สัมภาษณ์ HSK เหยื่อรายที่หนึ่ง
posted on 09 Jul 2008 18:17 by be-beer in othersแจ้งให้ทราบ
สามเอนทรี่ก่อนหน้านี้ใส่รูปเอาไว้เรียบร้อยแล้วคร้าบบบ
ความเป็นมาของการสัมภาษณ์ กรุณาอ่าน ที่นี่
ชื่ออะไรครับ
ชื่อ ไป๋ อิ๋งอิ๋ง ขอสงวนชื่อ-นามสกุลภาษาไทย (เพื่อไม่ให้ตามตัวเจอ)
ถามอายุจะโดนตบไหมอ่ะ
บังเอิญยังบอกได้ 24 ฮับ
ขอเบอร์ได้ไหมครับ (เอร้ยยย)
เบอร์อะไรหรือพี่ (หึหึ)
อ๊ะ ไม่ต้องก็ได้ เรียนภาษาจีนจากที่ไหนครับ
ครั้งแรกที่อยากเรียนภาษาจีน (ที่บ้านส่งเสริม) ก็ตัดสินใจไปเรียนที่เซี่ยงไฮ้เลย โดยผ่านบริษัทตัวแทน (ไม่มีค่าโฆษณา ไม่บอก) ตอนนั้นอายุประมาณ 19-20 ก่อนไปจึงลงเรียนคอร์สพื้นฐานที่ ACC ไปเรียนประมาณ 6-7 ครั้ง แล้วก็เว้นไปเลยเกือบปี จึงเดินทางไปยังเซี่ยงไฮ้
เริ่มเรียนภาษาจีนจริงจังจากที่นี่ มหาวิทยาลัยครูเซี่ยงไฮ้ (上海师范大学)ใช้เวลาทั้งหมดสี่เทอม (ประมาณสองปี)
มาเรียนภาษาจีนได้ยังไง (หรือแรงบันดาลใจ)
เรียนเพราะทางบ้านส่งเสริม เนื่องจากเป็นลูกหลานคนจีนอยู่แล้ว เวลามีญาติคนจีนมาเยี่ยม ก็อยากคุยภาษาจีนกับเขาให้ได้ พูดกับเขาไม่ได้รู้สึกอายตัวเอง
เล็งเห็นความสำคัญของภาษาจีนในอนาคต สัญชาตญาณมันบอกว่า เรียนไว้เถอะ รวยแน่
ชอบภาษาจีนทำไม
1.ด้วยความที่ตัวเองเป็นลูกหลานคนจีนอยู่แล้ว ได้ยินได้ฟังบ่อยๆ รู้สึกคุ้นเคยและชอบเอง
2.เป็นเพราะอิทธิพลของดาราฮ่องกงที่ตนชื่นชอบ (ใครหรือ) หลิวเต๋อหัว... (ชื่นชอบเฮียหลิวนี่... มันบอกอายุเลยนะน้อง สมัยนี้น่าจะเป็นพวกเจย์โชว์ เอฟโฟร์ อะไรประมาณนี้หรือเปล่า) เปล่าหรอกคะ คือ พี่เขาดังตอนที่หนูเพิ่งเกิดอุแว้ อุแว้ อะไรทำนองนี้ เอ๊ะพี่นี่ จะถามดีๆ หรือจะถามด้วยน้ำตา (- - ‘)
3.เจอการล้างสมองด้วยหนังจีนช่องสาม อีเล้งเช้งโช้ง (คล้ายๆ กับอีล้งโค้งเค้งป่ะ) นี่เลย ฤทธิ์มีดบิน ลี้คิมฮวง, มังกรหยก, จอมยุทธคู่อินทรีย์ (เวอร์ชั่นพี่หลิว), จิวแป๊ะทง... (อันหลังเป็นชื่อตัวละครและ ว่าแต่ แต่ละเรื่องนี่ก็ช่างบอกอา... เอ้ย เปล่าๆ ไม่ได้ว่าไรเล้ย เปล่าๆ ต่อๆ เลยน้อง เล่าต่อเลย)
แล้วแม่ไม่ว่าเหรอ (เอ๊ะ ยังไง)
คืออะไรหรือคะพี่
(บางคำถามเป็นมุข น้องไม่ต้องสนใจทั้งหมดก็ได้น่า... ฮ่วย)
ชอบภาษาจีนตรงไหน (ไม่เหมือนกับข้อบ้างบนเหรอ)
