entry นี้ คัดลอกเนื้อหาจำนวนหนึ่งจากนิยายเรื่อง "หัวใจกบฎ" ที่เขียนโดย โหวเหวินหย่ง

"หัวใจกบฎ" เป็นนิยายที่กล่าวถึงการปฏิรูปการศึกษาของไต้หวัน
ดำเนินเรื่องโดยเด็กนักเรียนระดับชั้น ม.3 ชื่อ เซ่เจิ้งเจี๋ย (อาเจี๋ย)
เนื้อหาด้านล่าง อยู่ในช่วงที่เหตุการณ์เกิดบานปลายเพราะน้ำผึ้งหยดเดียว
มีการชุมนุมประท้วงหน้ากระทรวงศึกษาธิการ
แล้วเด็กนักเรียนไต้หวันคนหนึ่ง ที่ย้ายไปเรียนที่อเมริกา โทรศัพท์มาให้กำลังใจตัวเอกของเรื่อง

เนื้อหาในการสนทนา เด็กทั้งสองได้แลกเปลี่ยนมุมมองความคิด เกี่ยวกับการศึกษาของทั้งสองประเทศ
รวมทั้ง "เสิ่นเจ๋" ยังได้เล่าเรื่องของ "อาเจี๋ย" ให้เพื่อนชาวจีนด้วยกันที่เรียนอยู่ฝรั่งเศสฟัง
ต่อมามีการส่งอีเมล์มาหา

 

อื่นใดไม่ทราบ ผมคิดว่ามันเป็น "กระจก" ที่ดี สำหรับการพัฒนาการศึกษาบ้านเรานะครับ

ในฐานะที่เคยสอนโรงเรียนรัฐบาล และเห็นระบบของโรงเรียนนานาชาติมาบ้าง

ผมเห็นว่า...

คุณเห็นว่ายังไงละครับ

 

เนื่องจากนิยายเรื่องนี้ ถูกนำไปสร้างเป็นละคร และได้รางวัลซีรี่ส์ยอดเยี่ยมประจำปีของไต้หวัน

ภาพประกอบในเรื่องนี้ ส่วนใหญ่จึงมาจากภาพในซีรีส์

 

...

 

“หวัดดี เราชื่อเสิ่นเจ๋นะ เราได้ยินข่าวของนายจากหนังสือพิมพ์ออนไลน์ นายไม่รู้จักเราหรอก แต่แม่ของเรารู้จักแม่ของนาย คุณแม่เป็นคนให้เบอร์โทรศัพท์ของนาย บอกให้เราโทรมาเป็นกำลังใจ ให้นาย บอกให้นายเข้มแข็ง"

"นายจะบอกให้เราเข้มแข็ง ?”

“สองปีก่อนตอนที่เรายังอยู่ไต้หวัน เราเรียนกับอาจารย์จันเหมือนกัน ตอนที่เรายังอยู่ไต้หวัน ถูกลงโทษให้คุกเข่า ยังโดนเฆี่ยนอีก... เพราะอาจารย์จันนั่นแหละ เราถึงต้องย้ายมาเรียนหนังสือที่อเมริกา นายยังสบายดีหรือเปล่า” เขาถาม

“ยังดีมั้ง” ผมตอบ “พวกเขาบอกว่าจะขอประชุมปรับความเข้าใจในเรื่องของเรา...”

“เมื่อก่อนเราก็โดนเหมือนกัน สุดท้ายก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เราขอบอกนายว่า นายเปลี่ยนแปลงอะไรพวกเขาไม่ได้หรอก... ท้ายที่สุด นายมีแต่ต้องดูแลตัวนายเองดี ๆ และพยายามอย่าปล่อยให้พวกเขามาเปลี่ยนแปลงตัวนาย”

“พยายามอย่าปล่อยให้พวกเขามาเปลี่ยนแปลง?” เป็นอีกความคิดหนึ่งที่น่าสนุก ผมเกิดนึกสนใจ ถามเขาว่า

“นายอยู่อเมริกาเป็นยังไงบ้าง”

“ตอนมาใหม่ ๆ ก็แย่หน่อย ตอนนี้ก็ปรับตัวได้แล้ว”

นายรู้สึกว่าระบบการศึกษาของอเมริกาดีกว่าของไต้หวันไหม”

“แล้วแต่โรงเรียนมั้ง” เขาคิดสักครู่หนึ่ง ตอบว่า “แต่โดยส่วนใหญ่แล้ว การศึกษาอเมริกาดีกว่าของไต้หวันมาก”

“ส่วนไหน”

