Zhongshan Port Trip

posted on 15 Jul 2008 12:50 by be-beer  in others

 

ฉางเจียง 长江 Yangtze River แม่น้ำแยงซีเกียง (แม่น้ำยาว)
ฉางเฉิง 长城 Great wall กำแพงเมืองจีน (กำแพงยาว)
หวงซัน 黄山 Huang shan  (ภูเขาเหลือง)
หวงเหอ 黄河 Yellow River (แม่น้ำเหลือง)
สี่ข้อที่กล่าวมาข้างต้น นับเป็นสัญลักษณ์ของความเป็น “จีน” ที่สืบทอดกันมายาวนาน 

จากประสบการณ์ที่คลุกคลีกับเรื่องราวจีนๆ มานานหลายปี ได้ยิน ได้เห็น ได้อ่านสิ่งที่เกี่ยวข้องกับ “แม่น้ำยาว” หรือฉางเจียงมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นตำนานที่พระโพธิธรรมหรือพระตั๊กม้อ (ต้นตำรับวิทยายุทธวัดเส้าหลิน) เหยียบต้นอ้อข้ามแม่น้ำ (ด้วยวิชาตัวเบา) ก็เป็นแม่น้ำฉางเจียง  ตำนานศึกสามก๊ก หรือที่กำลังเข้าฉายอยู่ตอนนี้ “ศึกผาแดง” (ชื่อปี้จือจ้าน) ก็เกิดขึ้นบนแม่น้ำสายนี้ ทั้งยังเป็นเสมือนเส้นพรมแดนทางภูมิศาสตร์ แบ่งแยกทางตอนเหนือของแยงซีเกียงว่า “เจียงเป่ย” (แม่น้ำฝั่งเหนือ) ตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียงว่า “เจียงหนาน” (แม่น้ำฝั่งใต้) นี่ยังไม่นับถึงเรื่องที่แม่น้ำสายนี้เป็นต้นกำเนิดของอารยธรรมมาตั้งแต่บรรพบุรุษชาวจีนยุคหิน เป็นเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงชาวจีนทั้งแผ่นดิน  และอื่นๆ อีกมากมาย

ความสำคัญของแม่น้ำแยงซีเกียงกับชาวจีน คงเหมือนกับลุ่มแม่น้ำโขง, แม่น้ำเจ้าพระยาในบ้านเรา แต่แน่นอนว่ามันย่อมยาวกว่าและใหญ่กว่ามาก โฉบเฉี่ยวไปมาในประเทศจีนหลายครั้ง ยังไม่เคยสักครั้งที่จะเข้าใกล้กับแม่น้ำสายนี้ถึงขนาดนี้ ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง เห็นจากแผนที่ว่าแม่น้ำสายนี้ตัดผ่าเมืองหนานจิง ก็คิดในใจแล้วว่า ต้องไปชมเป็นขวัญตาให้ได้

เช้าวันเสาร์ เมื่อคนอื่นๆ ต่างออกไปกับทัวร์ เพื่อไปเที่ยวเมืองอู๋ซี ผมก็กางแผนที่ศึกษาเส้นทาง ทำอย่างไรหนอ จึงจะได้ยลโฉมมหานทีแห่งนี้  หลังจากศึกษาเส้นทางกับสายรถประจำทางอยู่พักใหญ่ ก็สรุปได้ว่า เราต้องนั่งรถสาย 6 หรือ 91 ตรงข้ามมหา’ลัย สองป้ายรถเมล์ ลงที่ป้ายจูเจียงลู่ แล้วต่อสาย 34 ไปยังท่าเรือจงซัน

แผนการในวันนี้ จะเป็นสวนสาธารณะทะเลสาปไท่เสวียน และสถานีรถไฟหนันจิง

ทานอาหารเช้าเสร็จสรรพ สะพายกล้องออกไปรอรถประจำทางด้วยอารมณ์แจ่มใส แม้อากาศจะร้อนไปบ้าง แต่จะบ่นไปทำไม ให้ร้อนอย่างไรก็ร้อนสู้บ้านเราไม่ได้หรอก มองดินฟ้าอากาศสักครู่ เมฆหม่นๆ บนฟ้าไกลๆ เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่า วันนี้ต้องเป็นลูกหมาตกน้ำอีกแล้วกู... อยู่ใต้ฟ้าย่อมไม่กลัวฝน แต่กล้องกูกลัวเฟ่ย จึงเตรียมถุงพลาสติกเอาไว้ห่อกล้องมาด้วย

ป้ายจูเจียงลู่ หรือป้ายถนนจูเจียงนั้น มาเปลี่ยนรถที่นี่บ่อยแล้ว จะราบรื่นทุกครั้งไป ถึงกับชะล่าใจว่า อะไรๆ มันย่อมง่ายอย่างที่คิด แต่พี่น้องครับ เรื่องไม่คาดฝันมันเกิดขึ้นได้เสมอ และมันเกิดขึ้นอีกแล้ว