เอาเป็นว่า เหมือนข้างบนก็แล้วกันนะคะ ขี้เกียจตอบ ง่วง จะเล่นเอ็ม จะเล่นเน็ต จะทำการบ้าน เมื่อไหร่จะจบซะที (- -‘)
เขินนะ (เอ็งเป็นภาษาจีนเหรอ)
(ทีข้อนี้ ทำไมไม่เห็นจะถามเลย ว่ามุขหรือเปล่า)
เรียนมานานแค่ไหนแล้ว
รวมๆ แล้วก็สองปีกว่า เรียนๆ หยุดๆ นี่ก็เว้นไปเป็นปีเหมือนกัน
เรียนที่ไหนบ้าง
เอ้า ถามซ้ำๆ ซากๆ อยู่นั่นแหละ ถามเป็นไหมเนี่ย
- -“ (ก็ตอนนึกคำถาม มันนึกไปมั่วๆ นี่นา) ชุ่ยนะเนี่ย (- -‘)
เล่าประสบการณ์การเรียนหน่อยสิ ทั้งร้อยยิ้มและน้ำตา (เวอร์ไปไหม)
วันแรกที่เหยียบเข้าห้องเรียนในเซี่ยงไฮ้ เจอครูพูดแต่จีนทั้งชั่วโมง แทบจะร้องไห้ นี่ฉันมาทำอะไรที่นี่ I am not belong to here ม่ายยยย ไปไหนมาไหนแทบจะกอด Talking dict ตลอดเวลา ตอนคุยกับเพื่อน ก็จิ้ม Talking dict เอา ไขว้ไปหาภาษาเกาหลี ไขว้กลับมาอังกฤษ ไขว้มาหาไทย โอ้ย เลือดตาแทบกระเด็น
เพราะอาศัยว่าเรียนเบื้องต้นมาแล้ว (ไอ้ 6-7 ครั้งที่ว่านั่นอ่ะนะ) อื้อ ก็เลยเข้าเรียนคลาสระดับสอง ยังจำได้ว่าบทเรียนเริ่มต้นด้วย
เพื่อนโทรมาหา คุณแม่รับสาย บอกว่าลูกชายออกไปเตะบอลยังไม่กลับมีไรฝากไว้ไหม...
(โหย พี่สอนมัธยมปลายสามปี ไอ้เด็กม.หกพี่ยังไม่เคยเจอบทเรียนงี้เลย)
นั่นแหละ ใช้เวลาเปลี่ยนคลาสไป เปลี่ยนคลาสมา ประมาณหนึ่งอาทิตย์ แต่หลังจากนั้นก็ลงตัว คนอื่นเรียนได้ หนูก็ต้องเรียนได้
เล่าเรื่องเพื่อนๆ ให้ฟังหน่อย
โชคดีอย่างหนึ่งคือในห้องเรียนมีคนไทยน้อยมาก (เกลียดคนไทยเลยเหรอ) เฮ่ย คิดงั้นได้ไงเนี่ย ใช้หัวไหนคิดเนี่ย (- -“ ต่อเลยคร้าบบบ)
หมายถึง เราจะได้ใช้ภาษาจีนเต็มๆ ในห้องมีคนไทยแค่สองคนเอง นอกนั้นก็มาจากอิตาลี ฝรั่งเศส เกาหลี ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย ทั้งห้องมีกันประมาณสิบห้าคน
คนญี่ปุ่นจะค่อนข้างเก็บตัว แม้จะสุงสิงอยู่ด้วยกันก็จริง แต่เราเหมือนไม่มีวันหยั่งรู้เลยว่า เขาคิดอะไรอยู่ ค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่ ส่วนใหญ่จะทำงานพิเศษตั้งแต่มัธยม แล้วที่มาเรียนจีนนี่ ก็ใช้เงินเก็บของตัวเองเชียวนะ พวกเขาจะมีความรับผิดชอบสูง จึงต่อกันไม่ค่อยติดยังไงไม่รู้ แต่ก็มีเจ๋งๆ อยู่คนนึง จนป่านนี้ก็ยังคุยเอ็มกันอยู่ ตอนนี้มาเรียนภาษาอังกฤษอยู่ที่เมืองไทย (หงะ...)
