ณ ตรงทางโค้งของชีวิต เป็นบทความจากการได้รับเชิญไปบรรยาย
ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยคุณโหวเหวินหย่ง

ต่อมาได้มีการนำเทปการบรรยายสดมาถอดความ และวางขายคู่กัน

(ภาพประกอบในเรื่อง จากอินเทอร์เน็ต)

จขบ. ได้ขอนุญาตเจ้าของลิขสิทธิ์
ถอดความเป็นภาษาไทย
เพื่อให้นักอ่านคนไทย ได้รู้จักตัวตนของคุณโหวเหวินหย่งมากขึ้น
และได้รับข้อคิดดีๆ จากการบทความของคุณโหว

เนื้อหามีทั้งหมดหกตอน ถอดจากเทปสองม้วน
บางอย่างอาจเข้าใจยากหน่อย แต่ขอให้ตระหนักว่า ต้นฉบับเขาพูดในประเทศไต้หวัน
อีกทั้งเป็นถอดเทป ไม่ใช่หนังสือที่ประพันธ์ขึ้นเพื่อวางขายกันจริงๆ

หากได้ประโยชน์อะไรจากงานแปลชิ้นนี้ ก็กรุณาคอมเมนต์บอกด้วยครับ

(เนื้อหาค่อนข้างยาว อ่านไม่จบ ไม่ว่ากระไรดอกนาย)

เมื่อมาถึงวัยทำงานในโรงพยาบาล ผมพบว่าธุระการงานในโรงพยาบาลนั้น มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด โรงพยาบาลเป็นสถานที่ที่มีงานชุมชุกอย่างมาก ณ ที่นั่นไม่มีใครคุยกันเรื่องวรรณกรรม ถ้าหากคุณเดินไปบอกกับคนไข้คนหนึ่งว่า

“สวัสดีครับ ผมคือโหวเหวินหย่งเป็นแพทย์ของคุณ แต่ก็เป็นนักเขียนด้วย ผมมีความโรแมนติกมากนะขอบอก”

คนไข้ของคุณจะคิดยังไง เขาต้องถามแน่ๆ ว่า

“กรุณาเปลี่ยนเป็นคุณหมอที่ไม่โรแมนติกให้ฉันสักคนได้ไหม”

ผมจำได้ครั้งหนึ่งผมได้รางวัลทางวรรณกรรมชิ้นหนึ่ง ตอนนั้นผมยังเป็นแพทย์ฝึกหัด ชุดปลอดเชื้อในห้องผ่าตัดยังสวมไม่ค่อยจะเป็น แพทย์ประจำบ้านของผมเที่ยวไปคุยกับทุกคนอย่างตื่นเต้นว่าผมได้รางวัลทางวรรณกรรมเยอะแยะมากมาย สุดยอด แหร่มมาก ขั้นเทพ... มีนางพยาบาลคนหนึ่งไม่เห็นชอบด้วย พูดอย่างเย็นชาว่า



“เสื้อผ้ายังใส่ไม่เป็น นี่นะหรือได้รางวัลวรรณกรรม”

คุณคิดดู ในสภาพแวดล้อมแบบนั้น อุดมการณ์กับความเป็นจริงมันขัดแย้งกันขนาดนั้น ผมยังควรเขียนหนังสือต่อไปไหม