เมื่อป้ายรถเมล์อุตส่าห์มีชื่อ ทำให้เราคิดถึงป้ายรถไฟฟ้าบ้านเรา ชื่อนี้ก็ต้องป้ายนี้ไม่มีพลาด แต่ที่ไหนเลย ถนนมันมีสี่ด้านครับเจ้านาย ลองนึกถึงตรงสี่แยกไฟแดง ป้ายที่อยู่ทั้งสี่ด้านของถนน มันชื่อเดียวกันหมดครับ แน่นอน ความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว ผมเพิ่งสำเหนียกมันเมื่อวันนี้นี่เอง

เอาละ กลับมาเข้าเรื่องกัน ผมจะเล่าให้ฟังว่า ผมยังสำเหนียกอะไรได้อีกในวันนี้

บริเวณสี่แยกไฟแดง บังเอิญสายตาเหลือบไปเห็นรถประจำทางสาย 34 บินตัดหน้าไปในทิศทางที่ไขว้กัน สมองก็ประมวลผลตรรกะข้างต้นทันที เอาละวุ้ย สงสัยไม่ใช่ลงป้ายไหนต่อป้ายนั้นแหงมๆ โชคดีนะที่ตาไว มองเห็นพอดี เมื่อลงจากรถแล้ว จึงเดินปรี่ข้ามถนนไปยังทิศทางที่เห็นสาย 34 มันวิ่งผ่านไปไวๆ ยืนคอยที่ป้ายอย่างมั่นใจ แต่...

ทำไมตรงป้ายมันไม่บอกสาย 34 หว่า

มันมี 33, 35... เฮ่ย แล้ว 34 ตรูล่ะ... ไม่รู้วุ้ย ยืนคอยสักพักก่อน ก็เมื่อกี้นี้มันยังผ่านอยู่เลยนี่นา จะว่าตาฝาดหรือก็ไม่ใช่

หลังจากยืนคอยอยู่พักใหญ่ 34 มันก็มาแล้ว หึหึ มันมาแล้ว มาแล้ว... แล้วมันก็ไปแล้ว ไอ้คนขับมันไม่แม่แต่จะหันมามองป้าย ส่วนคนที่ยืนอยู่ในป้าย ก็ไม่มีใครจะเงยหน้าไปมองมันด้วยเหมือนกัน เอาแล้ว งานเข้าอีกแล้วกู สมองวิเคราะห์ข้อมูลอีกครั้งง ตื๊ดๆ ตะลื้ดตื๊ด... รถเมล์เมืองจีน มันไม่ได้จอดทุกป้ายวุ้ย... สำเหนียกอีกแล้ว

หลังจากลองสังเกตการณ์จนมันผ่านหน้าไปอย่างเจ็บใจสองสามคันแล้ว จึงตัดสินใจใช้แผนสอง เอาวุ้ย อีกสองป้ายเป็นกู่โหลว (หอกลอง) ไปคอยมันที่โน่นก็ได้  ไม่ขอเดินไปอีกแล้ว เพราะเคยเข็ดหลาบกับระยะทาง “หนึ่งป้ายแม้ว” นี่เหลือเกิน จึงจับรถเมล์คันหนึ่งที่เขียนว่าจอดป้ายกู่โหลว แล้วนึกในใจ ไอ้ 34 เอ๋ย อย่าคิดว่าจะหนีกูพ้น... หึหึ

โอเคครับ ก่อนถึงป้ายกู่โหลวไม่นาน ก็เริ่มเห็นท่าไม่ดี... แล้วเมื่อรถเลี้ยวจากถนนเล็กๆ ไปสู่กระแสรถราข้างหน้า ในใจก็ต้องอุทานแบบชาวจีนหว่า ไอ้หยาเจ็กหนอซาสี่ มันเป็น...วงเวียน T T ท่านทั้งหลายลองนึกภาพวงเวียนอนุสารีย์ชัยสมรภูมิสิครับ... Next station Victory Monument...

แล้วก็เป็นไปตามคาด ป้ายนี้ไม่มี 34 เหอๆๆ ฉางเจียงที่รักของฉานนนน...

เดินกลับเข้ามาในวงเวียน ทอดน่องเรื่อยเปื่อย โดยพยายามใช้จมูกให้เป็นประโยชน์ (อ๊ะ ไม่ใช่หมา) ใช้ประสาททั้งห้าให้เป็นประโยชน์ ไหนจะต้องเสียวไส้ทุกครั้งที่ต้องข้ามถนน ไหนจะต้องแหงนหน้ามองป้ายชื่อถนนแล้วเทียบกับแผนที่ แล้วก็ต้องเพ่งดูป้ายรถเมล์ทุกคันที่วิ่งผ่าน มี 34 ไหมวะ แล้วมันไปมุดออกเส้นไหนวะ... จนกระทั่งเจอกับสัญลักษณ์ของรถไฟใต้ดิน แผนการจึงต้องเปลี่ยนไป...

