my day in Nanjing 03

posted on 08 Jul 2008 15:45 by be-beer  in others

กำลังทยอยใส่รูปอยู่ วันแรก กับวันที่สอง-สามใส่รูปไปแล้ว ไปดูย้อนหลังได้นะครับ 

7 ก.ค. 2551, 15:10

หกโมง นาฬิกาปลุก  หกครึ่ง นาฬิกาปลุก ตื่นจริงๆ ก็เจ็ดโมงแล้ว เช้านี้กินหมั่นโถวไปหนึ่ง ซาลาเปาครึ่งลูก แล้วก็ข้าวต้มหนึ่งชาม ราคา 3.6 หยวน (18 บาท) เหอะๆ เมื่อวาน 15 หยวนแนะ  แปดโมงครึ่ง พิธีเปิดการอบรมก็เริ่มขึ้นง่ายๆ โดยคณบดีขึ้นพูดต้อนรับ กล่าวถึงความเป็นมา และเล่าประวัติเมืองหนันจิง ประวัติและความสำคัญของมหาวิทยาลัยครูหนันจิง จากนั้นก็แบ่งกลุ่มนักเรียนประมาณหกสิบคนออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มระดับกลาง กลุ่มระดับสูง A  กลุ่มระดับสูง B โดยใช้เกรดการสอบ HSK เป็นตัวแบ่ง (เกรด 6-7 อยู่ระดับกลาง เกรด 8-11 อยู่ระดับสูง)

นักศึกษาทุน HSK คราวนี้มาจากหลายประเทศ เท่าที่เห็นก็มีไทย เกาหลี (สองประเทศนี้เยอะสุด) แคนาดา อเมริกา รู้สึกจะมีมาจากประเทศแถวยุโรป ที่ไม่รู้เป็นประเทศอะไรด้วยอีกนิดหน่อย จขบ. ถูกแบ่งไปอยู่กลุ่มระดับสูง B การเรียนการสอน มีวิชาหลักสองตัวได้แก่ “การพูดภาษาจีนขั้นสูง” (《准高级汉语口语》蔡云凌) และ “บทเรียนภาษาจีนระดับสูง” (《高级汉语教程》肖奚强) นอกจากนั้นแต่ละวันจะคละไปด้วยวิชาศิลปะวัฒนธรรมของจีนไปตามสมควร

อยากเล่าประวัติและความสำคัญของเมืองหนันจิงสักหน่อย ตามที่ท่านคณบดีพูดให้ฟัง
เมืองหนันจิงเป็นเมืองหลวงของจีนมาแล้วถึงหกราชวงศ์ด้วยกัน เริ่มต้นจากยุคสามก๊ก หนันจิงเป็นเมืองหลวงของโง่วก๊ก (ซุนกวน) เรื่อยมาจนถึงราชวงศ์หมิง ฮ่องเต้ผู้สถาปนาราชวงศ์หมิงผู้มีนามว่าจูหยวนจัง ก็ตั้งเมืองนันกิงเป็นเมืองหลวง ซึ่งต่อมาในยุคที่สองของราชวงศ์หมิงมีการยึดอำนาจ ลูกชายของจูหยวนจังปลดหลานชายตัวเอง (จูหยวนจังแต่งตั้งหลานตนเองเป็นรัชทายาท แทนที่จะเป็นลูก) และขึ้นครองราชย์แทน จึงมีการสร้างพระราชวังใหม่ขึ้นที่เมืองปักกิ่ง และตั้งปักกิ่งเป็นเมืองหลวงแทน ว่ากันว่า พระราชวังต้องห้ามที่ปักกิ่ง ถอดแบบมาจากพระราชวังโบราณในหนันจิงนี่เอง (แต่ตอนนี้ถูกพังเละไปแล้ว)

กบฎชาวนา “ไท่ผิงเทียนกั๋ว” (จากภาพยนตร์เรื่อง 投名状 ตอนที่หลี่เหลียนเจี๋ย หลิวเต๋อหัว ทาเคชิไปปิดล้อมเมืองเมืองหนึ่ง จนหลิวเต๋อหัวปลอมตัวเข้าเมืองไป แล้วสังหารเจ้าเมืองคนนั้น นั่นแหละ... นึกออกยัง) ก็ตั้งตัวเป็นเจ้าในเมืองหนันจิงนี้