“จะว่ายังไงดีล่ะ” เขานิ่งเงียบไปสักพัก

“ยกตัวอย่างนะ คณิตศาสตร์เราเก่งกว่าพวกนักเรียนอเมริกัน เราก็ข้ามชั้นได้เร็วมาก ข้ามไปเรียนในชั้นที่เหมาะกับความรู้ของเราได้เลย แต่ถ้าผลการเรียนไม่ดี อย่างภาษาอังกฤษของเราเป็นต้น อาจารย์นอกจากจะไม่ลงโทษแล้ว ยังดูแลเอาใจใส่เป็นพิเศษ พวกนักเรียนในอเมริกาจะเป็นพวกยกย่องฮีโร่ ถ้านายเก่งกาจอะไรสักอย่างจริง ๆ พวกเขาก็จะยกย่องนับถือนายมาก เพราะฉะนั้น ไม่ว่านายจะอยากเรียนอะไร พัฒนาทางด้านไหน ครูอาจารย์จะส่งเสริมเต็มที่ เพื่อน ๆ นักเรียนจะไม่มีใครดูถูกนายถ้านายได้คะแนนไม่ดี ดังนั้น นายจึงไม่ต้องเป็นเหมือนตอนอยู่ไต้หวัน ที่ทุกวันต้องใช้ชีวิตแบบกล้า ๆ กลัว ๆ เป็นห่วงคะแนนในประกาศผลสอบ คอยระแวงว่าวันดีคืนดีครูอาจารย์ก็จะด่านายว่านาย ลงโทษนาย กลัวนักกลัวหนาว่าจะสอบไม่ติดโรงเรียนชื่อดัง หรือคอยกังวลว่าเพื่อน ๆ จะมองนายยังไง...”

ไปอเมริกาแล้วคิดถึงบ้านหรือเปล่า” ผมถาม

ใครบ้างไม่คิดถึงบ้าน แต่ว่าคิดถึงแล้วจะได้อะไรขึ้นมา” เขาหัวเราะด้วยน้ำเสียงอ่อนแรง

“เรามีโอกาสโตเป็นผู้ใหญ่ได้แค่ครั้งเดียว ปัญหาก็คือ ไต้หวันไม่สามารถให้การศึกษาแบบนั้นแก่เราได้...”

เหมือนเขานึกอะไรขึ้นได้ ถามว่า

“จริงสิ นายมีอีเมล์หรือเปล่า เราอาจจะส่งความคิดเห็นของเราไปให้นายบ้าง เรารู้จักเพื่อน ๆ ไต้หวันที่เรียนอยู่ต่างประเทศอีกหลายคน นายอาจจะลองถามความเห็นจากพวกเขาดูบ้างก็ได้”

ผมบอกอีเมล์ของผมไป เขาพูดให้กำลังใจผมอีกสักครู่ ผมกล่าวขอบคุณแล้วก็กล่าวลา เมื่อกลับมาถึงห้องรับแขก คุณแม่ถามผมเบา ๆ ว่า “ใครโทรมาหรือ”

“ชื่อเสิ่นเจ๋ครับ โทรมาจากอเมริกา เขาบอกว่าได้เบอร์มาจากแม่ของเขา ที่ขอเบอร์ไปจากแม่นะ”

“เสิ่นเจ๋ ?” คุณแม่นิ่งคิดสักครู่ “อ้อ จริงด้วย คุณนายเสิ่น แม่เป็นคนให้เบอร์เขาไปเอง”

...

 

 

...


ปิดโทรทัศน์ ผมลุกขึ้นเดินไปที่ห้องทำงานคุณพ่อ เปิดเครื่องคอมพิวเตอร์และต่ออินเทอร์เน็ต เมื่อเชื่อมต่อเสร็จสิ้น บนหน้าจอก็มีข้อความเตือนว่ามีเมล์ใหม่ ผมเปิดโปรแกรมเช็กเมล์ โหลดอีเมล์ทุกฉบับเข้ามาเก็บไว้ในเครื่อง
จดหมายที่เขียนถึงผมจริง ๆ นั้นมีเพียงสามฉบับ นอกนั้นเป็นพวกโฆษณาและเมล์ขยะ

ผมเปิดฉบับที่ส่งมาจากเอรี่ก่อน เป็นใบปลิวที่เธอทำขึ้นเอง เนื้อหาเชิญชวนให้ทุก ๆ คนไปร่วมแสดงพลัง ชุมนุมประท้วงกันที่หน้ากระทรวงศึกษาธิการ ในเนื้อความยังมีแผนที่บริเวณกระทรวงและข้อมูลเส้นทางรถไฟฟ้า รถประจำทางอีกด้วย อีกฉบับเป็นจดหมายมาจากคนที่ชื่อเสิ่นเจ๋ เป็นชื่อที่ผมไม่คุ้น

ขณะกำลังตัดสินใจว่าจะเปิดอ่านดีหรือไม่ ก็นึกถึงคุณป้าเสิ่นที่มีลูกอยู่อเมริกา เมื่อคืนวันพฤหัสฯ เพิ่งจะคุยกันทางโทรศัพท์ ผมจึงเปิดอ่าน เนื้อหาในจดหมายเขียนเอาไว้ว่า

 