ตื๊ดตะลื้ดตื๊ดๆ สถานีรถไฟหนันจิงรถไฟฟ้าสามารถไปถึงได้ เอาละวะ ไปตั้งหลักที่นั่นก็ได้ ดูจากแผนที่แล้ว มันก็เป็นทิศทางเดียวกัน จึงได้ทดสอบระบบ MRT ของจีนจนได้ (ส่วนนี้กรุณาดูภาพประกอบ)

      

ใช้เวลาเดินทางไม่นาน ก็โผล่ขึ้นมาที่สถานีรถไฟ ความรู้สึกแรกก็คือ เหมือนเป็นอาคารผู้โดยสารขาเข้าของสนามบิน ผู้คนจะออกันรับผู้โดยสารอยู่ด้านนอก ห้ามเข้าไปในเขตรั้ว มีตั้งแต่บริษัททัวร์ ตัวแทนของโรงแรม และญาติมิตรด้วยกระมัง ที่น่าสนุกก็คือผู้คนเดินเร่ขายแผนที่กันมากมาย ไม่ได้ไปถามราคาหรอกนะว่าเท่าไหร่ เพราะแผ่นในมือก็ยังไม่ขาดวิ่นถึงขั้นดูไม่รู้เรื่อง แต่นึกในใจว่า คนจีนกันเองนั่งรถไฟข้ามเมือง มันต้องซื้อแผนที่ด้วยเหรอ (ลองนึกภาพเราขึ้นรถไฟไปเชียงใหม่ ลงจากรถไฟก็มีคนกรูกันเข้ามาบอกขายแผนที่เมืองเชียงใหม่ดูสิ)

เอ๊ะ แล้วคนจีนมันซื้อตั๋วรถไฟกันที่ไหนละ เงยหน้ามองหาป้าย ก็เจอจุดขายตั๋วที่เดินทางประจำวัน ผู้คนเข้าแถวกันยาวเหยียด สมแล้วที่เป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก

ตอนแรกนึกว่ามีอยู่เท่านี้ (สมองสั่งงานช้าไปหน่อย) แต่แล้วก็สังเกตเห็นป้ายที่ชี้ไปยังห้องจำหน่ายตั๋วข้างบน...
เอ่ (สมองมันติดภาพว่า สถานีรถไฟ = หัวลำโพง ไม่ได้เอะใจเลยว่ามันจะมีชั้นบน) เดินดุ่ยๆ ขึ้นไปดู โอ้โฮเฮะ...

ที่แท้ห้องจำหน่ายตั๋วล่วงหน้า อยู่ที่นี่นี่เอง แต่ก็ไม่ต้องให้เซด ว่าคนจะเยอะอย่างกับหนอนขนาดไหน อารมณ์เดียวกันนี้เคยเกิดครั้งหนึ่งตอนไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ที่ฝรั่งเศส (ยังเด็กอยู่เลย) ต่อแถวขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา ใช้เวลาเข้าแถวชั่วโมงครึ่ง ได้นั่งรถไฟสามนาที... สงสัยจริงๆ ไอ้ที่อยู่ปลายแถวนี่มันนานแค่ไหนนะ กว่าจะได้ซื้อตั๋ว คนจีนมันใจเย็นขนาดนั้นเลยหรือ เพราะสังเกตจากอากัปกิริยา ดูเหมือนทุกคนจะคุ้นเคยและชินชากันเหลือเกิน

 

 (public toilet)

เห็นบันไดเลื่อน ลองไต่ขึ้นมาเล่นๆ ปรากฎว่าข้างบนจะเป็นห้องนั่งคอยรถ ส่องๆ ดูข้างไหน หรูมิใช่ย่อย ร้านอาหารฟาสต์ฟูด เคเอฟซี ร้านหนังสือ... มีครบทุกอย่างที่สถานีรถไฟพึงมี ผู้คนก็บางตา เดินเล่นกันสบายๆ เพราะคนที่ไม่ใช่ผู้โดยสารห้ามเข้า ประตูทางเข้าจะมีเครื่องแสกนสัมภาระ (CTX หรือเปล่าหว่า) และคนคอยตรวจตั๋ว... หมดสิทธิ์

      

ข้ามถนนไปถ่ายรูปเล็กน้อย แล้วก็เดินลงชั้นล่าง ดุ่ยๆ ตามป้ายที่เขียนว่า “รถประจำทาง” แล้วก็ยืนตากแดดนั่งอ่านว่ารถเมล์คันไหนไปไหนบ้าง จนกระทั่งเตะตากับป้ายหนึ่งที่ชื่อ “หนันจิงฟั่นเตี้ยน” 南京饭店 (โรงแรมหนันจิง) จำได้คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นป้ายใหญ่ รถเมล์ผ่านเส้นนี้กันเยอะ ไอ้ 34 มันก็ดูเหมือนจะผ่าน ควักแผนที่ออกมาดู ผ่านจริงๆ ด้วย หึหึ เอาละวะ 34 มึงเสร็จกูแน่...