ต่อมาดร.ซุนยัตเซน ปฏิวัติขับไล่รัฐบาลแมนจูสำเร็จ ก่อตั้งรัฐบาลจีน ก็ตั้งจวนประธานาธิบดีอยู่ที่นี่ เจียงไคเช็กก็เป็นประธานาธิบดีอยู่ที่นี่หลายปี สุดท้ายพรรคคอมมิวนิสต์ยึดอำนาจสำเร็จ เหมาเจ๋อตุงจึงย้ายเมืองหลวงกลับไปปักกิ่ง ดังนั้น หนันจิงจึงเคยเป็นเมืองหลวงของจีนถึงสิบครั้งด้วยกัน (ข้ามรายละเอียดตอนซ่ง, ฉี, เหลียง, เฉินไปหน่อย เพราะข้อมูลที่ฟังมายังไม่ชัดเจน) อีกเรื่องหนึ่งก็คือ สุสานของดร.ซุนยัตเซน (Zhongshan ling 中山陵) ก็อยู่ที่นี่ สุสานของปฐมฮ่องเต้และฮองเฮาแห่งราชวงศ์หมิง (Mingxiao ling 明孝陵) ก็อยู่ที่นี่ ซึ่งสุสานนี้ยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลกเมื่อปี 2003

ความสำคัญอื่นๆ ทางด้านประวัติศาสตร์ ก็คงจะเป็นเรื่องที่เกิดในสมัยสงครามญี่ปุ่น “หลั่งเลือดที่นันกิง” (南京大屠杀) กระมัง เอาไว้หากไปพิพิธภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องแล้วจะมาเล่าในภายหลัง

หลังจากแบ่งกลุ่มตามที่กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว พวกเราก็แยกย้ายกันเข้าห้องเรียน ห้องระดับสูง B ในเบื้องต้นมีด้วยกันสิบสี่คน (อาจยังมีปรับขึ้นปรับลงในระยะแรกๆ) กลุ่มคนไทยเราก็หกคนแล้ว วิชาแรกที่ผจญกันวันนี้ เป็นวิชา “โขว่หวี่” (口语课) หรือวิชาพูดปากเปล่า (เหอะๆ) ต้องเรียนวิธีการใช้สำนวนแบบต่างๆ ภาษาแบบพื้นบ้าน แสลงและการใช้คำเปรียบเทียบ เน้นไปที่พูด

บทที่หนึ่งเป็นเรื่อง “อาชีพการงาน”  หลักๆ เหล่าซือ (ครู) จะให้อ่านเนื้อความในบท แล้วก็แสดงความคิดเห็นตามคำถามต่างๆ ที่เหล่าซือจะเป็นผู้ถาม อย่างเช่น

มีความเห็นอย่างไร กับความคิดของคุณพ่อในบท คุณลูกในบท

คิดว่าการประกอบอาชีพที่ตนรัก ที่ตนใฝ่ฝัน กับการทำงานประจำตามหน่วยงาน แต่มีรายได้ที่มั่นคง อย่างไหนดีกว่ากัน

ตัวคุณเอง เห็นด้วยกับความคิดข้อใด (ที่กล่าวไว้เมื่อข้อที่แล้ว)

ฯลฯ

วันพุธนี้ต้องโต้วาทีเรื่องนี้กันด้วย 干一行,爱一行 กับ 爱一行,干一行
(ทำงานไหน รักงานนั้น/รักงานไหน ทำงานนั้น) อย่างไหนดีกว่ากัน
เป็นหัวข้อที่ดีใช้ได้เลยนะ เหล่าซืออยากให้เกิดการทะเลาะกันในชั้น ยิ่งดุเดือดเผ็ดร้อนยิ่งดี เหอะๆ แต่บังเอิญเป็นชั่วโมงแรกอ่านะ ทุกคนยังเจี๋ยมเจี๊ยม รักษาภาพกันนิดนึง (แม้จะมีบางคนเริ่มออกลายแล้วก็เถอะ)

