my day in Nanjing 01
posted on 08 Jul 2008 15:37 by be-beer in others6 ก.ค. 2551, 10:30
อันที่จริงบนเครื่องบินวันนี้ ก็ได้สัมภาษณ์อิ๋งอิ๋งกับเพ่ยเพ่ยไปแล้วพอสมควร เพราะนั่งที่ติดกัน แต่คงต้องถามกันจริงจังอีกครั้งในโอกาสต่อไป
เครื่องบินลงจอดที่สนามบินหนันจิงเวลาสามทุ่ม ใข้เวลาเดินทางจากสนามบินมาถึงหอพักนักศึกษาต่างชาติประมาณหนึ่งชั่วโมง หอพักแห่งนี้ชื่อว่า Nanshan Hotel ภายในเหมือนโรงแรมมากกว่าหอพัก มีตั้งแต่รีเซปชั่น ล็อบบี้เล็กๆ ลิฟต์สองตัว และห้องพักติดแอร์ มีห้องน้ำใจตัว มีโต๊ะ มีเตียง (ไม่ต้องบอกขนาดนั้นก็ได้ม้างง) และมีทีวีสามสิบแปดช่อง เหอะๆ (มันจะได้เรียนไหมเนี่ย หนังสือ) อัตราค่าห้องอยู่ที่ 120 หยวนต่อคนต่อคืน (ประมาณหกร้อยบาท) มีแม่บ้านเก็บห้องให้ มีผ้าเช็ดตัว สบู่ ยาสระผมให้
หึหึ หอพักเฟ่ย หอพัก
ทุนของ HSK นอกจากจะได้ค่าที่พักฟรี เรียนฟรี ยังได้เบี้ยเลี้ยงต่างหากเป็นเงิน 800 หยวน ซึ่งเซ็นรับกันตอนลงทะเบียนเข้าพักไปเลย กว่าจะเรียกชื่อ เช็คชื่อ รับคีย์การ์ด (หรูละสิ) และเงินเบี้ยเลี้ยงเสร็จ ขึ้นมาถึงห้องก็ห้าทุ่มกว่าแล้ว รื้อกระเป๋า จัดเสื้อผ้าเข้าตู้ เอามาม่าขึ้นหิ้ง (หึหึ) รวมทั้งออกไปซื้อน้ำดื่มกลับมาคนละขวดด้วย (ในห้องนอน ไม่มีน้ำดื่ม มีกาต้มน้ำให้ แต่น้ำที่ต้มแล้วรสชาติมันแปร่งๆ จึงตัดสินใจออกไปซื้อที่หน้า ม.)
คืนนี้เข้านอนประมาณตีหนึ่ง
ตอนเช้าตั้งนาฬิกาปลุกไว้หกโมง และอีกครั้งเวลาหกครึ่ง (ใครตื่นในกริ๊งแรกบ้าง ขอคารวะ... ไม่มีละซี่ หึหึ) มีการนัดพบกันเวลาเจ็ดโมงครึ่ง เพื่อถงเหล่าซือ (อาจารย์หัวหน้ากลุ่ม) จะพาไปรู้จักกับห้องอาหาร (คุณห้องอาหาร สวัสดีครับ ยินดีที่ได้รู้จักครับ... จะฮาไปไหน) และแปดโมงครึ่งจะไปรายงานตัวที่คณะ พร้อมกับกรอกเอกสาร มอบรูปถ่าย...