เกาหลี นี่จะกินเหล้าเก่งมาก สนุกสนานเฮฮาปาร์ตี้ นิสัยก็แตกต่างกันไป แต่ที่ขำสุดจะเป็นเพื่อนที่อยู่ห้องข้างๆ ไอ้หมอนี่นิสัยจะฮามาก ประมาณวันแรกที่รู้จักกัน มันก็มาแล้ว (มักจะเปิดประตูห้องกันไว้ทั้งหอ วิ่งข้ามกันไปข้ามกันมา) อิ๋งอิ๋ง เพ่ยเพ่ย (พี่สาวอิ๋งอิ๋ง ไปเรียนด้วยกัน) ไอ เลิฟ ยู แต่ว่านะ เห็นได้ชัดๆ เลยว่าสายตามันจับจ้องอยู่อย่างเดียว ก็คือขนมในห้องหนู... (กึ๋ยๆ รู้สึกร้อนเนื้อร้อนตัว) ทักกันเสร็จก็มาแล้ว “นี่คืออะไรเหรอ ฉันขอกินหน่อยได้ไหม...” น่าน
ไอ้หมอนี่เคยมาเมืองไทย บอกว่าชอบดูโชว์ทิฟฟานี่มาก เราก็เลยตั้งชื่อใหม่ให้มัน (ด้วยความที่ชื่อเกาหลีมันเรียกยากมาก) ว่าไอ้ทิฟฟานี่ ซึ่งมันก็ยินดีปรีดา หึหึ
แต่นิสัยมันก็ค่อยๆ ปรับปรุงดีขึ้นนะ ที่ประทับใจมากครั้งหนึ่งก็คือ หนูไปสมัครสอบ HSK ที่โน่น แล้วบังเอิญไม่ได้เอาบัตรเข้าสอบกลับมาด้วย (อยู่คนละมหา’ลัย) ไม่รู้มันไปเจอมาหรือยังไงสักอย่าง เอาเป็นว่าวันนึงมันก็มาเคาะประตูบอกว่าไป “ฉก” เอามาให้แล้วนะ
ตอนปิดเทอมจะกลับไทย มันยังช่วยขนของ ย้ายหอ (ทำท่ายกของหนักขึ้นบ่า ทำหน้ายู่ยี่)
ทำได้ไงฟะ
ส่วนที่คลิ้กสุดๆ ก็ต้องเป็นอินโดนีเซีย (คลิ้กคือไรอ่ะ...) คลิ้กไง มันโดนอ่ะ โดนใจอ่ะ วู๊ ไม่อัพเดทเลย (- -‘ เอ้าต่อๆ คลิ้กก็คลิ้ก) มีน้ำใจ ใจดี รู้จักกาลเทศะ ช่วยอุปถัมภ์หนูตอนไปเที่ยวปักกิ่งกับหาที่เรียนพิเศษเพิ่มเติมด้วยตัวเอง ทั้งดูแลตอนเจ็บป่วย หาที่พักให้ ตอนได้หอก็ช่วยขนของเข้าหอให้ หนูมีปัญหากับมหา’ลัยทีนึง ก็มาช่วยขนของออกจากหอ... จนป่านนี้ก็ยังคุยกันทางเอ็มนะ
ขอชื่อหน่อยสิ
Hadi (กรุณาอ่านว่า ฮาดี้) , Xiandi, Yingying, Cristine
(กลับเมืองไทยแล้วจะเอารูปมาแปะ)
พูดถึงตรงนี้ ขอบอกกับใครก็ตามที่คิดจะมาเรียนที่เมืองจีน “จงซื้อประกันสุขภาพเอาไว้ รับรองคุ้ม” พวกบริษัทประกันชีวิตทั้งหลายนั่นแหละ หาหมอที่ก็ให้เก็บบิลเอาไว้ หนูกลับไปได้เคลมทุกเที่ยวเลย ไม่รู้เป็นไร เดี๋ยวก็หาหมอ เดี๋ยวก็เข้าโรงพยาบาล อาหารเป็นพิษนี่เป็นประจำ (ก็ดูกินดิ...) อะไรนะพี่ (เปล่าๆ จ้ะ ต่อๆ)
อ้อ เสริมให้นิดนึง สำหรับคนชอบเที่ยวผับนะ ผับที่นี่เขาจะเก็บค่าเข้าก่อนเลย คนละหกสิบหยวน (ก็แล้วแต่แต่ละผับแหละ) ถ้าเป็นผู้หญิง เวลาอยากเที่ยวผับก็สืบๆ ถามๆ ถึง Lady night กันก่อนก็ดี เพราะจะได้เข้าฟรี ถามจากพวกขาเที่ยวนั่นแหละ รู้ดี อ้อ หนูไม่ค่อยเที่ยวหรอกนะ ไม่มี ไม่เที่ยวหรอก ไม่ค่อยรู้เรื่องหรอก อื้อ... ทำไมทำหน้างั้นละ... เอ๊ะ...