หวัดดีอาเจ๋
เราเห็นข่าวของนายบนหนังสือพิมพ์ที่นี่ด้วย ขอแสดงความนับถือจริง ๆ เราอยากให้คนทุกคนในไต้หวันเรียนรู้อะไรได้บ้างจากการประท้วงของนาย
วันก่อนตอนคุยโทรศัพท์รีบร้อนเกินไปหน่อย เรื่องหลาย ๆ เรื่องเรายังคิดไม่ค่อยชัดเจน หลาย ๆ วันนี้มาคิดดูให้ละเอียดอีกที อยู่ ๆ ก็รู้สึกว่าควรเขียนอีเมล์ฉบับนี้มาหานาย ถ้าหากนายจะถามเราว่า การศึกษาไต้หวันกับการศึกษาของอเมริกาต่างกันยังไง เราคิดว่าเราต้องบอกนาย ข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ ระบบการศึกษาของอเมริกาไม่มีใครบังคับให้นายต้องเรียนหนังสือ แต่นายจะรู้สึกว่านายเรียนหนังสือเพื่อตัวนายเอง แต่สำหรับไต้หวัน นายจำเป็นต้องเรียนหนังสือเพื่อวัตถุประสงค์ภายนอกอะไรสักอย่าง

เราไม่ได้ตั้งใจจะบอกว่าระบบไหนดีหรือระบบไหนไม่ดี ระบบการศึกษาของอเมริกา อันที่จริงพวกเขาก็มีปัญหาของพวกเขาเหมือนกัน แต่ถ้านายจะถามเราให้ได้จริง ๆ เราว่าเราชอบวิธีการสอนของที่นี่มากกว่า

อาจจะเป็นเพราะความแตกต่างทางวัฒนธรรมกระมัง ครูอาจารย์ที่นี่จะให้เกียรติเด็กนักเรียนมาก---พวกเขาปล่อยให้เด็กเป็นเด็ก ให้เด็ก ๆ ใช้ชีวิตแบบเด็ก ๆ บุคคลสำคัญในสายตาของชาวอเมริกัน อย่างเช่นบิลเกตต์ วอลต์ดิสนีย์ ไอน์สไตน์ Feynman... เมื่อมองจากอีกมุมหนึ่ง อันที่จริงก็เป็นเด็ก อาจเป็นเพราะพวกเขาให้เกียรติเด็ก ๆ จากใจจริงด้วยกระมัง นายสามารถรู้สึกได้ว่า พวกเขาจะปฏิบัติกับเด็กด้วยวิธีของเด็ก ให้การยอมรับพร้อมกับยินยอมให้เด็ก ๆ สร้างโลกของตนเองตามใจชอบ ไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร ถ้าเป็นไต้หวัน เรื่องแบบนี้คงเป็นไปไม่ได้

 

 


นี่อาจจะเป็นความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรมตะวันออกกับวัฒนธรรมตะวันตก วัฒนธรรมตะวันตกจะเหมือนเด็ก การปฏิเสธและต่อต้านอดีตของพวกเขา นำพาพวกเขาให้มุ่งหน้าไปสู่อนาคต

ส่วนวัฒนธรรมตะวันออกจะเหมือนคนแก่ ความถือทิฐิมานะในทำนองคลองธรรมเก่า ๆ และความเชื่อมั่นในเกียรติและศักดิ์ศรีฉุดรั้งให้พวกเราย้อนกลับไปสู่อดีต ในขณะที่ชาวต่างชาติปฏิเสธธรรมเนียมประเพณีของตนเอง ตั้งแง่กับพระเจ้าของตนเอง ก้าวออกไปสร้างสรรค์ศิลปะเฟื่องฟู ประดิษฐ์คิดค้นวิทยาการทันสมัย พัฒนาอุตสาหกรรมและความศิวิไลซ์ด้านข่าวสารข้อมูล พวกเรายังวนเวียนอยู่กับประวัติศาสตร์คร่ำครึ เรื่อยมาตั้งแต่ฮ่องเต้เหย่า ฮ่องเต้ซุ่น ฮ่องเต้อวี่ ราชวงศ์ทัง จนถึงเหวินหวู่ โจวกง....ประเพณีโบราณ ระบบการปกครองแบบกษัตริย์กับขุนนาง พ่อกับลูก ครูกับศิษย์ หาทางออกกันไม่เจอ