แฟนสาวของผมในตอนนั้น ก็คือภรรยาที่รักของผมตอนนี้นี่แหละ บอกกับผมว่า

“จริงๆ แล้วคุณคิดไปเองว่าคุณเก่ง แต่นอกจากฉันคนเดียว คนอื่นไม่ไม่ใครรู้ว่าคุณเก่งไม่เก่ง ส่วนความเก่งของคุณสำหรับฉัน แทนที่จะบอกว่าฉันเชื่อมั่น น่าจะบอกว่าฉันศรัทธามากกว่า! เอาอย่างนี้ดีไหม คุณส่งผลงานไปเข้าประกวดดู ถ้าคุณได้รางวัลจริงๆ ฉันจะถือว่าคุณเก่งจริง คนอื่นก็ยอมรับว่าคุณเก่งจริง ทีนี้คุณจับงานเขียน เราต่างฝ่ายต่างก็ไม่ต้องเสียใจภายหลัง แต่ถ้าเกิดคุณไม่ได้รางวัลขึ้นมา ก็หมายความว่าคุณไม่เก่งจริง เราก็ยอมปล่อยมันทิ้งไปซะ ชั่วชีวิตนี้คุณก็อย่าเอ่ยถึงเรื่องการขีดๆ เขียนๆ อีกเลย ดีไหม”

ผมนึกในใจ สิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตคนเราคือ เมื่อผ่านไปแล้วย้อนกลับมามอง ก็ไม่เสียใจภายหลัง ถ้าเกิดผมได้รางวัล ผมก็เขียนต่อไป ถ้าเกิดไม่ได้รางวัล ผมเลิกเขียน ภายหลังก็ไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจ อย่างน้อยฉันก็เคยลองมาแล้ว

ภรรยาของผมบอกผมในภายหลังว่า จริงๆ แล้วนั่นเป็นแผนชั่วร้ายของเธอเอง เธอคิดว่าผมไม่น่าจะได้รางวัลถึงจะถูก แต่ผิดคาด การประกวดคราวนั้นผมได้รางวัลปลอบใจ รางวัลปลอบใจมันนับเป็นรางวัลหรือเปล่านะ คนในบ้านเห็นแก่ความตั้งใจจริงของผม ก็ตกลงกันว่ารางวัลปลอบใจก็ถือเป็นรางวัลด้วยเหมือนกัน จึงฝืนใจเห็นชอบให้ผมเขียนหนังสือต่อไป

ในอดีตที่ผ่านมา บรรดาแพทย์หมอในประวัติศาสตร์จีนทั้งหลายแหล่ ที่คิดจะทำอาชีพอื่นไปด้วย ไม่เคยมีใครประสบความสำเร็จ

คนแรกที่ล้มเหลวก็คือท่านดร.ซุนยัตเซน บิดาแห่งชนชาติจีน

ทำไมนะหรือ เพราะภายหลังเขาเป็นหมอต่อไปไม่ได้แล้ว จำใจต้องหันไปเป็นบิดาแห่งชนชาติจีน จนกระทั่งแก่ชราแล้วยังต้องไปสร้างทางรถไฟ คุณคิดดูหมอไปสร้างทางรถไฟ มันจะเวอร์ไปไหน

คนที่สองก็คือคุณหวังอี้เจีย เขาเลือกไปเป็นบรรณาธิการเรียบเรียงนิตยสาร ไม่สามารถทำงานรักษาคนไข้ได้อีก ส่วนหลอต้าโย่ว คนนี้ก็ละทิ้งอาชีพแพทย์หันไปเอาดีด้านประพันธ์เพลงและสร้างสรรค์งานเพลง


ผู้อาวุโสมากมาย ต่างก็ผจญกับอุปสรรคขัดขวาง หมายความว่ามันต้องไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีความยากลำบากแน่ๆ ดังนั้นผมต้องค้นหาให้เจอ และเอาชนะมันให้ได้

ในงานเลี้ยงฉลองปีใหม่ของโรงพยาบาลครั้งหนึ่ง นายแพทย์คนหนึ่งแสดงความสามารถทางด้านการเล่นเปียโน เขาเคยเป็นแชมป์เปียโนระดับประเทศ วันนั้นเขาเล่นเพลงของโชแปง เสียงเพี้ยนไปหมด เล่นเพลงบรรเลงประจำรถขนขยะ (รถขนขยะของไต้หวัน จะมีเสียงดนตรีเป็นสัญลักษณ์) ก็เล่นไม่เพราะ
ผมรู้สึกสลดหดหู่มาก แชมป์ระดับประเทศ กลับรักษาความเป็นมืออาชีพเอาไว้ไม่อยู่ พอถึงอายุสี่ห้าสิบปี เล่นออกมาเหลือแค่นี้