ส่วนเรื่องน้ำตา ก็ตอนปิดเทอมต้องจากกัน มีตาเปียกกันทุกทีอ่ะ
ถามเรื่องค่าใช้จ่ายหน่อย
แต่ละเมืองค่าครองชีพมันไม่ค่อยเหมือนกัน นิสัยการใช้จ่ายแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันนะพี่ แต่ถ้าเอาอย่างหนูนะ ค่าใช้จ่ายหลักก็คือค่าเทอมกับค่าหอพัก ส่วนกินอยู่ก็จะพยายามบริหารจัดการ ไม่ถึงกับกินแกลบนะ แต่ก็เป็นแบบพอเพียง ไปเที่ยวก็จะแบ็กแพก หารถไฟชั้นประหยัด ที่พักชั้นประหยัดอะไรทำนองนี้ หาเพื่อนช่วยกันหาร... เทอมนึงก็ต้องใช้ประมาณแสนนึง ค่าเทอมก็พันดอลล์แล้ว ค่าหออีกวันละห้าสิบห้าดอลล์ แล้วตอนนั้นเงินดอลล์เท่าไหร่ พี่คิดดูดิ
(ไม่รักจริงไม่มานะเนี่ย)
คิดว่าชอบเรียน “อะไร” ของภาษาจีนมากที่สุด
แล้วเกลียดการเรียน “อะไร” ของภาษาจีนมากที่สุด
ในส่วนของวิชาภาษา ที่ชอบที่สุดก็เป็นเรื่องไวยากรณ์ (ผิดมนุษย์มนานะเนี่ย) ที่เกลียดที่สุดก็คือวิชา “การอ่านหนังสือพิมพ์” กับพวกวิชาที่เกี่ยวข้องกับการอ่านจับใจความ ส่วนเหตุผล คิดว่าเป็นเพราะครูผู้สอนมากกว่า จริงๆ นะ ครูสอนให้สนุก เรื่องเครียดๆ อย่างไวยากรณ์ก็มันได้ สอนให้น่าเบื่อ วิชาสำคัญๆ อย่างการอ่านหนังสือพิมพ์ ก็เครียดได้... รู้สึกว่าพี่เป็นครูด้วยนี่ (เคยเป็นจ้า) งั้นก็แล้วไป... (- -‘)
ส่วนไหนของภาษาจีน ยากที่สุด (คล้ายๆ กับคำถามข้างบนไหมหว่า)
1.เมื่อเทียบกับภาษาอังกฤษแล้ว ศัพท์บางคำเรายังพอเดาชนิดคำได้บ้าง ว่าอย่างนี้เป็นคุณศัพท์ อย่างนั้นเป็นกิริยา แต่จีนนี่ คาดเดาไม่ได้เลย
2.การเขียนตัวจีน เขียนผิดแม้แต่นิดเดียว ขีดเกินขีดขาด ก็โดนหักคะแนนไม่มีเมตตาปรานี หักจนเกลียดกันไปข้างหนึ่งเลย เกลียดตัวจีนไปเลย... พี่ไม่ได้สอนแล้วจริงๆ เหรอ (จริงๆ จ้า - -‘)
คิดว่าความสำเร็จของตัวเอง (ในระดับนี้) เกิดจากอะไร