ก่อนจะมาที่อเมริกา บางทีนายอาจไม่ยอมแพ้ระคนกับไม่เห็นชอบในความเจริญของมัน ตอนเพิ่งมาถึงอเมริกาใหม่ ๆ นายจะเริ่มรู้สึกทึ่งกับความเจริญทางเทคโนโลยีและความร่ำรวยของประเทศนี้ แต่เมื่อเข้ารับการศึกษาของอเมริกาแล้ว นายจะยอมรับมันจากใจว่า การที่อเมริกาเป็นประเทศยักษ์ใหญ่นั้นมีเหตุผล การที่ประเทศนี้รุ่งเรืองเข้มแข็ง นอกจากเทคโนโลยีและกำลังทางทหารแล้ว อันที่จริงเป็นเพราะการศึกษาของที่นี่มันมีคุณลักษณะที่พิเศษ เขาให้ความยกย่องชีวิตของคนทุกคน และเฝ้ามองความสามารถที่ซ่อนเร้นและพลังแห่งจินตนาการของเด็ก ๆ ด้วยใจจดจ่อและรอคอย การรอยคอยพวกนี้ ท้ายที่สุดกระตุ้นให้เกิดการทดลองและสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่น่าตกใจ กลายเป็นเสาหลักค้ำยันให้ประเทศนี้เติบใหญ่แข็งแรง

ถึงแม้ว่าเราจะไม่เสียใจที่เลือกมาอเมริกา แต่ ไม่ว่าเราจะชอบสิ่งแวดล้อมทางการศึกษาของอเมริกามากแค่ไหนก็ตาม ที่นี่ก็ไม่ใช่ประเทศบ้านเกิดของเรา เราไม่รู้ว่าไต้หวันยังต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่ ต้องเกิดความสูญเสียอีกกี่มากน้อย จึงจะทำให้อาจารย์ ผู้ปกครองและนักเรียนส่วนใหญ่ เข้าใจในสิ่งที่เราได้รับที่นี่และความรู้สึกพวกนี้

เราเชื่อว่าความขยันร่ำเรียนของเด็กนักเรียนบ้านเรา ไม่แพ้นักเรียนชาวอเมริกันแน่นอน แต่ทุกครั้งที่นึกถึงการท่องจำ การบ้าน การเรียนพิเศษ การสอบ... ที่หนักอึ้งพวกนี้ เราก็รู้สึกเสียใจแทนเพื่อน ๆ นักเรียนในไต้หวัน ที่ถูกผูกรัดแน่นหนาจนแทบหายใจไม่ออก

บางทีอาจเป็นเพราะเรารู้สึกนับถือในตัวนาย จึงเขียนจดหมายฉบับนี้มาให้ เราเคยตกอยู่ในสถานการณ์ที่เกือบจะเหมือนกับนาย แต่น่าเสียดายที่เราไม่กล้าพอจะทำสิ่งที่นายกำลังทำอยู่ตอนนี้ ดังนั้น เราถือโอกาสนี้ขอแสดงความเคารพนาย และขอให้นายรักษาความกล้าหาญ เข้มแข็งต่อไป
สุดท้ายนี้
ขอให้โชคดี

จาก
เสิ่นเจ๋


เมื่ออ่านอีเมล์ฉบับนี้จบ ผมรู้สึกเหมือนไม่คิดไม่ฝัน นับตั้งแต่ถูกลงโทษ ถูกทำทัณฑ์บน ถูกสื่อลงข่าวว่าอ่านหนังสือลามก ตอนนี้ถูกตราหน้าเป็นเด็กอันธพาล เป็นนักเรียนเกเร กำลังล้มลุกคลุกคลาน ดูท่าว่ากำลังจะแพ้แบบยกกระบิ แต่กลับมีคนมาแสดงความเคารพ ?

ผมกล้าหาญหรือ ? ผมมีค่าพอให้ผู้อื่นนับถือหรือ ? ผมเริ่มรู้สึกเลอะเลือนแล้ว

ผมเปิดอีเมล์ฉบับที่สาม อีเมล์ฉบับนี้เขียนเป็นภาษาอังกฤษล้วน ตอนแรกนึกว่าคงส่งผิด แต่พออ่านดูดี ๆ เป็นจดหมายที่ส่งให้ผมจริง ๆ มาจากฝรั่งเศสโดยเด็กนักเรียนนอกคนหนึ่งที่ชื่อ PePe เพิ่งอ่านไปแค่ท่อนเดียว ก็เจอศัพท์ที่อ่านไม่ออกจำนวนมาก จึงต้องวิ่งกลับเข้าห้อง ไปหยิบดิกชันนารีออกมา นั่งอ่านไป เปิดศัพท์ไป

(ต่อไปนี้เป็นฉบับแปลของผมเอง อาจจะเน่าไปหน่อย แต่ผมก็ไม่รู้จะทำอย่างไรได้อีก)

อาเจ๋
เราชื่อ PePe เขียนอีเมล์ให้นายจากปารีส เรามาจากไต้หวัน เป็นเพื่อนคนหนึ่งของเสิ่นเจ๋ เขาเป็นคนให้ e-mail address ของนายแก่เรา ขอโทษด้วยที่ต้องเขียน e-mail ให้นายเป็นภาษาอังกฤษ เพราะเราไปจากไต้หวันก่อนเสิ่นเจ๋ ภาษาจีนของเราเลยไม่ค่อยดีเท่าไหร่ อีกอย่าง เราพิมพ์จีนไม่เป็นด้วย