ห้องอาหารของหอพักแบ่งเป็นสองส่วน ส่วนแรกเป็นส่วนของมหา’ลัย คล้ายกับโรงอาหาร แต่ต้องทำบัตรสำหรับตื๊ดๆ (เก็ตไหม) ไม่รับเงินสด คณะเราเพิ่งจะมาวันแรก ยังไม่รู้ระเบียบ จึงชวดการกินของถูกๆ ที่นี่ ต้องพากันขึ้นไปของหรูนิดนึงแทน เป็นส่วนของ “ภัตตาคาร” ซึ่งอาหารเช้าเป็นแบบบุฟเฟต์ คิดค่าหัว หัวละสิบห้าเหรียญ (เจ็ดสิบห้าบาท) กินซาละเปาสามลูก ไข่ต้มใบชาหนึ่งฟอง น้ำเต้าหู้สองแก้ว ฟักทองต้มหกชิ้น ขนมโมจิไส้ถั่วแดงสองชิ้น ข้าวโพดต้มสองท่อน (ไม่ใช่สองฝักนี่นา จะให้เรียกว่าไงล่ะ) หมั่นโถวหนึ่งลูก ขนมแป้งข้าวเหนียว (เหลืองๆ นั่นนะ) อีกหนึ่งอัน หวังลึกๆ ว่า คงคุ้มแล้วมั้ง (หึหึ) จึงเลิกรา และกลับลงมารวมตัว เดินเท้าไปที่ตึกคณะ และดำเนินการลงทะเบียน
อากาศร้อนมาก โดยเฉพาะแดด ใครมีร่มก็พกร่ม ใครมีถุงก็ยืดอกพกถึง เอ้ย ไม่เกี่ยว (ฮาได้อีกนะ หึหึ) ใครมีหมวกก็สวมหมวก ระหว่างนี้ได้พบว่ามีนักศึกษาที่เป็นชาวแคนาดาถึงสองคน ชายหนึ่งหญิงหนึ่ง เป็นผู้ได้ทุนจากการสอบ HSK เหมือนกัน อื่นใดไม่รู้ แต่พูดจีนชัดเปรี๊ยะ ที่สำคัญ เขาสองคนเจอกัน (มาจากคนละเมือง ไม่รู้จักกันมาก่อน) ยังคุยจีนกันด้วย โอ้ละหนอ ถามหน่อยเถอะ ถ้าคุณไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศ ไปเจอคนไทยด้วยกัน คุณจะคุยภาษาอะไร
นี่แหละหนอ ทำไมคนไทยไม่เก่งภาษาสักที
แต่ว่า จอร์จกับซาร่าชาวแคนาดาคู่นี้ ไม่แคล้วต้องไปสัมภาษณ์มาให้ได้เช่นกัน หึหึ
การรายงานตัวไม่มีอะไรมาก ถ่ายสำเนาพาสปอร์ต กรอกใบลงทะเบียน (ชื่อ-ที่อยู่...) แนบรูปถ่ายขนาดสองนิ้ว จำนวนสามใบ แล้วก็นัดหมายการสอบสัมภาษณ์เพื่อแยกระดับในวันรุ่งขึ้น เท่านั้นก็กลับหอพักได้ กลับมาถึงหอเพิ่งจะสิบโมงเช้าเอง แต่แดดเปรี้ยงมาก
(ลืมบอกไป หกโมงเช้าบ้านเขา ยังกะแปดโมงเช้าบ้านเรา)
ค่าใช้จ่ายในการพักที่หอพักนี้ยังมีอีกนิดหน่อย ก็คือ
จ่ายค่ามัดจำ คีย์การ์ด เป็นเงิน 100 หยวน เก็บใบเสร็จไว้เพื่อนำมารับเงินคืนตอนจะกลับ
สั่งเครื่องทำน้ำดื่มและน้ำแกลลอนใหญ่เอาไว้กินในห้อง (แล้วแต่นะ จะซื้อเป็นขวดๆ มาเก็บไว้หรือจะต้มเอาก็ได้ ไม่ว่ากัน) ค่าน้ำแกลลอนใหญ่ 9 หยวน และค่ามัดจำเครื่อง 100 หยวน (ก่อนกลับก็รับคืนได้) ถ้าหากซื้อน้ำขวดลิตรครึ่ง มันตกขวดละ 3 หยวนอ่ะ ดังนั้นจึงยอมลงทุนดีกว่า ไม่ต้องคิดมาก อยู่อีกเป็นเดือน
ทำเรื่อง “บัตรตื๊ดอาหาร” (ชื่อเก๋มะ) แต่เรื่องของเรื่องคือ มันต้องซื้อบัตรเปล่าเป็นเงิน 20 หยวน (หนึ่งร้อยบาท) ที่ขอคืนไม่ได้ แล้วก็เติมตังค์ต่างหาก ซึ่งเมื่อคิดทบทวนแล้ว คณะเรามียี่สิบกว่าคน ไม่จำเป็นต้องซื้อทุกคน สักสี่ห้าคนใช้หนึ่งใบก็ได้ หากไปกินด้วยกัน และจ่ายพร้อมกัน คนที่ไม่ใช่เจ้าของบัตร กินไปเท่าไหร่ก็จ่ายให้เจ้าของบัตรเท่านั้นก็จบ ยังไงก็คงประหยัดกว่าการขึ้นไปกินอาหารกึ่งหรู ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น