ผมนึกในใจว่าผมต้องไม่กลายเป็นอย่างนั้น ผมต้องทำให้ตัวเองเป็นมืออาชีพ รักษาความเฉียบคมของตัวเองตลอดเวลา เพราะเมื่อกลายเป็นนักเขียนอาชีพแล้วเท่านั้น คุณจึงจะมีเพื่อนฝูงในวงการ คุณจึงจะมีคนคอยโทรศัพท์จี้ถามทุกวันว่า

“คุณหมอโหว เมื่อไหร่จะส่งต้นฉบับให้ฉันสักที”

ในสมัยนั้น การคิดจะเป็นมืออาชีพในวงการ มีเพียงวิธีเดียว ก็คือตีพิมพ์หนังสือ แต่สมัยนั้นจะพิมพ์หนังสือสักเล่มเป็นเรื่องง่ายเสียที่ไหนกัน ผมคงไม่สามารถกอดต้นฉบับเต็มมือวิ่งไปเคาะถามสำนักพิมพ์ว่า

“ขอร้องเถอะคร้าบบบ พิมพ์หนังสือของผมเถอะคร้าบบบ ผมมีพรสวรรค์มากมายนะคร้าบบบ”

แล้วต้องทำยังไงล่ะ อยากเป็นมืออาชีพ ก็ต้องดึงดูดให้สำนักพิมพ์อยากพิมพ์หนังสือของคุณ ผมมีวิธีอะไรดึงดูดคนอื่นเข้าหา โอกาสเพียงอย่างเดียวก็คือส่งผลงานเข้าประกวดชิงรางวัลทางวรรณกรรม

ดังนั้นในสมัยนั้น ที่ไหนมีประกวดที่นั่นมีข้า ในระยะเวลาสองสามปี ได้รางวัลมาทั้งหมดเจ็ดแปดรายการ ก้เรียกได้ว่า ประกวดที่ไหน ข้าไปที่นั่น ข้าไปที่ไหน ได้รางวัลที่นั่นจริงๆ หลังจากผมโกยรางวัลมาเจ็ดแปดรางวัลแล้ว ทุกอย่างก็เป็นไปตามแผน มีคนเสนอพิมพ์ “ความรักเจ็ดปี” งานเขียนเล่มแรกของผมจนได้

หลังจากเรียนจบ ผมไปเกณฑ์ทหารที่อ่าวเผิงหู ทุกวันต้องเฝ้ายามอยู่ในสนามบิน ภารกิจก็คือรอเครื่องบินตก ผมใช้โอกาสช่วงว่างขณะนั้น สร้างสรรค์งานเขียนขึ้นมาหลายชิ้น ขีดๆ เขียนๆ อะไรเก็บไว้มากมาย สองปีนี้ ผมเข้าสอบหลายรายการ โครงเรื่องของ “เกิดมาซน ๑ ตอนปฏิบัติการความซน” “เกิดมาซน ๒ ตอนซนกำลังสอง” ก็เกิดขึ้นเป็นรูปเป็นร่างในสถานที่แห่งนั้น



จนกระทั่งถึงเวลาต้องปลดประจำการ ก็ต้องเผชิญหน้ากับการเลือกงาน

เมื่อตอนที่เลือกเรียนเฉพาะทาง ผมตั้งใจเลือกแผนกที่เหมาะสมกับความอยากของตัวเองมากที่สุด ผมปฏิเสธอายุรกรรม ศัลยกรรม กายภาพบำบัดและสูตินารีตั้งแต่ต้น โดยเลือกเฉพาะวิสัญญีเพียงด้านเดียว