หนูเป็นคนที่ขี้เกียจ แต่ก็อยากเก่ง กว่าจะสอบได้ระดับ 7 หนูสอบมาแล้วทั้งหมดสี่ครั้ง สอบครั้งแรกเอาประสบการณ์ ได้ 4 แล้วก็ได้ 5 – 6 – 7 ตามลำดับ
ตอนนั้นหนูมีเพื่อนเก่งๆ รู้สึกว่าเพื่อนรอบด้านเป็นตัวกดดัน ทำให้ตัวเองมุ่งมั่นที่จะทำให้ได้ ไอ้เพื่อนคนนั้นมันเล่าให้ฟังนะพี่ ฟังนะ... เอ๊ะ บอกให้ฟัง... พูดไม่รู้เรื่องหรือไง เดี๋ยวปั๊ด... (- -‘ ฟังครับฟัง)
เพื่อนคนไทยนะพี่ มันเป็นผู้ชาย มันมาปักกิ่งครั้งแรก มาแบบสมัครมาเอง ทำอะไรเอง เลือกที่ที่คนไทยน้อยที่สุด แล้วยิ่งกว่าหนูอีก พื้นฐานก็ไม่เคยเรียนมา วันแรกมาถึงปักกิ่งนะ หิวข้าว อยากออกไปหาของกิน ตัดสินใจว่า กูต้องออกไปหากินให้ได้วันนี้ ไม่ไหวแล้ว มันเดินออกจากหอ เดิน เดิน เดิน หันหลังกลับมา... อ๊ะ หอจะหลุดลับสายตาแล้ว... เดินกลับอ่ะพี่ กลัวหลง ร้องไห้เลยอ่ะ ผู้ชายนะ
อีกเรื่องก็คือต้องซักผ้า อาทิตย์นึงแล้ว เน่าแล้ว ไม่ไหวแล้ว สุดๆ แล้วจริงๆ บังคับตัวเองให้ต้องลงมาถามคุณป้าแม่บ้าน จิ้มๆ กดๆ เครื่องซักผ้า จนได้ซักในที่สุด มันบอกหนูว่า “แกต้องเข้าใจนะเฟ่ย คนมันกลัว มันไม่เคยเลย แมร่ง ร้องไห้เลยนะเฟ่ย”...
ปรากฏว่า ไอ้หมอนี่เรียนปีเดียว มันสอบ HSK ได้ 7
หนูคิดว่า หนูก็ต้องทำให้ได้ดิ ปีนั้นเลยกดดันตัวเองอ่ะ โทรศัพท์กลับไปบอกที่บ้าน ปีนี้หนูจะสอบให้ได้ 7 ไม่ได้ 7 ไม่กลับบ้าน ที่บ้านไม่เคยว่าไรสักคำ กดดันตัวเองอยู่นั่นแหละ
แล้วได้เท่าไหร่อ่ะ
ได้ 6
- -‘ แล้วกลับบ้านป่ะ
กลับ (- -‘) เที่ยวล่าสุดนี้สอบที่เมืองไทย ถึงได้ 7 ถึงได้มานี่แหละพี่
เคล็ดลับวิชาไหมฟ้าละ มีไหม
เอากรงเล็บกระดูกขาวด้วยเลยไหมพี่ ฮาได้พร่ำเพรื่อจริงๆ นะ
(- -‘ ผิดไปแล้วคร้าบบบ หมายถึงเคล็ดลับในการเรียนภาษาจีนนั่นแหละ)
ก็มีหลวงพ่อดีอ่ะพี่ ก่อนสอบก็อาราธนาคุณพระศรีรัตนไตรยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลก ขอให้ลูกช้างสอบได้ หรือไม่ก็มั่วถูกด้วยเทิ้ดดดด
(มุกป่ะเนี่ย...)