หลังจากทำสามรายการข้างต้นจบ ก็ไม่มีธุระอะไรอีก ถึงเวลาตัวใครตัวมัน แต่จขบ. ไม่ชอบคนเยอะๆ ไม่ได้กระตือรือร้นอยากออกไปพบปะคนจีนสักเท่าไหร่หรอกนะ จึงไม่ได้ออกไปข้างนอกกับเพื่อนๆ (เวลายังมีอีกเยอะ... หรือเปล่าหว่า) ซึ่งนิสัยของ จขบ. ไม่แนะนำให้เพื่อนๆ ที่เพิ่งเรียนภาษาใหม่ๆ เอาเป็นเยี่ยงอย่างยิ่งนัก เรื่องของเรื่องคือ เดี๋ยวมีอารมณ์ค่อยออกไปเองคนเดียว เหอะๆ ปล่อยให้เพื่อนๆ ออกไปหาข้อมูลการเดินทางมาให้ก่อน เช่นไปโน่นนี้ เดินทางรถเมล์สายอะไรเป็นต้น ถามเสร็จแล้วเดี๋ยวเราก็ลุยเอง อิอิ
สถานที่แห่งหนึ่งที่จะต้องไป คงเป็นสถานที่ที่ระลึกถึงประวัติศาสตร์ คงรู้จัก “หลั่งเลือดที่นันกิง” กันดี ขอเห็นกับตาหน่อยซิ ว่าจะมีอะไรบ้างในพิพิธภัณฑ์ และอยากเห็นนันกิงในอีกมุมมองหนึ่ง มุมมองที่สดใส ที่เป็นอนาคต รวมทั้งอ่านผ่านๆ ตาว่ามีมรดกโลกอยู่ใจกลางเมืองนี้ด้วย เป็นกำแพงเมืองไรไม่รู้ ตอนนั่งรถมาจากสนามบินเห็นแว่บๆ เอาเป็นว่า เดี๋ยวนายก็เสร็จเราแน่ หึหึ
และแล้วจึงกลับเข้าห้องพัก มานั่งเขียนบันทึกเอาไว้ก่อน กันลืม เอาหนังสือที่กลับไปต้องสอบมาท่อง และหยิบงานมาแปลฆ่าเวลาไปเรื่อยๆ (ตะกี๊ดันไฟดับอีก หึหึ ประมาณครึ่งชั่วโมง ร้อนตับแล่บ)
เที่ยงนี้จะออกไปหากินที่ไหนดี
น้ำพริกที่พกมาจะพอกินหรือไม่
การสอบสัมภาษณ์พรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร
ภารกิจสัมภาษณ์บรรดาเซียน HSK จะสำเร็จลุล่วงไหม
โครงการ “นันกิงในสายตาของฉัน” จะคลอดหรือจะตายทั้งกลม
จะหาหัวข้อทำ “e-book” ส่ง บ.ก. แป้น ทันไม่ทัน
มิตรภาพหรือความแค้น ประทับใจหรือเข็ดขยาด อ้วนขึ้นหรือผอมลง หล่อเท่าเดิมหรือหล่อกว่านี้ (เอ๊ะ ยังมีที่หล่อกว่านี้อีกหรือ คึคึ)
คงต้องติดตามกันต่อไป
สู้ต่อไป ทาเคชิ... (คาเนชิโร่ด้วยป่ะ)
อาหารเช้า 15 หยวน
อาหารเช้าวันแรก ก่อนกิน
หลังกิน (ต้อง X 2 จากภาพบนด้วยนะ)
ไอ้ฝรั่งพูดจีน (คนแคนาดา) ขี้คุยชะมัด
อาหารเที่ยง ข้างจานยักษ์ กับไข่ผัดมะเขือเทศ+ผัดผักบุ้ง
มีปัญญากินได้แค่นี้จริงๆ - -
ที่นี่แดดจัดมาก คนขี่จักรยานจะมีหน้ากากพิเศษ
แถมให้อีกรูป มีเสื้อคลุมพิเศษด้วยนะ อย่างหรู ไว้จะเอาไปฝากก้อย
(Chinese)
(วานวาน Chinese)
ปล.ไปอ่านอันที่สองแล้วแต่เม้นไม่ได้ไม่รู้ทำไม
อยากจะบอกเหลือเกินว่า อิจฉาสาวจีน กินเยอะไม่อ้วน > <
#1 By Choudate on 2008-07-08 16:57