ประสบการณ์สั่งสอนให้รู้ว่า... ไม่รู้ดิ ไอ้ประสบการณ์ข้างบน มันยังไม่เพียงพอสำหรับสรุปวิธีการออกมาเป็นหนังสือ
How to เอาเป็นว่า ดูกันไปก่อน แต่แผนที่วางไว้เบื้องต้นก็คือ มันมีป้ายสองป้ายที่วิ่งทับกันอยู่ คือซันผายโหลว
กับโรงแรมหนันจิง ในเมื่อป้ายทับกันสองป้าย มันต้องมีสักป้ายที่มันต้องต้องเจอกัน เพื่อความไม่ประมาท
จะไปลงป้ายที่สอง ระหว่างป้ายแรกกับป้ายสอง จะพยายามมองหาไอ้หมายเลข 34 เอาไว้ด้วย... (คิดถูกไหมเนี่ย)

เอาละครับพี่น้อง ซันผายโหลวผ่านไปแล้ว หนันจิงฟั่นเตี้ยนก็จะถึงอยู่แล้ว ยังไม่เห็นสักกะ 34 นึงเลย

หนันจิงฟั่นเตี้ยนถึงแล้วค่ะ ท่านผู้โดยสารกรุณาลงทางประตูด้านหลัง... บลาๆๆ เสียงประกาศเป็นภาษาจีน เอาละวุ้ย ไม่ลงก็ต้องลงแล้ว พอข้ามถนนมาดูป้ายอีกที... T T ไม่มี 34 จะแอบกันไปถึงไหน

มาถึงขั้นนี้แล้ว เอาน่า มันต้องอยู่แถวๆ นี้ละวะ คราวนี้ควักแผนที่ออกมาดู ไม่ใช่ดูเส้นทางเดินรถแล้ว แต่ดูชื่อถนน
ใช้ความรู้รอบตัวเท่าที่มีมาช่วยประมวลผล ท่าเรือที่จะไปชื่อท่าเรือจงซัน จงซันเป็นชื่อของดร.ซุนยัตเซน (ผู้นำการปฏิวัติ ยุคก่อนเหมาเจ๋อตุง) สุสานของท่านอยู่ในเมืองหนันจิง ท่าเรือ ถนน ชื่อสถานที่หลายแห่งตั้งตามชื่อของของท่าน (จงซัน) เพื่อระลึกถึงเมื่อตอนขนศพของท่านผ่านมา ดังนั้น ถนนที่จะบึ่งตรงไปยังท่าเรือ ก็ต้องชื่อจงซันด้วย จงซันแบ่งเป็นจงซันเหนือ จงซัน (กลาง) จงซันใต้ (นึกถึงราชดำเนินนอก/ใน นานาเหนือ/ใต้) สี่แยกนี้ละวะ มันต้องมีสักจงซันสิน่า... นั่นไง... เดินดุ่ยๆ ข้ามถนนไปด้วยใจตุ้มๆ ต่ำๆ ไม่อาววว กูไม่นั่งแท๊กซี่... ไม่มีคนหารกูไม่นั่ง กูเสียดาย

คุณครับ พอเดินไปถึงป้ายแล้วเห็นเลข 34 ที่ป้ายเท่านั้นแหละครับ น้ำตาแทบทะลัก โฮโฮโฮ (ยังไม่ได้ทะลักจริงหรอกนะ) ไอ้ 34 ในที่สุดนายก็มา โฮโฮโฮ

พอรถเมล์มาเข้าป้าย มาคู่กัน 31, 33 หึหึ 33 เป็นรถแอร์เสียสองเหรียญ 31 เป็นรถไม่แอร์ (บ้านเราเรียกรถร้อนสินะ)
เสียหนึ่งเหรียญ มันไปถึงท่าเรือเหมือนกัน จึงขึ้น 31 ครับ เอิ๊กๆๆ 34 ไม่ง้อแล้วเฟ่ย ท่าเรือจงซัน 中山码头 ฉันมาแว้ววว  ความตั้งใจตอนแรกก็คือ มาถึงท่าเรือ ออกไปดูน้ำ ถ่ายรูปเล็กน้อยแล้วก็กลับ แต่พอจะลงจากรถ เห็นพวกแย่งกันวิ่งเข้าข้างใน บางคนก็พึมพำๆ ว่าสองนาที สองนาที อารามตกใจก็วิ่งตามไปด้วย อ๋อ อีกสองนาทีเรือข้ามฟากจะออก เอาวุ้ย where where is where where แล้ว ซื้อตั๋วข้ามฟากราคาสองเหรียญ (สิบบาท) แล้วก็ลุย...
 