วันนี้เจอนักศึกษาจากแคนาดาคนหนึ่ง (จริงๆ เจอตั้งแต่เมื่อวานแล้วแหละ) มีชื่อจีนว่า หลัว อวี๋หนิง (罗于宁) พูดจีนปร๋อ ขณะที่เรียนจีนมาแค่สามปี (แต่เรียนจริงจังนะ ไปอยู่ไต้หวันมาพักนึง) สอบได้ hsk ระดับ 8 (สูงสุดของระดับต้นกลาง) ลงทุนเสียค่าเครื่องบินเป็นเงินประมาณห้าหกหมื่นบาท เพื่อมาเรียนที่นี่ (คนไทยบินมาเสียแค่หมื่นหก) อะไรจูงใจ ให้ฝรั่งมังค่ารักภาษาจีนหรือ แล้วนายหลัวนี่ เป็นใครมาจากไหน เดี๋ยวเราคงได้คุยกัน (ค้างไว้หลายคนแล้ววุ้ย)

วันนี้ยังมีการนับหัวจัดกลุ่มเพื่อไปเที่ยวในวันสุดสัปดาห์ (มีสองครั้ง อีกหนึ่งครั้งทางมหา’ลัยพาไป เราไม่ต้องไปกันเอง) จัดกันสองทริปคือไปเซี่ยงไฮ้-หังโจว กับอู๋ซี-ซูโจว บังเอิญเราอยากไปแบ็คแพกเอง ตั้งใจว่าจะไปซันตงสักครั้ง จึงไม่ร่วมลงชื่อด้วย  ถงเหล่าซือยังตั้งหัวหน้ากลุ่มขึ้นมาทั้งหมดสี่คน เสร็จแล้วก็ขอเบอร์โทรศัพท์กัน สำหรับคนที่มีเบอร์ของจีน นัดหมายเรื่องการถ่ายรูปหมู่หน้ามหา’ลัยในวันพรุ่งนี้ แล้วต่างคนต่างก็แยกย้ายตัวใครตัวมัน จึงไปติดต่อเรื่องการเชื่อมสัญญาณอินเทอร์เน็ตเข้ามาที่ห้องพัก จ่ายเงินไปก่อน 80 หยวน โดยอาจารย์ที่รับผิดชอบบอกว่า หากมีเหลือก็จะทอนให้ภายหลัง

เขาบอกว่าระหว่างสี่โมงเย็น ถึงห้าโมงเย็น จะมาต่อสายให้ จึงเป็นอันว่ายังไปไหนไม่ได้
ตอนแรกตั้งใจจะไปสถานีรถไฟเพื่อดูเที่ยวรถล่วงหน้า กับระยะเวลาเดินทาง (ถือโอกาสชมเมือง ชมระบบขนส่งของเขาไปด้วย) ก็ต้องรอเขามาต่อสัญญาณให้เสร็จก่อน

แค่นี้ก่อน


7  ก.ค. 2551, 21:19

ห้าโมงเย็น จางเหล่าซือโทรมาแจ้งว่า อินเทอร์เน็ตต้องรอถึงบ่ายวันพรุ่งนี้จึงดำเนินการได้ เฮ้อออ จึงตัดสินใจลากตัวเองออกจากหอ ไปเดินร้านหนังสือให้หนำใจสักหน่อย ลองไปเคาะๆ ห้องของเพื่อนพ้องดูว่ามีใครจะออกไปกันไหม จึงได้สมาชิกรวมทั้งหมดห้าคน หลังจากเถลไถลไปคนละปื๊ดสองปื๊ด ในที่สุดก็รวมพลกันสำเร็จ ออกไปขึ้นรถเมล์สาย 303 ที่ป้ายหน้ามหา’ลัย (ป้ายถนนหนิงไห่ Ninghai Road 宁海路) เพื่อไปลงที่ป้ายถนนหนูหนัน (Hunan Road 湖南路) ระยะทางห้าป้ายรถเมล์เช่นกัน

แต่ว่าระยะทางของหนึ่งป้ายรถเมล์ในประเทศจีน มันช่าง... หนึ่งกิโลแม้วนี่หว่า

วันนี้ได้ขึ้นรถไม่มีแอร์ทั้งขาไปและกลับ (ราคาหนึ่งหยวน) เดินเตร็ดเตร่นิดหน่อย เพื่อนๆ แวะกินข้าว เราจึงเดินเข้าร้านหนังสือซินหัว ร้านเล็กกว่าของเมื่อวานที่ซินเจโข่วพอสมควร แต่ก็เดินได้เป็นชั่วโมงๆ ไม่หมด ยังไม่ทันได้ขึ้นชั้นบนด้วยซ้ำ