ตอนนี้ที่ปารีสเป็นเช้าวันอาทิตย์ เราอ่านหนังสือพิมพ์ไทเปจากทางเว็บไซต์ ได้ข่าวว่าพวกนายเริ่มการชุมนุมประท้วงกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เรารู้สึกภูมิใจกับพวกนายจริง ๆ เราเข้าใจดีว่าทำไมพวกนายต้องประท้วง เราไปจากไต้หวันตั้งแต่เรียนอยู่ ป.ห้า ในความทรงจำของเรา ในไต้หวันจะมีแต่การบ้าน การสอบเต็มไปหมด การแข่งขันระหว่างเพื่อนในห้องก็รุนแรง นายจะไม่ได้รับอนุญาตให้มีความคิดเห็นคัดค้าน มีหน้าที่เรียนหนังสือได้อย่างเดียว มีความกดดันสูง

ตอนนี้เราเรียน ม.ปลายปีที่สามแล้ว เราเคยทำหน้าที่เป็นตัวแทนสหพันธ์นักเรียนไฮสกูลแห่งชาติฝรั่งเศส (UNL, National Union of High School Students) ในระดับประเทศ UNL เป็นองค์กรที่ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1994 ในระหว่างค.ศ.1998 ถึงค.ศ.1999 องค์กรนี้ได้ตอบรับพร้อมกับเรียกร้องนักเรียนระดับมัธยมทั่วประเทศ ทำการประท้วงในเรื่องต่าง ๆ ตั้งแต่อุปกรณ์การเรียนในโรงเรียนเก่าเกินไป จำนวนนักเรียนในห้องมากเกินไป ทรัพยากรครูและงบประมาณเกี่ยวกับการศึกษาขาดแคลน ทั้งยังเป็นแกนนำในการเดินขบวนประท้วงครั้งใหญ่ ในครั้งนั้นมีนักเรียนมัธยมประมาณสามแสนถึงห้าแสนคนจากทั่วประเทศเข้าร่วมเดินขบวน เรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณเกี่ยวกับการศึกษา

วิธีการสอบเข้ามหาวิทยาลัยในฝรั่งเศส ใกล้เคียงกับระบบ Entrance ของไต้หวัน ระบบการศึกษาแบบยัดเยียดจับกรอกในหลาย ๆ อย่างก็ล้าสมัยพอ ๆ กับระบบของไต้หวัน ฤดูใบไม้ผลิในค.ศ.2000 พวกเราไม่พอใจที่การปฏิรูปการศึกษาเป็นไปอย่างเฉื่อยชา จึงจับมือกับสมาคมคมครูและสมาคมผู้ปกครอง จัดกิจกรรม “Black Friday” ขึ้นในปารีส โดยให้โรงเรียนประถม มัธยมต้นและมัธยมปลายทุกแห่งหยุดเรียนทุก ๆ วันศุกร์ สโลแกนที่พวกเราใช้คือ “ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจพวกเรา” สโลแกนคำนี้เคยถูกนำไปใช้ในการประท้วงของกลุ่มนิสิตนักศึกษาในปารีสเมื่อค.ศ. 1968 การประท้วงครั้งนั้นเรียกว่าการประท้วงเดือนพฤษภาคม ที่มีชื่อเสียงมากของฝรั่งเศส (France’s month of revolution)

การประท้วงครั้งนั้นบีบให้ประธานาธิบดีเดอโกลล์ต้องประกาศยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่และทำการปฏิรูปการศึกษา เช่นเดียวกับการประท้วง “Black Friday” ในค.ศ. 2000 พวกเราก็ใช้สโลแกน “ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจพวกเรา” ขับไล่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นาย Claude Allègre ซึ่งไม่จริงจังกับการปฏิรูปการศึกษา ให้พ้นจากตำแหน่งจนสำเร็จ

อ่านถึงตรงนี้ ออดประตูก็ดังขึ้น ผมวิ่งไปรับอินเทอร์คอมที่ห้องรับแขก ได้ยินเสียงคุณพ่อบอกว่า

“อาเจ๋ ในตู้เก็บของข้าง ๆ ห้องรับแขกมีถุงนอนอยู่สองใบ ลูกหยิบลงมาแล้วก็มารับน้องขึ้นไปด้วย”

ผมวิ่งไปค้นถุงนอนสองใบออกมาจากตู้เก็บของแล้วก็วิ่งออกไปนอกบ้าน นั่งลิฟต์ลงไปชั้นล่าง รถของคุณพ่อจอดคอยอยู่หน้าประตูใหญ่ เครื่องยนต์ยังสตาร์ตอยู่ ผมเปิดประตูหลัง ให้น้องลงจากรถแล้วใส่ถุงนอนไว้ในรถ

“ลูกให้น้องไปอาบน้ำก่อน สี่ทุ่มพาน้องขึ้นนอนด้วย รู้ไหม” คุณพ่อลดกระจกรถลง

“คืนนี้พวกพ่อจะไปนอนที่หน้ากระทรวงหรือครับ”