 

 

ในที่สุดก็ได้เห็นแม่น้ำแยงซีเกียงในตำนานสมใจอยาก ความรู้สึกเหมือนนั่งเรือข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยา สีของน้ำก็เหลืองๆ เหมือนๆ กัน แต่นึกถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานแล้ว รู้สึกดีจริงๆ ต่อมารู้ในภายหลังว่า สมัยญี่ปุ่นบุกจีน เหตุการณ์หลั่งเลือดที่นันกิง ทหารญี่ปุ่นฆ่าคนจีนแล้วก็โยนลงแม่น้ำ ดังนั้นแม่น้ำสายนี้อย่างน้อยก็ฝังชีวิตคนไม่ต่ำกว่าแสนห้าหรือแสนหกหมื่นคน...

 

 

    

ภัยพิบัติใดๆ ก็ไม่เท่าคนฆ่ากันเอง 

ข้ามไปถึงอีกฟากหนึ่งคือท่าเรือ พูโข่ว 浦口码头 อารมณ์เหมือนกับฝั่งท่าพระจันทร์ข้ามมาฝั่งศิริราช แต่จะว่าไปมันก็ดูกันดารด้วยกันทั้งสองฝั่งนั่นแหละ ที่นี่จะมีฝูงรถสามล้อรับจ้าง (สีแดง คล้ายตุ๊กตุ๊กบ้านเรา รู้สึกจะไม่ได้ถ่ายรูปมา) คอยเรียกผู้โดยสาร ตั้งใจไว้ว่าจะถ่ายรูปสถานที่ใกล้ๆ แล้วก็คงนั่งเรือข้ามกลับไป แต่ตอนนี้ชักจะปวดฉี่ ถามคนแถวนั้นจึงเจอห้องน้ำสาธารณะ... อึ๋ย ภาพนั้นยังติดตาติดใจ พิมพ์ๆ อยู่นี่ รู้สึกกลิ่นมันยังติดมาด้วยซ้ำ อึ๋ยๆๆๆ... ดูรูปนะ

  

no door!!! 

 


ดีนะ ที่ฉี่อย่างเดียว อึ๋ย... (อีกแล้ว) แนะนำอย่างยิ่งว่า หากจะมาเมืองจีน ยิ่งถ้าเข้าชนบท ต้องทำใจดีๆ แต่เหตุการณ์อย่างนี้ไม่เกิดหรอก หากคุณเดินอยู่ในห้าง...

อึ๋ย...

ระหว่างเดินกลับก็เห็นร้านขายดีวิดีอยู่ข้างหน้า ขายอยู่แผ่นละ 5 หยวน (25 บาท) เป็นประเภทสองแผ่่นจุซีรี่ส์ได้สี่สิบตอนประมาณนั้น จึงถามหาซีรี่ส์ดังๆ (เป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง เห็นแผ่นพวกนี้เป็นต้องมีติดไม้ติดมือกลับไปเสมอ) รวมทั้งถามหาซีรี่ส์ซิตคอมที่ได้ดูจากทีวีในหอด้วย เจ้าของร้านออกมาช่วยเลือก เราบอกเขาไปว่าช่วยแนะนำละครประเภทที่ เกิดมาไม่ได้ดูแล้วจะเสียดาย พี่แกก็จ้อใหญ่เลย เรื่องนั้นเป็นงั้น เรื่องนี้เป็นงี้ เรื่องนี้ผมดูมาแล้วแปดรอบ จะให้ดูรอบที่เก้าผมก็ยังดูได้ ส่วนเรื่องนี้เล่าถึงเรื่องการสู้ชีวิตของคนหนุ่มสาว คนหนุ่มสาวต้องดู (แฟนเขาก็มายืนยันอีกคน) เอาวุ้ย... ดูก็ดู ไม่งั้นจะหาว่ากูไม่ใช่คนหนุ่มสาว

ถามหากรายการเกี่ยวกับการศึกษา เพราะกลับไปเที่ยวนี้ต้องเจอกับการสอบวิชาจีนศึกษา เนื้อหาครอบคลุมทั้งศิลปะ วัฒนธรรม สังคม ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์... ต้องหารายการพวกนี้ดูเอาไว้เพิ่มพูนความรู้ คราวนี้พี่แกเลยมาอีกยกใหญ่เลยครับ ตั้งแต่ประวัติกำแพงเมืองหนันจิง ประวัติฮ่องเต้ราชวงศ์หมิง (จูหยวนจัง) สุสานหมิง สุสานดร.ซุนยัตเซน เรื่อยไปจนถึงการวิพากย์สามก๊ก ซำปอกงล่องเรือสำเภา...

