปถึงชั้นบน ก็พบว่าประตูห้องปิดล็อกเอาไว้ มีคุณป้าคนหนึ่งออกมาบอกว่า

“โทษที วันนี้ไม่เปิด” พวกเราจึงจากมาอย่างผิดหวัง แต่มีไอ้คนในพื้นที่คนหนึ่งบอกว่า

“กูรู้ ข้างหน้าอีกห้าร้อยเมตรมีอีกเจ้านึง” ทั้งกลุ่มสิบกว่าคนจึงพากันเดินไปยังเจ้านั้น

บังเอิญคุณป้าเถ้าแก่เนี้ยคนเดิมซึ่งเป็นเจ้าของเดียวกัน ขี่มอเตอร์ไซค์ไปปิดประตูพอดี พอเห็นพวกเรา ก็พูดขึ้นอย่างงุนงงว่า

“ฉันไม่เคยเห็นพวกหนุ่มๆ ที่กระเหี้ยนกระหืออย่างพวกเธอเลยจริงๆ”

ตอนนั้นเซ็งเป็ดยิ่งนัก คิดในใจว่าไปหาหนังที่มันคล้ายๆ กันสักเรื่องดูก็ยังดีวะ หาไปหามาก็เจอหนังเรื่องหนึ่งชื่อ “All Quiet on the Western Front” (แนวรบด้านตะวันตก เหตุการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง) กำลังเข้าโรงอยู่ เป็นผลงานของ Erich Maria Remarque เนื้อเรื่องเล่าถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง ที่มีพรสวรรค์ด้านศิลปะอย่างมาก เขาเรียนหนังสือไม่ตั้งใจ (พอเห็นเด็กที่ไม่ตั้งใจเรียนหนังสือ ผมก็จะเริ่มเห็นพ้องด้วย) ชอบจ้องมองนกน้อยนอกหน้าต่าง หยิบกระดาษปากกาออกมาวาดแต่นก

ต่อมาเกิดสงครามระหว่างเยอรมันกับฝรั่งเศส เขาถูกย้ายไปประจำการอยู่ที่แนวหน้า พริบตาเดียว จากการค้นหาความจริง ความดี ความงามของชีวิต ร่วงตุบลงมาสู่ภพภูมิของการเข่นฆ่าล้างผลาญ เขาประสบเหตุการณ์ต่างๆ มากมายระหว่างสงคราม จนกระทั่งสุดท้าย เขาไม่ขบคิดใดๆ อีก เอาแต่ฆ่าคนเพื่อความอยู่รอดตามสัญชาติญาณ ไม่มีอีกแล้ว ความจริง ความดี หรือความงาม การฆ่าสังหารกันเองของมนุษย์ คือที่สุดของความโหดร้ายทารุณ




ผมอินไปกับหนังเรื่องนี้มาก สิ่งที่ผมคิดถึง ไม่เพียงแต่การเข่นฆ่าสังหารของคนกับคนท่ามกลางสนามรบเท่านั้น ในชีวิตจริง คนเราก็แก่งแย่งช่วงชิงกันเพื่อผลประโยชน์เช่นกัน คิดถึงเรื่องพวกนี้ รู้สึกเศร้าสลดใจมาก ไม่รู้ว่าตัวเอกของเรื่องจะก้าวพ้นออกจากฉากจบได้อย่างไร หนังดำเนินต่อไปจนท้ายเรื่อง พระเอกกลายเป็นนักรบเก่งกล้าผู้ผ่านสมรภูมิมานับไม่ถ้วน ในขณะนั้น ทหารล้มตายไปแล้วเป็นจำนวนมาก แม้แต่เด็กน้อยอายุสิบเอ็ด สิบสองขวบยังต้องถูกเกณฑ์มาเป็นทหาร เด็กน้อยเหล่านั้นได้ยินเสียงปืนใหญ่ก็ตกใจกลัว กระโดดออกจากหลุม แล้วถูกยิงตาย ตัวเขาเป็นทหารที่กรำศึกมาอย่างโชดโชน จ้องมองเรื่องราวเหล่านี้ด้วยสายตาที่เย็นชา ช่างเป็นภาพที่สะเทือนใจเกินจะช่วยเหลือ