สิ่งที่อยากจะเล่าก็คือบรรยากาศในร้านหนังสือ นอกจากจะคึกคักแล้ว คนอ่านหนังสือยังเยอะมาก มีทั้งยืนอ่านแล้วยืนขำคนเดียวคิกคัก นั่งอ่านแบบข้ามาคนเดียว ไม่สนใจใคร และที่น่ารักมากก็คือ คุณแม่นั่งเล่านิทานให้ลูกฟัง คุณแม่นั่งอยู่กับพื้น คุณลูกนั่งอยู่บนตัก คุณแม่เล่าไม่เล่าเปล่า ยังจีบปากจีบคอ เลียนเสียงเล็กเสียงน้อย ประหนึ่งว่าเล่านิทานก่อนนอนก็มิปาน ส่วนคุณลูกนั่งนิ่ง ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจ จขบ. เดินโฉบไปโฉบมาด้วยอารมณ์ทึ่งๆ แต่ไม่กล้าควักกล้องออกมาถ่าย เพราะกล้องของเราก็ตัวเล็กเสียที่ไหน เกรงจะทำลายบรรยากาศดีๆ ของสองแม่ลูก

อยู่นอกบ้าน ยังอ่านหนังสือ เล่านิทานให้ฟังอย่างนี้ หากอยู่ที่บ้าน ลูกคงได้ฟังมากกว่านี้ โตขึ้นต้องรักการอ่านแน่ๆ และคงถ่ายทอดไปยังลูกของลูกเช่นกัน

นอกจากบนพื้นแล้ว แทบทุกขั้นบันไดจะต้องมีคนนั่งอยู่ซ้ายคนขวาคน ไม่ใช่นั่งแก้เมื่อยนะ แต่ในมือจะมีหนังสือนั่งอ่านกันทุกคน แม้ว่าการนั่งอ่านหนังสือกับพื้น หรือนั่งบนขั้นบันไดอาจไม่เหมาะสมหากเป็นบ้านเรา แต่วัฒนธรรมรักการอ่านของเขา เฟื่องฟูกว่าบ้านเราจริงๆ ให้ดิ้นตาย

อย่างน้อยแม่กอดลูกเล่านิทานให้ลูกฟัง ยังไม่เคยมีให้เห็นในบ้านเรา

ก่อนออกจากร้าน ตาก็เหลือบไปเห็นหนังสือแนว “ตัวอักษรประกอบภาพวาด” (ไม่ใช่ภาพประกอบหนังสือ) เล่มหนึ่งชื่อ “เลขที่ 34 ป.หนึ่งทับหนึ่ง” (一年甲班 34 号) บังเอิญเคยรู้จักกงานของนักเขียน (นักวาดภาพประกอบ) ท่านนี้ เขาชื่อ enzo (恩左) เป็นชาวไต้หวันที่เคยวาดภาพประกอบให้หนังสือของคุณโหวเหวินหย่ง และนักเขียนชื่อดังอีกหลายคน อาทิจิ่วป่าเตา หลี่เจียถง... เราเคยเข้าไปเที่ยวบล้อกของเขา จึงรู้ว่ามีผลงานเล่มนี้ สไตล์การเล่าเรื่องคล้ายๆ กับลุงจิมมี่ที่เป็นที่ชื่นชอบของบ้านเรา จึงรีบซื้อติดมือกลับมา แม้ว่าค่อนข้างจะเก่าเพราะคนพลิกอ่านเยอะ (กระมัง) และไม่มีเล่มใหม่วางอยู่ แต่เมื่อคิดถึงความต่างของราคาหนังสือระหว่างไต้หวันกับจีนแล้ว ราคา 32.8 หยวน ก็คงหาซื้อที่ไหนไม่ได้ สำหรับหนังสือประเภทนี้

 