อาเฮียคนนี้ชื่อจางเจียต้ง 张家栋 ต่อมาได้ขอเบอร์โทรศัพท์เอาไว้ เพราะอาเฮียแกพูดเก่งจริงๆ อีกทั้งความรู้แน่นปึ๊ก
ยืนคุยกัน (ขอย้ำว่ายืน) ชั่วโมงครึ่งเกือบสองชั่วโมง เริ่มต้นแกก็บอกว่า น้อยครั้งที่จะมีใครคิดจะมาเที่ยวที่นี่ (ข้อยก็ไม่ได้ตั้งใจเหมือนกัน) แต่สมัยก่อนที่นี่รุ่งเรืองมากๆ เพราะเป็นจุดสิ้นสุดและเริ่มต้นของทางรถไฟเหนือ-ใต้ ก่อนที่สะพานหนันจิงต้าเฉียว ที่เชื่อมสองฝั่งฟากเหนือ-ใต้ของประเทศจีนเข้าด้วยกัน การเดินทางหลักๆ ของคนจีน ต้องผ่านทางนี้ทั้งสิ้น ถึงขั้นใครก็ตามที่ได้ทำงานเป็นพนักงานของการรถไฟที่นี่ ก็รับรองว่าจะอยู่ดีกินดีไม่ต้องกลัวอด แม้เงินเดือนจะเท่าๆ กัน
แต่อาศัยเอาของเหนือไปขายที่ใต้ เอาของใต้มาขายที่นี่ ก็รวยเละแล้ว (ได้อารมณ์เหมือนเส้นทางสายไหมเลย)

เอ๊ะ ตรงนี้มีสถานีรถไฟด้วยหรือครับ

มีสิ อยู่ตรงหัวมุมนั่นเอง

อ๋อ เดี๋ยวจะไปดู ตะกี๊ลงมาก็เดินดุ่ยๆ เข้าห้องน้ำกับมาซื้อของอาเฮียเลย ยังไม่ทันได้ดู

ต้องดูนะ เพราะ... ฉอดๆๆๆ

การสนทนาชั่วโมงครึ่งที่มากไปด้วยสาระจนท้ายๆ หัวสมองเริ่มเก็บเอาไว้ไม่หมดต้องหยิบปากกาขึ้นมาจด (แม้จะเป็นคนขี้เกียจจดแค่ไหนก็ตาม) เพราะพี่แกเล่นเล่าได้เป็นฉากๆ เหมือนตัวเองอยู่ในเหตุการณ์ด้วยแทบทุกเหตุการณ์ พาลให้ต้องสงสัยว่าเฮียแกจบอะไรมา แต่เท่าที่รู้คือ ตอนนี้ทำงานเกี่ยวกับบัญชี - -‘ วันนี้มาเฝ้าร้านแทนแม่เพราะคุณพ่อป่วย...
แต่เป็นคนชอบศึกษา และเป็นนักสะสมดีวิดีชุดความรู้นี่เหมือนกัน

เอาละวุ้ย

ความเป็นมาของสุสานหมิงเซี่ยวหลิง (สุสานจูหยวนจางและพระนางหม่าไท่โฮ่ว)
ความหมายของหินสลักทุกชิ้นภายในสุสาน (สิงโต, ซื่อจื๋อ, ช้าง, อุฐ...)
ประวัติแม่ทัพขุนนางที่ฝังอยู่รอบๆ สุสานแห่งนี้
ความเป็นมาของ “ปี่เซียะ” สัตว์ในตำนาน (ที่โด่งดังนักหนาในประเทศไทยตอนนี้)

ความเป็นมาของสุสานจงซันหลิง (สุสานดร.ซุนยัตเซน) ไปจนถึงความพิเศษทางด้านสถาปัตยกรรมของสุสานแห่งนั้น
บันไดมี 392 ขั้น เท่ากับประชากรชาวจีนขณะนั้น สามร้อยเก้าสิบสองล้านคน
แบ่งเป็นแปดชั้น เท่ากับ 3+5 เป็นแนวคิดด้านการปกครองของดร.ซุนยัตเซนขณะนั้น
เมื่อมองจากล่างขึ้นบน จะมองไม่เห็นลานพัก เห็นแต่บันไดยาวต่อเนื่องติดกัน
เมื่อมองจากบนลงล่าง จะมองไม่เห็นขั้นบันได จะเห็นแต่ลานกว้างอย่างเดียว (ดูรูป)
ดร.ซุนยัตเซนเคยมาล่าสัตว์ที่นี่เมื่อครั้งยังเป็นป่ารกทึบ เอ่ยเอาไว้ว่าหากตนตายอยากมาฝังที่นี่

ประวัติสมัยราชวงศ์หนันเฉา ฮ่องเต้เหลียงอู่ตี้กับเรื่องขำๆ
เป็นฮ่องเต้ที่บวชสามครั้ง ปล่อยให้พวกขุนนางเอาเงินมาไถ่ตัวกลับเข้าวัง เพื่อทดสอบความจงรักภักดีของขุนนาง
เป็นฮ่องเต้คนเดียวของรัชสมัย “เหลียง” สร้างประเทศมากับมือ แต่ก็ล่มสลายในรัชสมัยตนเอง
ฝักใฝ่ในพระพุทธศาสนา เมื่อมีฎีกาใดๆ ก็ตาม ต้องเอ่ยถึงพระองค์โดยใช้สรรพนามว่า “ฮ่องเต้โพธิสัตว์” หรือ “โพธิสัตว์ฮ่องเต้” 皇帝菩萨
เป็นยุคสมัยที่พระพุทธศาสนารุ่งเรืองที่สุดในประเทศจีน ในเมืองเมืองเดียว มีวัดถึงสี่ร้อยสามสิบวัด (พาลให้นึกถึงเชียงใหม่)
ร่องรอยทางประวัติศาสตร์มากมาย ยังมีให้เห็นอยู่ที่วัดซีเสียซัน (栖霞山)