ครั้งหนึ่ง เขามองออกมาจากหลุมหลบภัย มองเห็นนกน้อยตัวหนึ่งยืนอยู่ไกลๆ ตรงเส้นขอบฟ้า พริบตานั้น เรื่องราวในอดีตมากมายถูกเกี่ยวขึ้นมา เขากลายมาเป็นคนอย่างนี้ได้อย่างไรกัน เหตุใดจึงเข้าร่วมกับสงครามครั้งนี้ ไม่อาจจะรู้แน่ชัดได้อีกแล้ว เขาจุดบุหรี่มวนหนึ่ง หยิบสมุดบันทึกออกมา เริ่มวาดภาพนกตัวนั้น

ขณะกำลังวาดอยู่ คลับคล้ายคลับคลาเหมือนย้อนเวลากลับไปสู่ช่วงที่งดงามที่สุดในวัยเด็ก เขาเงยหน้าขึ้นเพื่อต้องการมองนกน้อยตัวนั้นให้ชัดกว่าเดิม ลืมไปแล้วว่านี่เป็นสงคราม โดยไม่ทันรู้ตัว ศีรษะของเขาโผล่พ้นขึ้นมาจนหมด ตามด้วยเสียงดัง “เปรี้ยง” แล้วหนังก็จบลง

เสียง “เปรี้ยง” เจ้ากรรมนั้น คล้ายกับยิงปังเข้าไปในหัวใจของผม

ขณะนั้นผมรู้สึกว่าขาของผมมันชาไปหมดเหมือนเป็นอัมพาต ช่างเป็นเสียงปืนที่บาดลึกเหลือเกิน
เมื่อหนังจบ ไฟสว่างขึ้น เพื่อนๆ ของผมทั้งหมดลุกขึ้นยืนบ่นอุบ

“เฮ้อ น่าเบื่อชิบ!”

เห็นได้ชัดว่าตัวหนังไม่ได้เป็นอย่างที่พวกเขาคาดหวัง ผมบอกให้พวกเขาออกไปก่อน รอจนกระทั่งพนักงานเข้ามาทำความสะอาด ผมจึงมีเรี่ยวแรงลุกขึ้นเดินออกมา

ระหว่างเดินกลับจากซื่อหลินไนท์บาร์ซาร์จนถึงวิทยาลัยแพทย์ไทเปบนถนนอู๋ซิง ใช้เวลาทั้งหมดห้าชั่วโมงเต็มๆ ผมคิดอะไรต่อมิอะไรมากมาย คิดถึงความโหดร้ายทารุณของชีวิต ความเห้นแก่ตัวของคน อุดมการณ์...อยู่ๆ ก็รู้สึกว่า ชีวิตนั้นแสนสั้น เวลาก็ไหลผ่านไปไวเหลือเกิน ทุกวันมัวแต่ลังเลอยู่ตรงนี้ มันก็ไม่เข้าท่า ผมต้องไขว่คว้าเส้นทางของตัวเอง ต่อให้ชีพจะวายวอดเพราะลูกปืนหนึ่งเปรี้ยงก็ตาม เส้นทางเส้นนี้ก็ต้องกรุยออกไปให้จงได้

