my day in Nanjing 02
posted on 08 Jul 2008 15:41 by be-beer in others6 ก.ค. 2551, 22:08
ตื่นขึ้นมาตอนห้าโมงเย็น เมื่อบ่ายสอง นายเคมาชวนไปเที่ยวชมเมือง โหน่งรูมเมตของเคซื้อแผนที่เมืองหนันจิงมาแล้ว ข้อมูลเดียวที่มีตอนนี้ก็คือ รถเมล์สายสาม สามารถเดินทางไปยังชอปปิ้งเซนเตอร์ของหนันจิงได้ ตรงนั้นชื่อถนนซินเจโข่ว (Xinjiekou 新街口) แล้วถามพี่ยามมาแล้วว่า ป้ายรถเมล์อยู่ตรงหัวมุมถนนตรงกระโน้น เหอะๆ มีแค่นี้ละครับพี่น้อง ที่เหลือก็ไปลุยกันเถอะ โชว์พาวของเซียน HSK กันหน่อยเซะ
ห้าโมงครึ่ง รวมกลุ่มกันได้ทั้งพี่ป้าน้าอา ทั้งหมดเก้าคน ก็ออกเดินทางกัน หลังจากเก้ๆ กังๆ กันสักพัก ก็คลำทางได้คร่าวๆ ป้ายรถเมล์ที่อยู่ข้างๆ มหา’ลัย บังเอิญเป็นอู่ของรถเมล์สายสามพอดี ชื่อสถานีว่า “สุยเจียชาง” (Suijiacang 随家仓) รถจะวิ่งเป็นวงกลม มีด้วยกันสองทางคือเที่ยวไปกับเที่ยวกลับ หลังจากงงกันอยู่นาน ก็เจอคนจีนกลุ่มหนึ่งที่จะไปลงถนนใกล้ๆ กัน จึงรู้ว่าเราต้องนั่งฝั่งที่รถวิ่งย้อนไปทางขวา (รถประเทศจีน พวงมาลัยอยู่ข้างซ้าย) ประมาณหกป้ายรถเมล์ก็ถึง รถเมล์ของประเทศจีนมีสองแบบ รถแอร์จะสองหยวน (สิบบาท) ตลอดสาย รถธรรมดาจะหนึ่งหยวน ก่อนขึ้นรถต้องเตรียมเศษเงินไว้ให้พร้อม จะเป็นเหรียญหรือเป็นแบงค์ก็ได้ เพราะรถเมล์ประเทศจีนไม่มีกระเป๋ารถ คนขับเป็นคนคุมเงินเอง คุณต้องหยอดลงไปในตู้โปร่งๆ ที่เขาเตรียมไว้ ซึ่งไม่มีการทอนเงิน แต่ก็สามารถหยอดรวมกันได้ เช่นไปด้วยกันห้าคน ก็หยอดเลยสิบหยวน (ค่อยมาหารกันเอง) แต่สำหรับคนจีนเอง ส่วนใหญ่เขาจะมีบัตรตื๊ดๆ (อีกแล้วครับท่าน) ตื๊ดเอาได้เลย
(ป้ายสุยเจียชาง มีบอกด้วยนะ ว่าป้ายต่อไปคือถนลาซา)
รถเมล์เมืองจีนแบบติดแอร์ มีทีวี มีป้ายตัววิ่งบอกชื่อป้ายถัดไป มีเสียงประกาศ
(ไม่มีกระเป๋า)
ไปถึงป้าย “ซินเจโข่วตะวันออก” (Xinjiekou Dongzhan 新街口东站) พี่ป้าน้าอาเพื่อนพ้องน้องพี่ต่างก็แฮปปี้ดีพร้อมกันถ้วนหน้า เพราะมันคล้ายๆ กับสยาม-มาบุญครองบ้านเรา เป็นแหล่งรวมห้างสรรพสินค้า แต่เสียอย่างเดียวคือ ราคาของมันก็คล้ายๆ กับสยาม-มาบุญครองบ้านเราเหมือนกัน เหอะๆ หลังจากเดินกันอย่างไม่รู้เหน็ดไม่รู้เหนื่อย ทั้งกลุ่มก็ไปหาของกินในร้านอาหารเล็กๆ แห่งหนึ่ง ซึ่งหลังจากอิ่มหนำสำราญแล้ว ต่างก็บอกกันว่าถูกอกถูกใจ (ไม่แพงอย่างที่คิด) หารๆ กันแล้วตกคนละประมาณหกหยวนเท่านั้น (สามสิบบาท)
(ถ่ายจากสะพานลอย)