ทำไมต้องเป็นแผนกวิสัญญีด้วย เพราะหน้าที่ของแพทย์วิสัญญีตรงกับนิสัยของผมมาก เวลาทำหน้าที่วางยาสลบ หากคนไข้มีปัญหา มักจะคับขันเร่งด่วนมากๆ อย่างเช่นหากเขาขาดอ๊อกซิเจน เนื้อตัวจะเขียวคล้ำไปหมดทั้งตัว คุณมีเวลาเพียงห้านาทีแก้ไขทุกอย่าง ในห้านาทีนี้หากคุณหาสาเหตุไม่พบ ไม่สามารถหาทางป้อนอ๊อกซิเจนไปถึงทั่วทั้งตัวได้ คนไข้คนนี้ก็ต้องตาย เทวดามาโปรดก็ไม่รอด แต่ถ้าหากแก้ปัญหาได้ คนไข้ก็จะฟื้น แล้วก็จะสดชื่นแข็งแรงตามเดิม สวมกอดกับญาติมิตรครอบครัว ทุกอย่างเกิดขึ้นในชั่วพริบตา ขณะนี้เองคุณคือผู้ปิดทองหลังพระ ทำดีไม่ให้ใครเห็น ก็เดินจากไปเงียบๆ บนหัวเหมือนมีวงแหวนเทวดาผุดขึ้นทันที รู้สึกสุขใจมาก



แพทย์วิสัญญียังมีเอกลักษณ์สำคัญอีกอย่างหนึ่ง ก็คือหน้าที่ของเขาจะต้องอยู่โยงตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง ดังนั้นเพื่อเป็นการรับรองความตื่นตัวของวิสัญญีแพทย์ หลังจากทำงานตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมงแล้ว จะถูกบังคับให้ต้องพักผ่อน ผมมักจะได้วันอย่างนี้ขึ้นมาบ่อยๆ คนอื่นหนึ่งวันต้องนอนแปดชั่วโมง ส่วนผมนอนสี่ชั่วโมงก็พอ เมื่อผมตื่น ก็จะเริ่มทำเรื่องที่ตัวเองอยากทำ มันเป็นเรื่องที่ชีวิตของผมควรทำ ผมไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยหรอก ไหนๆ ผมก็ปลงตกไปนานแล้ว มีเพียงอย่างนี้เท่านั้น ผมจึงจะรู้สึกว่าการมีชีวิตอยู่นั้นมีความหมาย

ตอนแรกผมก็เลือกสมัครเป็นแพทย์ประจำบ้านของโรงพยาบาลแห่งหนึ่งทางภาคใต้ ไหนๆ ก็เป็นโรงพยาบาลเหมือนกัน แต่คุณแม่ของผมไม่พอใจมาก ท่านคิดว่าสมัยเรียนอยู่ปีสี่ผมเคยมีความคิดไม่อยากเป็นหมอ ตอนนี้มันคงกำเริบอีกเป็นแน่ อีกอย่างคุณแม่ไม่เข้าใจนวัตกรรมของวิสัญญีวิทยา ท่านคิดว่าหมอดมยาไม่ใช่หมอ ก็แค่เดินเข้ามาฉีดยาสลบให้เข็มนึง รอจนคนไข้หลับสนิท แล้วก็หายตัวไป

ตอนนั้นผมก็บอกกับหย่าลี่ (ภรรยา)

“เอาเถอะ! เอาเถอะ! ในเมื่อคุณแม่ก็ว่าอย่างนี้แล้ว คุณช่วยหาโรงพยาบาลที่ไหนก็ได้ สมัครให้ผมหน่อยก็แล้วกัน”

ตอนนั้นภรรยาผมก็ไปสมัครให้เพื่อเห็นแก่คุณแม่ ตั้งแต่โรงพยาบาลไถต้าเอย หรงจ่งเอย... ไปสมัครให้หมด