ผมเริ่มขบคิด ทุกวันต้องทุกข์ทรมานอยู่อย่างนี้ อยากจะไขว่คว้าหาอุดมการณ์ แต่ก็อยากจะตะครุบความเป็นจริงด้วย ควรทำอย่างไรดี ในใจของผมมันมีสิ่งของวุ่นวายเต็มไปหมด ผมต้องทำให้มันตกตะกอนลง นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมตัดสินใจแน่วแน่ ช่วงระยะเวลาของปีสาม ปีสี่ ผมจะทำตัวเป็นพืช ดูดซับแต่อากาศ แสงแดดและน้ำ คิดดูดีๆ ขณะนั้นมีเพียงสองสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับผม หนึ่งคือนอนหลับ สองคือเรียนหนังสือเข้าสอบ แต่ผมยังไม่พอใจกับเรื่องแค่นี้ จึงเปิดช่องเล็กๆ ให้กับตัวเองอีกช่องหนึ่ง นั่นก็คือดูหนัง สิ่งอื่นๆ นอกจากนั้น ที่มันไม่แน่นอน พึ่งพาไม่ได้ ทิ้งไปจนหมด

ผมขบคิดทบทวนการใช้ชีวิตของตนเองอย่างจริงจัง ผมได้ข้อคิดและประสบการณ์ชีวิตอย่างหนึ่งจากการไต่เขา เวลาที่คุณไต่เขาไม่ทันกลุ่มคณะ ควรทำอย่างไร หัวหน้าทีมจะสอนคุณว่า เดินไปอยู่ข้างหน้า คุณสามารถเดินไปพลาง พร้อมกับใช้ฝีก้าวและความเร็วของตัวเอง นำพากลุ่มคณะเดินไปข้างหน้า แล้วคุณก็จะเดินได้อย่างราบรื่น ขณะเดียวกันยังได้ชมนก ชมไม้ ชมเขา ชมน้ำ เวลาเจอสถานที่ที่วิวสวยๆ คุณยังสามารถหันมากวักมือเรียกคนข้างหลัง

“สวยมากเลย! เร็วเข้า!”

รอจนทุกคนเดินตามมาถึงอย่างกระหืดกระหอบ ตัวคุณก็พักผ่อนพอแล้ว พูดว่า

“เยี่ยมจริงๆ! เราเดินทางต่อเถอะ!”

ผมได้ข้อคิดจากตรงนี้ การใช้ชีวิตมันควรเป็นเช่นนี้
เหตุเพราะผมชอบดูหนัง จึงขอปกป้องสิทธิในการดูหนังของตัวเองด้วยชีวิต ผมจะใช้วิธีอะไรปกป้องสิทธิในการดูหนังหรือ นั่นก็คือผมต้องมีผลการเรียนที่ดี ผมต้องเรียนหนังสือได้ ที่ผ่านมาผลการเรียนของผมคือตรงกลางเอียงขวา ต่อมาก็ค่อยๆ ค่อนมาทางขวามากขึ้น เมื่อก่อนหากต้องการสอบให้ได้แปดสิบคะแนน ผมต้องใช้เวลาสิบชั่วโมง

ทีนี้ถ้าหากเวลาเข้าเรียน ผมตั้งใจจดบันทึกมากขึ้น ก็จะประหยัดเวลาได้สี่ชั่วโมง ก่อนเข้าเรียนทบทวนสักหน่อย ช่วยประหยัดได้อีกหนึ่งชั่วโมงครึ่ง ภายหลังหากเตรียมอ่านล่วงหน้าก่อนเข้าเรียน ทบทวนบทเรียนสองครั้ง ก่อนสอบสามวันอ่านทวนอีกหนึ่งรอบ ผมก็จะได้แปดสิบคะแนน เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมสามารถร่ำเรียนหนังสือให้ดีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผมกำหนดวันสอบในใจล่วงหน้าสองวัน ทำไมต้องล่วงหน้าสองวัน เพราะว่าถ้าเกิดก่อนหน้าหนึ่งวันมีหนังเข้า ผมยังไปดูได้ ถ้าหากไม่มีหนังเข้าก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยผมสามารถไปเดินเล่นหาเพื่อน ไปถึงก็บ่นว่า

“เรียนยากชะมัด! ท่องยังไงก็ท่องไม่หมด!”