ประวัติของกำแพงเมืองหนันจิง
อิฐทุกก้อนจะสลักชื่อ ยศ ตำแหน่งของผู้ควบคุมการเผา หากไม่ได้มาตรฐาน ครั้งแรกจะถูกส่งกลับไปเผามาใหม่ ครั้งที่สองมีโทษถึงประหารเก้าชั่วโคตร
แม้จะผ่านมาแล้วหกร้อยปี แต่ก็ยังยืนหยัดแข็งแรงคงทน จนได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลก (นึกถึงอยุธยาบ้านเรา สองร้อยกว่าปีก็เหลือแต่ซากแล้ว)

ประวัติของสะพานหนันจิงต้าเฉียว (南京大桥)
ตอนคิดโครงการ จีน-โซเวียตความสัมพันธ์ยังดี ทีมนักวิทยาศาตร์ วิศวะ สถาปนิกร่วมมือกัน แต่ต่อมาแตกร้าว ฝั่งโน้นก่อนจะถอนตัวไปประกาศไว้ว่า ต่อให้จีนพัฒนาขึ้นอีกห้าสิบปี ก็ยังไม่มีปัญญาสร้างสำเร็จ ผู้นำจีนจึงระดมกำลังของทั้งประเทศ ทุ่มทุนสร้าง ใช้เวลาออกแบบสองปี สร้างอีกแปดปี ประชาชนจำนวนมากมาช่วยกันสร้างโดยอาสา ถือเป็นหน้าเป็นตาของประเทศ ใช้เวลาก่อสร้างทั้งสิ้นแปดปี (รวมเป็นสิบปี) สะพานแห่งนี้จึงมีอีกชื่ออีกชื่อหนึ่งว่า 争气桥 เจิงชี่เฉียว (สะพานฮึดสู้) ประณามกันดีนัก

เสาทุกต้นที่ฝังลงไปถึงใต้แม่น้ำ แต่ละต้นมีฐานกว้างเท่ากับสนามบาสหนึ่งสนาม แม้จะเอาตอร์ปิโดมายิงก็ไม่พัง หลังจากสะพานนี้สร้างเสร็จ จึงเป็นปราการด่านสำคัญของประเทศจีน สามารถป้องกันเรือรถขนาดใหญ่ไม่ให้รุกล้ำเข้าไปในแผ่นดินผ่านทางแม่น้ำแยงซีเกียงได้ เปรียบเสมือนกำแพงเมืองจีนทางน้ำ นับจากนั้นมา กองทัพก็สามารถลดงบประมาณที่ใช้ป้องกันน่านน้ำของแม่น้ำแยงซีเกียงได้ก้อนใหญ่

ยังมีอีก... จำไม่ได้แล้ว

หลังจากนั้นอาเฮียแกยังพาเดินชมสถานีรถไฟโดยละเอียด (ดูรูป) พร้อมทั้งยกตัวอย่างความเรียงชื่อเรื่อง
“เงาหลัง” 《背影》ของจูจื้อชิง ว่าเป็นเรื่องที่ใช้สถานีรถไฟแห่งนี้แหละเป็นฉาก (เฮียแกท่องให้ฟังด้วย... อะไรจะจำขึ้นใจขนาดนั้น) เป็นเรื่องที่ว่าด้วยพ่อของจูจื้อจิง มาส่งเขาขึ้นรถไฟ ก่อนจะจากเห็นคนขายส้ม จึงเดินข้ามชานชาลาไปซื้อ หอบใส่ชายเสื้อของตนเอง (นึกถึงเสื้อของคนจีนนะ) ก้าวขึ้นก้าวลงระหว่างชานชาลา มาให้จูจื้อชิงก่อนจะจากไป (ยังไม่ได้ไปหาบทความต้นฉบับมาอ่านเลย นี่สรุปจากที่เฮียจางแกเล่า)

   

the end of the railway 

    

workers dormitory

 

      

แล้วยังขับรถพาไปดูโรงถอดชิ้นส่วนหัวรถจักรโบราณ (เพื่อเอาไปหลอมใหม่ให้กลายเป็นเหล็กกล้ากลับมาใช้ใหม่)

   