ความนิยมของแผนกวิสัญญีนั้น ทุกท่านอาจคาดไม่ถึง หัวกะทิผู้จบจากวิทยาลัยแพทย์ทั่วประเทศสี่สิบคน ลงสมัครเข้าชิงตำแหน่งวิสัญญีแพทย์ประจำโรงพยาบาลไถต้า (โรงพยาบาลแห่งชาติไทเป) สี่ตำแหน่ง ผลการเรียนของผมคือตรงกลางเอียงขวา ถ้าหากแข่งกันด้วยผลการเรียนละก็ ผมไม่มีวันโผล่หัวขึ้นมาท่ามกลางคู่แข่งทั้งสี่สิบคนได้เด็ดขาด ตอนนั้นไม่เคยคิดฝันว่าตัวเองจะได้งานที่โรงพยาบาลไถต้า ผมบอกภรรยาว่า

“คุณไปสมัครทิ้งไว้ก็แล้วกัน ทำเนียนๆ ซะ ให้คุณแม่เห็นว่าคนอื่นเขาไม่เอาเราเอง ไม่ใช่เราไม่ยอมไป”

ภรรยาของผมก็ไปเอาใบสมัครจากไทเปมาให้ผม สมัยนั้นใบสมัครเป็นแพทย์ประจำบ้านของโรงพยาบาลไถต้า ด้านหลังจะมีช่องให้กรอกด้วยว่า เคยทำกิจกรรมชมรมอะไรบ้าง อ้าว ถามอย่างนี้ผมก็สวยสิ ชมรมเยาวชนเป่ยชิง ชมรมลู่ซิง... ผมยังเป็นประธานชมรมอีกยาวเหยียด คำถามต่อมาถามว่าคุณเคยได้รับรางวัลอะไรบ้าง โฮ่ อันนี้ก็ยิ่งแหร่มเลย รางวัลของผมเป็นกองพะเนิน เขียนจนช่องว่างไม่พอให้เขียน ต้องเอากระดาษมาแปะเพิ่มอีกแผ่นหนึ่ง

เนื่องจากตอนแรกก็ไม่คิดอยู่แล้วว่าจะสอบเข้าสำเร็จ ผมจึงอวดดีอีก โดยทำหมายเหตุไว้ด้านหลังว่า

“เนื่องจากข้าพเจ้ายังเกณฑ์ทหารอยู่ที่อ่าวเผิงหู ขอตัวไม่เข้าสอบสัมภาษณ์”

อื้อหือ หยิ่งซะ ไม่มาให้สอบสัมภาษณ์หรอกนะ พวกนายไปคิดเอาเองก็แล้วกัน!

หลังจากส่งใบสมัครออกไปไม่กี่วัน ผมก็ได้รับโทรศัพท์สายหนึ่งที่อ่าวเผิงหู เป็นผู้ชายพูดเสียงเหน่อๆ คนหนึ่งโทรมา แนะนำตัวเองว่า

“ผมเป็นผู้อำนวยการแผนกวิสัญญีของโรงพยาบาลไถต้านะครับ ผมคอยบุคลากรอย่างคุณ คอยมาสิบกว่าปีแล้ว”

คอยผมคอยมาสิบกว่าปีแล้วอย่างนั้นหรือ ผมยังงุนงงไม่หาย ผู้อำนวยการท่านนี้เห็นว่าผมไม่ตอบ ก็รีบพูดต่ออย่างตะกุกตะกักว่า

“ผมเห็นคุณเขียนไว้ว่ามาสอบสัมภาษณ์ไม่ได้ รู้สึกเสียดายมาก แผนกของเราถึงจะเป็นเพียงสถานที่เล็กๆ แต่จะเป็นเกียรติอย่างยิ่ง หากคุณจะกรุณามารับหน้าที่ที่นี่ พวกเรามีความจริงใจ และมีความยินดีอย่างมาก...”