การปรับเวลาในใจเร็วขึ้นสองวัน ทำให้ชีวิตของผมเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเรียนหนังสือนั้นทำไปเพื่อให้ผมบรรลุเป้าหมายของตัวเองเร็วขึ้น ทุกครั้งเมื่อสอบได้คะแนนดีๆ ผมก็จะไปดูหนังได้ ทำตามที่ใจรัก ทำเรื่องที่ตนชอบ ผมรู้สึกพออกพอใจ คนเรามีแต่ต้องผ่านการตกตะกอน สงบนิ่ง ผ่านการทดสอบของมืออาชีพ เขาจึงจะแตกต่างไปจากคนทั่วไป ดังนั้นสมัยที่ผมเรียนอยู่ปีสาม ปีสี่ ผมแทบจะเป็นเหมือนพืช ดูดซับแต่แสงแดด อากาศและน้ำ ปล่อยให้ตัวเองตกตะกอน ปล่อยให้ตัวเองเติบใหญ่ จนกระทั่งเรียนอยู่ปีสี่ อยู่ๆ ผมก็มีความคิดอยากจะเลิกเรียนแพทย์ ไปทำหนังแทน

ตอนนั้นในหนึ่งปีผมดูหนังไปประมาณสามสี่ร้อยเรื่อง บางครั้งพอฟ้าสางก็ออกจากบ้านไปดูหนัง พกขนมปังไปสองก้อน ตอนเที่ยงก็หลบเข้า KTV พอค่ำลงก็ไปที่ห้องสมุดภาพยนต์ ตลอดทั้งวันมีแต่ความมืดมิด ตอนเช้าออกจากบ้านยังไม่เห็นพระอาทิตย์ ตอนกลับบ้านก็ไม่เห็นพระอาทิตย์ พอเข้านอนก็เริ่มฝัน ฝันจากหนังเรื่องนี้ไปหนังเรื่องโน้น แล้วก็ฝันต่อจากหนังเรื่องโน้นมาหนังเรื่องนี้ เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นนอนก็อึ้งไปว่า นี่ฉันคือใครกันแน่ เว้นสักสามนาที ห้านาที จึงจำขึ้นได้ว่าฉันคือโหวเหวินหย่ง

ตอนที่ผมอยากไปทำหนัง ตัวเองก็รู้สึกลังเลมาก อีกทั้งยังทะเลาะกับที่บ้านนิดหน่อย ผมรักหนังจริงๆ แต่การเรียนแพทย์ก็มีงานเยอะเหลือเกิน ผมดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่เกือบหนึ่งปี

มีอยู่วันหนึ่ง ผมนั่งท่องหนังสืออยู่ที่มหาวิทยาลัยเจิ้งต้า (ผมมีเพื่อนสนิทอยู่ในห้องสมุดของมหา’ลัยเจิ้งต้า มักไปใช้สถานที่ที่นั่นท่องหนังสือประจำ) ท่องวิชาเภสัชวิทยา เภสัชวิทยามันมากมายมหาศาลมาก จะมีตารางหลายๆ ตาราง แนวขวางจะมีชื่อยาสิบกว่าชนิด แนวตั้งจะเป็นการทำปฏิกิริยาต่อหัวใจ กระเพาะ ลำไส้ สมอง กล้ามเนื้อ... ลักษณะนี้ แนวขวางสิบสองช่อง แนวตั้งสิบสองช่อง เพิ่มขึ้น ลดลง!

ในหนึ่งตารางจึงมีลูกศรหนึ่งร้อยสี่สิบสี่อันต้องท่องจำ ทุกครั้งเวลามีสอบ ตารางลักษณะนี้อย่างน้อยต้องมีสามสิบอัน ห้าสิบอัน บางทีท่องจนหน่ายมากๆ ก็ออกไปพักที่เชิงบันไดด้านนอก นั่งมองผู้คน