คุณพ่อพยักหน้า ไม่ตอบอะไร ปิดกระจกรถ แล้วขับรถจากไป

ผมจูงมือน้องสาว พาเธอขึ้นลิฟต์ “เหนื่อยไหม” ผมถาม

“ก็ยังดีแหละ” เธอพูด “แต่น่าเบื่อไปหน่อย” บนศีรษะของเธอยังโพกผ้าที่เขียนข้อความว่าช่วยเด็ก ๆ ด้วย อาจเป็นเพราะต้องนั่งกับพื้น มือจึงเปื้อนดิน ผมเห็นใบหน้าของเธอมอมแมมไปหมด ทั้งเนื้อทั้งตัวคล้ายกับเด็กกำพร้าพเนจรในภาพยนตร์เรื่อง Les Miserables (เหยื่ออธรรม)---ที่แสดงโดยดาราเด็กคนสวยแบบนั้น

กลับถึงบ้าน ผมสั่งให้น้องสาวไปอาบน้ำ เธอรับปากด้วยดี วิ่งกระโดดโหยง ๆ เข้าห้องน้ำไปทันที ส่วนผมก็กลับเข้าห้องทำงานคุณพ่อ เพื่ออ่านอีเมล์ที่อ่านค้างเอาไว้

(เมื่อกี้นี้ถึงไหนแล้วนะ ? อ้อ เรื่องรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการของฝรั่งเศส ถูกขับไล่จนพ้นจากตำแหน่งด้วยการประท้วง Black Friday)

 

สามสิบกว่าปีก่อน Allegre ก็เป็นหนึ่งในนักปฏิวัติเดือนพฤษภาคม แต่หลังจากสามสิบปีให้หลัง เด็ก ๆ ก็ตะโกนร้องคำว่า “ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจพวกเรา” ใส่เขา ไม่รู้ทำไมผู้ใหญ่จึงไม่มีวันเข้าใจเด็ก น่าหัวเราะมิใช่หรือ ถึงแม้ว่ารัฐมนตรีศึกษาจะลาออกแต่ก็ไม่ได้เป็นหลักประกันให้อะไรทั้งสิ้น ถึงกระนั้นก็ตาม การที่ Allegre ต้องพ้นจากตำแหน่ง ก็ทำให้รัฐบาลไม่กล้ามองข้ามเสียงเรียกร้องของเด็ก ๆ อีก

เราดีใจมากที่ไต้หวันมีนักเรียนมัธยมอย่างนาย ที่เริ่มทำเรื่องแบบนี้ อาจถึงเวลาที่พวกผู้ใหญ่ควรหันมาฟังเสียงพวกเราบ้างแล้ว ถึงแม้ว่าไต้หวันกำลังดำเนินการปฏิรูปการศึกษา แต่ก็คงเป็นเหมือนกับที่พวกเราต้องเจอในฝรั่งเศส การปฏิรูปทั้งหมด ขึ้นอยู่กับ “ผู้อยู่ในตำแหน่งสูง” ถ้าหากความคิดเห็นของนักเรียนหรือเด็ก ๆ ไม่มีอำนาจเพียงพอที่จะข่มขู่ให้เขาถึงกับต้องลงจากตำแหน่งละก็ พวกเขาจะไม่มีวันปฏิรูปอะไรโดยรับฟังเสียงของเด็ก ๆ เด็ดขาด หากเป็นเช่นนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างที่เขากระทำ อันที่จริงก็น่าสงสัยทั้งหมด เพราะฉะนั้น เพียงแค่ “ปฏิรูปการศึกษา” ยังไม่พอ แต่ต้องปฏิรูปให้การศึกษาเป็นที่พึงพอใจของเด็ก ๆ นักเรียนด้วย ถึงจะเป็นการเมืองที่มีความรับผิดชอบ ถึงจะเป็นหลักการของประชาธิปไตย

เราเข้าใจว่านายจะต้องแบกรับเรื่องราวมากมาย เพราะนายเป็นนักเรียนมัธยมคนแรกของไต้หวันที่ทำแบบนี้ มีเพียงแต่นายเริ่มใช้เสียงที่มาจากใจของนายเอง (ไม่ใช่เสียงจากใจของครู หรือเสียงจากใจของพ่อแม่) สังคมทั้งหมดจึงจะได้ยินมันจริง ๆ เมื่อไหร่ที่นายเริ่มทำอย่างนั้น ต่อไปก็จะมีนักเรียนมัธยมเอาอย่างนาย เปล่งเสียงของตัวเองกันมากขึ้น นี่เป็นความรู้สึกที่เราได้จากการทำงานกับ UNL คำว่า “สวรรค์ประทานสิทธิให้มนุษย์” ไม่ได้ใช้กับผู้ใหญ่เท่านั้น เด็กก็มีสิทธิมนุษยชนของเด็กด้วยเหมือนกัน พวกเขามีสิทธิแสวงหาวิธีการใช้ชีวิตแบบเด็ก ๆ ได้รับการศึกษาแบบเด็ก ๆ เปล่งเสียงของตัวเองด้วยวิธีการของเด็ก