มันก็เป็นบางส่วนแหละพี่ แหมๆ
1. ชอบฟังเพื่อนๆ ในห้องเรียน แต่งประโยค (แบบตามคำสั่งครู) แล้วจะเอาคำเจ๋งๆ ออกมาใช้นอกห้อง
2. เวลาดูทีวี จะจดศัพท์โดนๆ เจ็บๆ เอาไว้ แล้วหาทางเอามาใช้บ้าง
3. ชอบเลียนเสียงคนในทีวี ไม่ได้รู้เรื่องหรอกนะ บางตัว แต่พูดแล้วม้วนลิ้นประหลาดๆ บ้างละ มันเท่ดี ชอบๆ
4. ตื่นเช้ามาก็จะเปิดทีวี ฟังแมร่งมันทุกอย่าง มักจะเริ่มจากข่าวเศรษฐกิจ ไปจนถึงรายการเพลง เสร็จแล้วตัวเองก็เดินไปเดินมา ซักผ้าถูบ้าน ทีนี้นานเข้าๆ ไอ้ที่มันอีเล้งเค้งโค้งไอ้หยาเจ๊กหนอซาแบบหูดับตับไหม้ฟังไม่ทันนั่นนะ มันก็ค่อยๆ ช้าลง ช้าลง... ทำหน้าสงสัยอีก มันไม่ได้พูดช้าลง แต่พวกหนูเลเวลอัพแล้วไงล่ะ มันก็เลยฟังออกขึ้นเรื่อยๆ วู๊... ต้องให้แปลอีก ให้หนูเล่าเป็นภาษาจีนเลยเอาไหม (- -‘)
5. เปิดชาร์ตเพลง ดูเอ็มวี เพลงไหนเจ๋ง เพลงไหนโดน ก็จะโหลดเพลงที่โดนๆ ลงมาฟัง เอาเนื้อมาหัดร้องตาม แล้วก็ร้องจนกว่าข้างห้องจะมาด่า วันไหนขยันหน่อย ก็เอาดิกฯ มาเปิดหาความหมาย
6. ดูหนัง ส่วนใหญ่จะเป็นหนังเกาหลีนะ ที่พากย์จีน มันจะมีซับด้วย ตอนนั้นเรื่องที่ติดงอมก็คือนี่เลย “นางสาวคิมซันซุง” พรุ่งนี้จะสอบแล้วนะ แต่วันนี้ดูกันข้ามคืน มีเพื่อนมาดูที่ห้องด้วย หัวเราะฮากันขี้แตกขี้แตน... ทำหน้ายู่อีกและ มันเป็นคำเปรียบเทียบ วู๊... ทีนี้วันรุ่งขึ้นไอ้คนเกาหลีห้องข้างๆ ไม่ใช่ไอ้ทิฟฟานี่นะ เป็นอีกฝั่งหนึ่ง มันก็มาเคาะถามว่าเมื่อคืนดูหนังกันใช่ไหม พอบอกว่าดูคิมซันซุง มันก็กรี๊ดกร๊าดใหญ่บอกว่าเรื่องนี้ที่บ้านมันดังมาก ก็เลยได้เพื่อนใหม่ไปเลย (นี่ถ้าบังเอิญเป็นเรื่องอื่น มีหวังมีเฮ) แต่ไอ้ดูหนังเกาหลีพากย์จีนนี่ ได้ภาษาเยอะจริงๆ นะ
มองอนาคตของภาษาจีนเป็นยังไง
น่าจะเติบโต ก้าวหน้าขึ้นอีกมาก
ได้ใช้ภาษาจีนกับการประกอบอาชีพบ้างหรือเปล่า
ไม่ได้ใช้เลย แต่ในอนาคตหวังว่าจะใช้ เพราะไม่อยากลืม อยากใช้บ่อยๆ มันจะได้ไม่ฝืด
คาดหวังอะไรกับการเดินทางครั้งนี้
อยากจะยกเครื่องให้กับตัวเอง เพราะอย่างที่บอก ว่างเว้นไปเป็นปี ฝืดลงอย่างเห็นได้ชัด อยากให้คราวนี้ช่วยฟื้นให้มันหายฝืด
เตรียมพร้อมกับความผิดหวังหรือยัง
วอนแล้วพี่ พี่ละเตรียมพร้อมกับการเจ็บตัวหรือยัง
จบและคร้าบบบ ขอบคุณคร้าบบบบ
/me โกยแน่บ
ปล.
เนื้อหาข้างต้น ส่วนที่หยาบคายก้าวร้าวไปบ้าง จริงๆ แล้วผู้สัมภาษณ์เติมเอาเองเพื่อเพิ่มอรรถรสในการอ่าน จริงๆ แล้วน้องอิ๋งอิ๋งสุภาพเรียบร้อยเป็นสาวหวานกุลสตรีนุ่มนวลอ่อนช้อยไม่นอนตื่นสายไม่อายทำกินไม่หมิ่นเงินน้อย...
ปปล.
คุณล่ะ เชื่อปล.ไหม
อ๊ากกกก
ไปแล้วๆๆๆ
(Chinese)
(วานวาน Chinese)
คิดถึงคนคลั่งตี่ตี๊ในปิดเทอมใหญ่ขึ้นมาทันที
#1 By देवता on 2008-07-09 18:39