ยังไม่ได้ลงมืออ่าน แต่ดูคร่าวๆ นอกจากภาพสวยแล้ว เนื้อเรื่องเกี่ยวกับการค้นหาตัวตนของเด็กนักเรียนป.หนึ่ง มาดูคำโปรยหน้าปกดีกว่า
给 忘了自己曾是孩子的大人 มอบให้ ผู้ใหญ่ที่ลืมไปแล้วว่าตัวเองเคยเป็นเด็ก
和 永远不想忘记童年的大人 และ ผู้ใหญ่ที่ไม่อยากลืมวัยเด็กของตนเองตลอดไป
和 总有一天会成为大人的孩子 และ เด็กๆ ที่สักวันหนึ่งต้องกลายเป็นผู้ใหญ่
เอาเป็นว่า รออ่านนะ หากสัญชาตญาณไม่โกหกละก็ เล่มนี้ต้องได้พิมพ์ฉบับภาษาไทย
รวมทั้งผลงานอีกสองเล่มของนักเขียนคนนี้ด้วย
“เพราะหัวใจอยู่ข้างซ้าย” 《因为心在左边》
“ปลาโลมาหลงรักกาแฟร้อน” 《海豚爱上热咖啡》
แค่ชื่อของจี๊ดแล้วอ่ะ
blog ของผู้แต่ง tellenzo (อ่านว่า tell เอินจว่อ ผู้เขียน/วาด ชื่อเอินจว่อ)

ระหว่างทางเดินมาขึ้นรถเมล์ ก็เก็บภาพแสงสีเมืองหนันจิงเอาไว้เล็กน้อย พร้อมกับเล่นกล้องในมุมต่างๆ แบบขำๆ (ในอารมณ์ของผู้ถ่าย) ขอเอาภาพนางแบบนายแบบมาประกอบบล้อกด้วยก็แล้วกันนะ เป็นพี่ๆ น้องๆ ที่มาทริปนี้ด้วยกัน

 

ตามใจตากล้อง สั่งให้มองไปทางอื่น หึหึ

อันนี้ไม่ได้บังเอิญถ่ายนะ แต่แอ๊บถ่าย แอ๊บว่าไม่ได้ตั้งใจถ่าย
(ตามคำสั่งตากล้องเช่นกัน)

ดูดีกว่ามะ

เจ๊ก็ต้องเอาบ้าง (แต่ดูเหมือนรูปนี้เอียงมากไปหน่อย)

สรุปว่าไม่เคยเห็นแสงสีจริงๆ ใช่มะ

คนหลังสุดน่าสงสาร มองไม่ค่อยจะเห็น

กลับมาถึงห้องพัก สามทุ่มนิดๆ โดยประมาณ แวะซื้อขนมปังหนึ่งก้อนมากินรองท้อง เป็นเงิน 4.2 หยวน (ลดราคาด้วยนะ จากราคาเต็มห้าหยวน)  พรุ่งนี้มีนัดถ่ายรูปหมู่เพื่อนำกลับไปลงหนังสือพิมพ์จีนที่เมืองไทยด้วย เวลาแปดโมงเช้าที่หน้ามหา’ลัย เหล่าซือจะขอใช้กล้องตัวนี้ถ่าย แต่ที่กลุ้มใจคือ หน้ามหา’ลัย มันติดถนนใหญ่เลยนิ จะถ่ายอย่างไรละคร้าบบบ

พรุ่งนี้คงรู้

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

พี่เบียร์อ่ะ ไม่ลงรูปที่มีเอ็มซักรูปเลย ใจร้ายยย

#1 By Lunla_m (124.120.178.196) on 2008-08-04 15:11

เรียนที่ nanjing shifan หรอ ..?

ปีนี้เราก้อจะไปเรียน ยังอยู่ที่นั่นอยู่ป่าวอ่ะคะ??

แล้วที่นั่นคนไทยเยอะมั้ยคะ

มหาลัยที่นั่นสอนนดีมั้ยคะ
คือเราได้ทุนเรียน ป.ตรีที่นู่นอ่ะ เลยอยากรู้ว่าที่นู่นคนไทยเยอะมั้ย??

จะได้มีเพื่อนไว้ปรึกษาอะไรได้หน่อยอ่ะคะ

ช่วยแอดมาคุยที่

pumpkin_the_king@hotmail.com ได้มั้ยคะ?

#2 By ming jie (124.122.198.55) on 2009-08-05 21:40