ข้าวผัดออกมาแต่ละจานนะครับ ลองนึกภาพโต๊ะจีนนะ มันต้องมีข้าวผัด หมี่ผัดจานใหญ่ๆ ออกมาชิมิ ประมาณทั้งโต๊ะสิบคนแบ่งๆ กันคนละนิดกำลังดีแบบนั้นนะ หึหึ แต่ที่นี่เนี่ย จานขนาดนั้นกินคนเดียวคร้าบบบ ราคาก็หกหยวนเท่านั้น คนจีนแต่ละคน ผู้หญิงตัวเล็กๆ กินกันน่าชื่นตาบาน หมดอีกตะหาก - -
ทำไมมันไม่อ้วนกันฟะ
เอาเมนูมาแปะ
เสร็จจากอาหารมื้อนี้ก็ออกเดินทางกันต่อ 24 ชั่วโมงแรกในหนันจิง หน้าที่คือสำรวจคร่าวๆ เพื่อวันต่อไปค่อยมาเจาะลึก บริเวณนี้ก็มีครบทุกอย่างนะ เครื่องไฟฟ้า อุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต ฯลฯ ที่สำคัญ ร้านหนังสือขนาดยักษ์ เหอะๆ ร้านนี้มันจะต้องได้โกยเงินเราไปเยอะแยะอย่างไม่ต้องสงสัย
ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ ยกเว้นเจอลานจัดกิจกรรมของเครื่องดื่มแก้ร้อนในบรรจุกระป๋อง “หวังเหล่าจี๋” (王老吉) หลังจากซื้อติดมากันคนละกระป๋อง (เพราะรู้สึกตัวว่าดื่มน้ำน้อย ปากเริ่มแตกแล้ว...) ซื้อไม่ซื้อเปล่า กลัวไม่คุ้ม ขอถ่ายรูปคนขายติดไม้ติดมือติดกล้องมาด้วยเลย เหอๆๆ
มุดอุโมงค์ลอดทางแยก เก็บรูปเกี่ยวกับการกู้ภัยแผ่นดินไหวรายทางเสร็จ เงยหน้าขึ้นมา เฮ่ย พรรคพวกเลี้ยวไปแยกไหนฟะ เวรแล้วไง เดาเอาว่าคงเป็นขวาละม้างง ห้างต้าหยัง (Big Ocean 大洋) นี่แหละ ตะกี๊เห็นคุยๆ กัน แต่ปรากฏว่า ไม่มีแม้แต่เงา หึหึ ทิ้งกันซะงั้น
หลังถ่ายรูปนี้
(คนที่น่ารักที่สุด ในเหตุการแผ่นดินไหว)
(เราอยู่กับคุณตลอดเวลา)
(แม้มีความหวังเพียงริบหรี่)
เสร็จจากนี้ก็หลงกันแล้ว ไม่มีรอกันเล้ยยย
ก็เลยถ่ายรูปเล่น
ก่อนที่ฝนจะตก
คนจีนมีสุภาษิตอยู่คำหนึ่ง “ภัยมักไม่มาเดี่ยว” (ก็คือมาเป็นคู่) ก็คือเมื่อเจอเรื่องซวย เรื่องซวยมักไม่เกิดขึ้นเรื่องเดียว แต่ชอบมาเป็นคู่ ใช่แล้วครับ ฝนแรกประดุจฟ้ารั่วของหนันจิง ลงมาทักทายแล้วคร้าบบ จริงๆ ถ้าไม่ได้พกกล้องนะ ก็ไม่กลัวฝนหรอก แต่ก็ไม่เดือดร้อนเท่าไหร่ เพราะผลุบเข้าห้างได้อยู่แล้ว พอฝนซาจึงไปแหมะในร้านหนังสือที่เล็งไว้แต่แรก (จุดที่ลงรถพอดี ต้องกลับไปขึ้นรถอยู่แล้ว) และสิ่งที่ได้มาจริงๆ เป็นชิ้นเป็นอันสำหรับวันนี้ สิ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับชาวต่างชาติแทบทุกคนที่ไปเยือนเมืองใดเมืองหนึ่ง--แผนที่คร้าบบ สนนราคา 6 หยวนขาดตัว หึหึ หนันจิง คอยแป๊บนึงน้า
เดินไกลมากๆ เพื่อหาป้ายรถเมล์ของรถสาย 3 กลับมาถึงโรงแรม เอ้ย หอพัก สี่ทุ่มโดยประมาณ
จบข่าว
(Chinese)
(วานวาน Chinese)