ไอ้หยา ผมสะดุ้งโหยง แต่ตอนนั้น ผมแสร้งทำเป็นนิ่งขรึม ยังคงเงียบสงบ ตอบกลับไปว่า

“ผมขอคิดดูก่อน”

ต่อมาผมก็ตัดสินใจกลับไปสอบสัมภาษณ์ตามการนัดหมาย และสอบเข้าโรงพยาบาลไถต้าได้ด้วยคะแนนที่สูงลิ่ว

การทำงานในโรงพยาบาลไถต้านั้นเหนื่อยกว่าโรงพยาบาลอื่น แต่ผมก็ยังไม่เลิกงานเขียน ทุกท่านฟังผมเล่าชั่วชีวิตของผมที่ผ่านมา คงพบแล้วว่า อันที่จริงการเขียนหนังสือมันผูกติดอยู่กับชีวิตของผมไปแล้ว ถ้าหากผมต้องสูญเสียการเขียน ก็จะรู้สึกเหมือนชีวิตสูญสิ้นอะไรสักอย่าง ดังนั้น ไม่ต้องถามว่าเพราะอะไร มันก็เหมือนกับตื่นนอนขึ้นมาก็ต้องกินข้าว เป็นเรื่องง่ายๆ เป็นธรรมชาติอย่างนั้น มันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคุณไปแล้ว

มักมีคนถามผมบ่อยๆ ว่า

“คุณทำงานเหนื่อยขนาดนี้ ไหนจะต้องเป็นหมอ ต้องเขียนหนังสือ แล้วยังต้องบรรยาย อยู่เป็นเพื่อนภรรยา เล่นกับลูก คุณได้ทำได้ยังไง รู้สึกเหนื่อยบ้างไหม สักวันคุณจะไปแขวนคอตายหรือเปล่า”

ไม่เลย! ที่จริงแล้วมีเคล็ดลับง่ายๆ อยู่อย่างเดียว ก็คือ

“ผมรักมัน!”

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผมทำ ทำไปเพราะใจรัก สุภาษิตคนโบราณว่าเอาไว้ดีมาก

“คนเราสำคัญอยู่ที่เลือกเดินให้ถูกทาง”

ความพากเพียรพยายาม อุดมการณ์ทั้งหมดในชั่วชีวิต เราคาดหวังให้ไปถึงจุดหมายอะไรกันแน่ ขอให้เรามีเงินยิ่งขึ้น มีทองยิ่งขึ้นใช่ไหม ไม่ใช่! ความทุ่มเทพยายามทั้งหมดของเรา ก็เพื่อให้เราได้ทำในสิ่งที่ใจรัก ได้ทำงานที่ใจรัก ถ้าหากคนเราเข้าขั้นนี้ได้จริง มันช่างเป็นความสุข ความงดงามเสียนี่กระไร!
ดังนั้น เมื่อย้อนกลับไปมอง ทุกสิ่งที่ผมทำอยู่ ที่ผมเลือก ล้วนเป็นสิ่งที่รักทั้งนั้น อายุของผมยิ่งมากขึ้น สิ่งที่ผมไม่ชอบก็ค่อยๆ ลดน้อยลง

เมื่อคุณเริ่มลงมือทำอย่างนี้ ตัวคุณจะเปล่งแสงสว่างเจิดจ้าที่ใครก็ต้านทานไม่อยู่ สิ่งที่คุณทำจะเปี่ยมไปด้วยความกระตือรือร้นและความยินดี ความพอใจและความสุขมากมาย นี่ก็คือเคล็ดลับของความสำเร็จ จงอย่าตั้งเป้าหมายอันใหญ่ยิ่ง หรืออดทนอดกลั้นไปกับเนื้อหาขอบเขตที่ตัวคุณเองก็ไม่ชอบ มันไม่มีวันสำเร็จได้หรอก