ตอนนี้ UNL ในยุโรปกำลังขยายตัวเป็นองค์กรระดับนานาชาติ ถ้าหากนายต้องการความช่วยเหลืออะไร ขอให้บอกเราได้โดยไม่ต้องเกรงใจ เราขอปรบมือให้นายอีกครั้ง และขอเป็นกำลังใจให้นายสู้ ๆ

จากเพื่อนที่จริงใจ
PePe

อ่านอีเมล์ฉบับนี้จบ ผมต้องถอนใจเฮือกใหญ่

เห็นได้ชัดว่านักเรียนมัธยมที่ถูกลงโทษหรือสลักหลังว่าเป็นนักเรียนเกเรด้วยเหตุผลประเภทนี้ ผมไม่ได้เป็นคนแรก และเกรงว่าคงไม่ใช่คนสุดท้าย แต่ถ้าจะให้เป็นอย่างที่ PePe บอก ให้ผมเป็นนักเรียนมัธยมคนแรกของไต้หวัน ที่ออกมาพูดจากใจของตัวเอง พูดตามตรง ผมยังไม่เคยคิดถึงมาก่อน...

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ระบบการศึกษาของอเมริกา น่าสนุกดีจังเลยครับ
คงหวังพึ่งอะไรกับระบบการศึกษาไทยไม่ได้หรอกมั้ง...เห็นโง่ลงๆ ทุกวัน

#1 By berserkrabbit on 2008-07-03 11:17

อ่านแล้วขนลุกเลยค่ะ

ดิฉัน ปกติก็ชอบอ่านหนังสือมาก ๆ และยังพยายามจะอ่านให้ได้ทุกภาษาด้วย sad smile

สุดท้ายก็ต้องเน้นอ่านแต่ภาษาไทย 555 question

แต่อย่างไรก็ตาม ขอบคุณมากนะคะ ดิฉันชอบหนังสือแนวนี้มากทีเดียว

หลัง ๆ หาอ่านยากมากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ไปติดอ่านนิยายนักสืบอย่างเป็นชิ้นเป็นอันไปเสียอย่างนั้น

ไม่ทราบว่า หนังซีรี่ส์ที่ทำออกมา ทำได้ดีพอ ๆ กับหนังสือมั้ยคะ บ่อยครั้งที่หนังหรือละครสื่อเจตนาของผู้เขียนออกมาไม่ชัดเจน บางทีก็ออกแนวงี่เง่าเพราะไปใส่อะไรของตัวเองเพิ่มเติม พวกนี้เห็นบ่อย ๆ ในละครบ้านเราค่ะ

ขอบคุณอีกครั้งค่ะ big smile

#2 By Mrs. Holmes (everyday good,please) on 2008-07-03 11:39

ลืมค่ะ หนังสือพิมพ์กับสำนักพิมพ์อะไรคะ แล้วหาซื้อที่ได้ตามร้านหนังสือทั่วไปหรือเปล่าคะ

จริง ๆ ดิฉันก็ไปร้านหนังสือบ่อยนะคะ แม้จะไปแบบรีบร้อนในบางครั้ง แต่ก็ถือว่าไปบ่อย

คิดว่าไม่เคยเห็นนะคะ sad smile

#3 By Mrs. Holmes (everyday good,please) on 2008-07-03 11:46

ละครชุดนี้ ทำโดยที่คุณโหวฯ เป็นผู้อำนวยการสร้างเอง ควบคุมการผลิตเองทั้งหมดครับ ดัดแปลงเนื้อหาให้เล็กลง (ในหนังสือไปประท้วงหน้ากระทรวง แต่ในการถ่ายทำ มันยาก จึงเปลี่ยนเป็นประท้วงหน้าโรงเรียน)
แต่ไม่ทิ้งประเด็นที่ต้องการจะสื่อ และยังเพิ่มเติมส่วนที่หนังสือขาดหายได้ด้วย

เรื่องนี้ได้รางวัลครับ แซงเรื่อง "เกมชีวิต ลิขิตหัวใจ" ที่ผู้ประพันธ์คนเดียวกันด้วยซ้ำ คุณโหวฯ ภูมิใจกับตัวละคร พอๆ กับหนังสือครับ

(สร้างดาราใหม่ประดับวงการไปหลายคนเลย)

ปล.
ยังไม่มีภาษาไทยนะ (ผมเคยแปลซับฯ ทิ้งไว้ประมาณ 7-8 ตอน)

#4 By Beermyself on 2008-07-03 11:49

ขอบคุณค่ะ big smile

แต่หนังสือล่ะคะ ยังมีวางจำหน่ายหรือเปล่าคะ ดิฉันเคยแต่เรื่อง เกมชีวิตฯ ซึ่งสังเกตเห็นก็เพราะติดหนังจีนค่ะ sad smile