ผมนั่งอยู่บนขั้นบันได ได้ยินหญิงสาวผมยาวกำลังคุยกันเรื่องวิชาศิลปะเบื้องต้น ความรู้สึกของผมนั้นน่าสงสารมาก เหมือนกับคนจนที่เห็นคนอื่นมีตังค์แล้วน้ำลายหก ผมเกิดอยากรู้ว่าพวกเธอคุยกันเรื่องศิลปะเบื้องต้นกันอย่างไรบ้าง ทีนี้ก็ได้ยินหญิงสาวคนหนึ่งพูดกับหญิงสาวอีกคนหนึ่งว่า

“อาจารย์บอกว่า ดนตรียุคบารอค อลังการงามสง่า สอดรับกันอย่างลงตัว หัวข้อนี้จะออกสอบ ต้องเขียนสองประโยคนี้ลงไปเท่านั้น ไม่งั้นจะไม่ได้คะแนน”

ผมนึกในใจ มองคนอื่นจากจุดยืนของตัวเอง มันสวยงามทั้งนั้น แต่เมื่อผมไปเรียนศิลปะจริงๆ ล่ะ มันจะยังงดงามอย่างที่ผมนึกภาพเอาไว้หรือเปล่า ในทางกลับกัน ผมควรตั้งใจไขว่าคว้าสิ่งที่ผมมีอยู่แล้วดีกว่าไหม ไม่ใช่ว่าใครๆ ก็จะมีโอกาสเรียนแพทย์กันได้ทุกคน ผมจะละทิ้งการเรียนแพทย์จริงหรือ ผมคิดว่าผมทิ้งการเรียนแพทย์ไม่ลงหรอก

ในฐานะของศิลปินคนหนึ่ง ชั่วชีวิตนี้ก่อนตาย ผมจะสร้างสรรค์อะไรให้กับผู้คนอย่างแท้จริงได้บ้าง ผมไม่รู้ และไม่มั่นใจ แต่ถ้าเป็นหมอ ชั่วดียังไงก็ต้องได้ช่วยเหลือคนบ้างละวะ จะรู้สึกอุ่นใจขึ้นหน่อย อย่างน้อยชีวิตนี้ฉันก็ได้ทำอะไรลงไปบ้าง คนจำนวนมากอยากได้โอกาสอย่างนี้ แต่ใช่ว่าจะมีโอกาสกันหมด ส่วนผมซึ่งได้โอกาสนี้แล้ว จะทิ้งไปง่ายๆ ทำไมจึงคิดทิ้งไปง่ายๆ ทำไมยังบ่นอุบอิบอยู่อีก
ขณะนั้นผมตั้งใจเด็ดขาดว่า จะไม่ทิ้ง “วิชาแพทย์” และผมก็ผ่านพ้นช่วงชีวิตของปีสาม ปีสี่ ด้วยความคิดที่กลับไปกลับมาเช่นนี้เอง

 

ตอนหน้าจบแล้วนะครับ
ตอนฟังครั้งแรก รู้สึกไม่อยากให้จบเลย

ขอบคุณทุกๆ คอมเมนต์ที่เข้ามาอ่านครับ
ถึงผมไม่ค่อยได้ตอบคอมเมนต์ แต่ซาบซึ้งทุกครั้งที่เห็นคนอ่าน
คุณคือคนที่ทำให้ผมนั่งแปลต่อไปนะ ขอบอก

ซึ้งใจกว่าเห็นคอมเมนต์ในวานวานอีก แหะๆ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอ้ ยินดีกะคนที่ได้ด้วยค่ะ ไม่ได้สังเกตุคำใบ้เลยsad smile sad smile sad smile