คนเรา มีแต่ใจรักเท่านั้น จึงจะยอมเสียแรงมากกว่าเป็นเท่าตัว แล้วจึงจะบังเกิดผล

ผมเชื่ออย่างยิ่งว่าเส้นทางที่ทุกท่านจะก้าวเดินต่อไปในภายหลัง ทุกๆ ย่างก้าวจะต้องเผชิญกับการตัดสินใจเลือกระหว่างอุดมการณ์กับความเป็นจริง สิบปี ยี่สิบปี คุณก็ยังต้องเจอกับปัญหาพวกนี้เหมือนเดิม ผมเชื่อว่าคำพูดของผมไม่ผิดหรอก เมื่อไหร่ที่คุณทิ้งอุดมการณ์ เหลือแต่ความเป็นจริงๆ คุณก็จะสาวเท้าเข้าไปในซอยตันขึ้นเรื่อยๆ เพราะในภายหลัง ไม่เคยมีความเป็นจริงล้วนๆ แต่เพียงอย่างเดียวใดๆ ที่ทำให้มนุษย์พึงพอใจได้ ผู้คนทั้งหมดที่เคยมุ่งมั่นแต่ความเป็นจริงทั้งหลายต่างก็มีความรู้สึกเช่นนี้ตรงกัน

ในทางกลับกัน หากคุณทอดทิ้งความเป็นจริงโดยมุ่งหาแต่อุดมการณ์ คุณก็จะกลายเป็นผู้กล้าในวิมานกลางอากาศ จะถูกตัดหางปล่อยวัดในไม่ช้า อุดมการณ์ที่ไม่มีรากฐานอยู่บนความเป็นจริงนั้น พึ่งพาอาศัยไม่ได้

เส้นทางของชีวิตคนเรา มีแต่ต้องยึดอุดมการณ์เป็นหลัก สร้างฝันให้เกิดด้วยวิธีการของความเป็นจริงๆ คุณจึงจะกรุยทางที่เป็นทางของตัวเองออกมาได้

ก่อนจะจบการบรรยายในวันนี้ ผมมีคำขวัญประจำใจที่ตัวเองชื่นชอบมากๆ อยู่บทหนึ่ง ขอนำมาฝากเป็นข้อคิดให้กับทุกท่าน ในอนาคตเมื่อคุณต้องเดินอยู่บนเส้นทางของความเป็นจริง เพื่อสร้างความฝันและอุดมการณ์ของคุณ บางทีคุณอาจจะนึกถึงคำพูดของผมขึ้นมาบ้าง สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ

“ชีวิตคนเรา ทุกสิ่งทุกอย่าง แม้นสิ่งละอันพันละน้อย ไม่มีสิ่งใดที่ควรเป็นของเราตั้งแต่แรก ดังนั้นเราควรปลื้มปิติ สุข รู้สึกขอบคุณอยู่เสมอ”

ไม่ว่าจะทำงานใดๆ ก็ตาม ความสำเร็จของคุณไม่ใช่เกิดขึ้นเพราะตัวคุณคนเดียวทั้งนั้น แต่เกิดจากความเพียรพยายามและการให้ความช่วยเหลือจากผู้คนจำนวนมาก ดังนั้นขอจงอย่าลืมถนอมรักษาทุกสิ่งทุกอย่างนั้นด้วย

วันนี้ขอจบการบรรยายเพียงเท่านี้ พร้อมกันนี้ ผมขอขอบคุณทุกท่านที่มาเข้าร่วมกิจกรรม ทำให้ผมได้มีวันที่แสนสวยงามอีกหนึ่งวัน

ขอขอบคุณ

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

big smile

#1 By Lucrezia (58.9.83.198) on 2008-06-21 13:06

อา..