ดิฉันถึงจะบ้าหนังสือ แต่ก็ติดประหยัดน่ะค่ะ บางทีก็เลยอาจทำให้โลกแคบไป question

แต่ก็เฮ้อ... เป็นหนังสือไต้หวัน คุณก็ต้องเก่งภาษาจีนตัวเต็มสิคะ ถ้าคุณอายุ 40 กว่าก็ช่างเถอะ แต่ถ้าคุณอายุ 30 กว่า ดิฉันคงอดอิจฉาไม่ได้ big smile

#5 By Mrs. Holmes (everyday good,please) on 2008-07-03 12:10

อ่านแล้วได้คิดอะไรหลายๆอย่างดีค่ะHot! Hot! Hot! แปะให้คนอื่นได้มาอ่านกันเยอะๆ

#6 By (^_^)/nana on 2008-07-03 13:25

เอนท์สะท้านจริงๆ
sad smile
..เอนท์สะท้านบ้านเราเองก็เปลี่ยนไปเรื่อย...
สงสารน้องๆรุ่นต่อๆไปเหมือนกัน
ปุ้ยเองมักจะบอกน้องๆเสมอว่า
เอนท์ตรงให้ติดซะ จะได้สบายซะที angry smile

#7 By -JpNc- on 2008-07-03 13:28

Hot!
มาล่อลวงให้เสียตังอีกแล้ว ฮะๆ
แต่แหม บ้านเราก็ไม่เน่าเฟะเท่าไหร่นา...หรือมันแล้วแต่โรงเรียน...
ใครว่าบ้านเราเรียนเครียด เซียว่าไม่เลยนะ
รู้ป่ะว่าฝรั่งเศสยังมีระบบซ้ำชั้นกันอยู่...
เพื่อนเซียอยู่ม.ห้าเนี่ย ซ้ำชั้นรอบที่สอง...
แต่ส่วนตัวเซียว่าระบบซ้ำชั้นเป็นเรื่องที่ดีนะ กระตุ้นให้เด็กเรียน
อย่างบ้านเรา ตกแล้วไง ตกก็ซ่อม แล้วก็จบได้เกรดเหมือนกัน

แต่เรื่องระบบ o-net เนี่ยยังสงสัยอยู่ ตรงที่เอาคะแนนจากโรงเรียนไป
แต่เกณฑ์การให้คะแนนแต่ละโรงเรียนมันไม่เหมือนกันเลยอ่ะ...
...อยากให้ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราได้อ่านจัง

#9 By chaiha on 2008-07-03 17:40

"เรามีโอกาสโตเป็นผู้ใหญ่ได้แค่ครั้งเดียว"
ประโยคนี้ทำให้สะเทือนใจ เสียลมหายใจไปหลายเฮือกเลย

หนังสือเล่มนี้มีวางขายหลายเดือนแล้วค่ะ เห็นบ่อยที่ B2S หลายสาขา ลองถามพนักงานร้านดูก็ได้ค่ะ

ขอคอมเมนต์หน่อยว่า ละครทำดีมาก
เราว่าทำดีกว่าหนังสือ เพราะมันเห็นภาพเลย
และนักแสดงก็รุ่นคุณภาพทั้งนั้น โดยฉเพาะพ่อแม่ของอาเจี๋ย
พระเอกอาเจี๋ยก็ได้รางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยมด้วย ทั้งๆที่เล่นละครเป็นครั้งแรก

#10 By NaNi (58.8.155.101) on 2008-07-04 00:52

อ่านแล้วขนลุก
อยากหาหนังมาดูซะให้รู้แล้วรู้รอด
Hot!

#11 By เต่านา on 2008-07-04 14:06

อย่าหาว่าผมโม้นะครับ

ผมไม่เคยรู้ว่าอเมริกาสอนเป็นยังไง แต่ผมเคยคิดไว้ว่าถ้าผมเป็นอาจารย์ ผมจะสอนลูกศิษย์ในแบบที่เนื้องเรื่องกล่าวถึงการสอนแบบอเมริกา

แต่ความคิดนั้นหยุดไปด้วยเหตุผลง่ายๆของผมเอง

"เงินเดือนครูโคตรน้อย" ครับ

#12 By เสกเรนเจอร์ on 2008-07-04 16:56

ผมชอบระบบแบบนั้นครับ มันทำให้คนคิดเป็นHot! และมี "ประสบการณ์" มากกว่า "ความรู้" ครับ

#13 By on 2008-07-04 20:51

ระบบการศึกษาไทยก็น่าจะปรับปรุงบ้างนะ
เอาเรื่องสนุกๆมาให้เรียนบ้าง

#14 By Choudate on 2008-07-04 22:26

หนังสือน่าอ่านมากเลยค่ะ จะหามาอ่านแน่นอนค่ะ

#15 By ruk21us on 2009-04-24 02:05