#1 By (^_^)/nana on 2008-06-20 15:26

ชีวิตนักศึกษาแพทย์ น่ากลัวจังแหะ ต้องเก่ง และขยัน และมีใจ จริงๆ ละมั้งถึงจะทำสำเร็จ
ตอนช่วงทีพูดถึงเรื่องหนัง ซึ้งจังเลย ไม่รู้เมืองไทยจะมีแผ่นขายไหมนะ
ขอบคุณเรื่องหนังสือมากครับconfused smile ชอบแนวความคิดของ โหวเหวินหย่ง มากเลยครับ ถ้าได้สองเล่มก็ดีเลิศ เอิ้กๆ
แต่ชอบอะไรที่อ่านแล้วยิ้มๆ มากกว่า ขอเป็น วานๆ เล่มไหนก็ได้ครับ ปกติจะชอบไปแอบอ่านในร้านหนังสือ ไม่รุ้ว่าเล่มไหนอ่านไปแล้วบ้าง
ขอบคุณมากครับconfused smile

#2 By berserkrabbit on 2008-06-20 15:30

จบก็ยังโฆษณาเหมือนเคยเนาะ เอ้อ...
มองซ้ายแลขวานี่เราเม้นต์แรกไหมนะ...
อ่านโคตรนาน ป่านนี้คนอื่นเม้นต์แซงไปยังนะ...
เอารูปกระโหลกแก้วมาประกอบเลยหรอ ฮะๆ แจ่มๆ
ชีวิตคนเป็นหมอ อย่างน้อยก็ต้องได้ช่วยคน นั้นสิเนอะ
แล้วชีวิตเราเองจะทำอะไรได้บ้างนะ...
มาช่วยลดโลกร้อนกันเหอะ! (ช่วงนี้เป็นเอามากจริงๆนะเนี่ย ^^")

ปล.จาเอาวานวาน~ ขอบคุณกั๊บ ^^
อ่านแล้วคิดถึงความหลังเลย
ที่เมืองไทย แล็ปแบบนี้เรียกว่า "แล็ปกริ๊ง" จ้า
สมัยป้าเรียนนะ พอทำไม่ได้ข้อนึง
ข้อถัดไปต้องคุมสติให้ดีๆไม่งั้นธาตุไฟแตกซ่าน ฮ่าๆ
แย่กว่าเดิม

ของป้ายังยืนยันเอาเกิดมาซนน้า
(จริงๆอยากได้มังกรสอนลูกสาวด้วย
แต่คาดว่าน่าจะยังพอหาซื้อได้มั้งนิ
เอาเล่มที่หาซื้อยากดีกว่าopen-mounthed smile )

#4 By CanineGirl on 2008-06-20 19:41

ชีวิตนศ.แพทย์ช่างโหดร้ายจริงๆ
ถ้าคนความจำปลาทองอย่างเราไปเรียนต้องได้อยู่เป็นนศ.โข่งแน่เรย sad smile

#5 By - ., - on 2008-06-20 19:54

tongue สุดยอดของความยาว ฮึด ฮึด ต้องฮึด ไม่งั้นหลับแน่

#6 By เต่านา on 2008-06-20 23:20

ขอบคุณที่มาตอบให้นะคะ >____________<
คำว่า "ซาซา" เป็นชื่อเล่นน่ะค่ะ แล้วถ้าเป็นชื่อเล่นจำเป็นต้องมีความหมายมั้ยคะ? หรือไม่มีก็ไม่เป็นไร?
แล้วคำที่ออกเสียงว่า "ซาซา"ใช้ตัวอ"沙沙" แบบนี้แบบเดียวใช่มั้ยคะ?

ขอบคุณล่วงหน้านะคะ

#7 By YOSHINAKIs on 2008-06-21 03:00

ส่ง ems ไปแล้ว (คงถึงนะ )
ขอบคุณมากๆๆๆๆๆๆๆ > <


จริงๆอยากจะเอามันทุกเล่มเลย
น่าอ่านทั้งนั้น และก็อยากชมหน่อย
คิดว่าที่แปลมาใช้ภาษาได้ดีมากๆเลยล่ะ
ไม่ได้ยอนะ ชอบจริงๆ big smile

#8 By Choudate on 2008-06-21 11:43

อันนี้อ่านข้ามไปเยอะช่วงศพๆ กัว แฮะๆๆsad smile

#9 By ☆[แป้ง].Haมmy*☆ on 2008-06-22 18:17