#2 By ☆[แป้ง].Haมmy*☆ on 2008-06-21 17:18

อ่านทางโค้งฯจบแล้ว
เราชอบที่สุดตอน 1 กับ 5 เรื่อง ป้ายทองคำ กับแนวรบ ฯ
เดี๋ยวขออ่านอันอื่นๆต่อนะ

#3 By thenui on 2008-06-21 19:52

ความฝันต้องอยู่บนความเป็นจริงconfused smile

#4 By berserkrabbit on 2008-06-21 21:07

ปรบมือให้ด้วยความประทับใจ
อ่านแล้วได้ข้อคิดจริงๆนะ
เห็นด้วยที่สุดว่า งานที่ทำด้วยความรักเราจะไม่มีวันเบื่อเลย
ถึงจะเหนื่อยแต่ก็จะไม่ท้อ

ปล.ป้าว่าใช้คำว่าตัวเขียวน่าจะดีกว่านะ
หรือ ตัวคล้ำ ก็ได้
เพราะคนที่ขาดอากาศเป็น hypoxia จะตัวเขียวคล้ำอ่ะ
ไม่ดำนะ ถ้าดำนี่คาดว่าน่าจะตายแย้วอ่ะ

#5 By CanineGirl on 2008-06-22 09:13

Hot!
ฮิ้ว~ วันนี้ถึงจะอดนอนแต่เราไม่หลับเว้ย~ วะฮะฮ่า
แต่อ่านแล้วรู้สึกเครียดกะอนาคตตัวเองไงไม่รุ =_=
ไม่ได้รู้สึกพบทางสว่างเล๊ย~
พึ่งได้มาอ่านรวดทีเดียวหลังจากที่กวาดตามองตอนนี้แล้วเกิดความรู้สึกประทับใจในตัวคุณโหว
ขอคอมเม้นต์ตรงนี้เลยนะคะ
อ่านแล้วชอบมากค่ะ

โดยเฉพาะตอนที่6นี้...

"ผมรักมัน!"

เคยรู้สึกแบบนี้เหมือนกันค่ะว่าสิ่งที่ตัวเองเรียน หรือ ทำมาตลอดก็เพราะรักที่จะทำ

ขอบคุณสำหรับบทความดีๆที่อุตส่าห์ถอดความมาให้อ่านกันนะคะ

#7 By YammY on 2008-06-22 21:24

เข้าใจความหมายของคุณหมอดี เหมือนหนูปัจจุบัน ทำงานหนัก เงินน้อย 55 แต่ก็ทำ เพราะรักที่จะทำ อยากทำ มันก็มีความสุข อยู่ไปได้

#8 By น้องสาวเฮียน่านแหละ (58.9.148.246) on 2008-06-22 21:50

จะพยายาม...
..
..
..
..
ไม่เอาดีกว่า
เปลี่ยนเป็น
..
ต้องทำให้ได้!

#9 By คาโตเน่ on 2008-06-22 23:21

มาเพื่อบอกว่า ปะป๊า ลูกขอแปะโป้งไว้ก่อนน้า >< ว่างเมื่อไหร่จะเข้ามาอ่านทันที!!

งานเข้าอีกและ เบื่อๆๆๆๆ

คิดถึงปะป๊ามั่กๆๆๆๆ ดูแลสุขภาพด้วยนะคับ ^^

#10 By Kikadakung (125.25.220.166) on 2008-06-23 10:52

ทำในสิ่งที่รัก...big smile big smile big smile

#11 By (^_^)/nana on 2008-06-23 14:22

ไล่อ่านทีละตอนจนจบทั้ง6ตอนแล้วครับ ดีมากเลย บรรยายออกเป็นคำพูดไม่ได้แต่ว่ารู้สึกว่าเราต้องมีอะไรให้ทำอีกเยอะ
เป็นอ่านแล้วช่วยเติมเต็มความคิดให้ตัวเราเอง >_<b Hot!

#12 By Elta_kung on 2008-07-05 00:31

ผมพึ่งเข้ามาเห็น
อ่านรวดเดียวตั้งแต่ 1-6

รู้สึกดีมาก ๆ ครับ
ขอบคุณสิ่ง ดี ๆ นะครับ

แปลอีก ๆ ๆ ชอบbig smile

#13 By 38sen (202.142.204.2) on 2008-07-27 17:24