เมืองแห่งนี้เคยรุ่งเรืองมากๆ เมื่อครั้งยังมีการเดินรถ แต่หลังจากสะพานหนันจิงต้าเฉียวสร้างเสร็จ ใต้สะพานเป็นทางรถไฟ เหนือ-ใต้สามารถวิ่งบรรจบกันโดยไม่ต้องอาศัยทางรถไฟสายนี้อีกแล้ว เมืองก็ค่อยๆ ซบเซาเงียบเหงา จนถึงขณะนี้
ใครย้ายได้ก็ย้าย ใครอยู่ได้ก็อยู่ ค้าขายกันได้เฉพาะกับคนกันเอง พาลให้นึกถึงเอนิเมฯ ของพิกซาร์ (หรือเปล่านะ) เรื่องรถบ้านกับรถแข่งไลท์นิ่งแมคควีน (จำชื่อเรื่องไม่ได้) ชุมชุนแห่งหนึ่งที่ต้องเงียบเหงาซบเซาเพราะทางหลวงตัดใหม่...
ใช่เลย

 

 

 

 

 

 

 

 

in side

 

 

 

the way i climb up

 

 


เมื่อถามว่า รัฐบาลไม่คิดจะคุ้มครองหรือมีมาตรการฟื้นฟูดูแลสถานีรถไฟแห่่งนี้ในฐานะสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์เลยหรือ เฮียแกตอบอย่างช้ำใจว่า รัฐบาลไม่มาทำลายก็บุญโขแล้ว


อาจเป็นเพราะรัฐบาลของคอมมิวนิสต์ ไม่ได้ให้ความสำคัญกับดร.ซุนยัตเซนถึงขนาดนั้นก็เป็นได้ อีกอย่างที่เฮียแกบอกก็คือ ประเทศจีนเป็นประเทศเก่าแก่ ไอ้ตึกที่มีอายุร้อยปีขึ้นไปนะ มันมีเยอะแยะ ไม่จำเป็นต้องอนุรักษ์หรอก (ถ้าเป็นบ้านเรา บ้านที่มีอายุร้อยๆ ปี คงเป็นสมบัติแห่งชาติไปแล้ว)

มันก็แล้วแต่มุมมอง

สรุปว่า ซื้ออะไรจากอาเฮียแกบ้าง มาดูรายการกัน

ละครซิตคอม ครอบครัว 家有儿女 2 แผ่น (ออกอากาศอยู่)
ละครสู้ชีวิตหนุ่มสาว 奋斗  4 แผ่น (สองภาค ไฮเรคอมเมนด์ทั้งสองผัวเมีย)
ละครซิตคอม กองทัพ 卫生队的故事 2 แผ่น
ละครสงคราม 亮剑    2 แผ่น (ที่เฮียแกดูแล้วแปดรอบ)
ละครเด็กๆ 女生日记    2 แผ่น (ดัดแปลงจากหนังสือดัง เอาไว้หัดภาษา)
สารคดีซำปอกง 郑和下西洋  2 แผ่น (เมืองหลวงยุคนั้น คือเมืองหนันจิง)
สารคดีโบราณวัตถุ 中华文明五千年 2 แผ่น (มองประวัติศาสตร์ ผ่านโบราณวัตถุ)
สารคดีกำแพงเมืองโบราณ  2 แผ่น (中国古城墙)
Geography Magazine  4 แผ่น (ภูมิศาสตร์ สถานที่ท่องเที่ยว)
บรรยาย สามก๊กในมุมมองของ... 3 แผ่น (易中天品三国)

25 แผ่น 125 หยวน (625 บาท) ไม่ได้ถูกกว่าซื้อที่ไหนๆ ในเมืองจีนหรอกนะ ส่วนลดก็ไม่ขอเพิ่ม (ใครจะไปขอได้อีก) เฉพาะความรู้ที่ได้จากเขา ก็มีมูลค่ามากกว่านี้แล้ว
ถ้าเป็นบ้านเรา ดีวิดีแผ่นละร้อย นั่นก็สองพันห้าแล้ว
แล้วถ้าให้ข้างบนที่ว่า เป็นระบบปกติแผ่นละสองชั่วโมง มันจะถูกระเบิดออกมาเป็นสองร้อยห้าสิบแผ่นนะ ขอบอก
(คิดดู
ซิตคอมชุดแรกมีสองแผ่นนั่นนะ จุได้หนึ่งร้อยตอนอ่ะ เหมือน “เป็นต่อ” ร้อยตอนอ่ะ)
แล้วถ้าทั้งหมดนั้นเป็นดีวิดีของแท้... หึหึ
แล้วยังจะไปต่อราคากับเขาอีกหรือ

อาเฮียยังขับรถไปส่งที่ท่ารถที่จะไปยังสะพานหนันจิงต้าเฉียวอีก โฮ่ๆๆ เราโชคดีหรือคนจีนนิสัยดีฟะ
(จริงสิ เลี้ยงชาเขียวอีกขวดหนึ่งด้วยนะ โฮ่โฮ่โฮ่)

 

  

ขึ้นรถสายเหยียนผู่ (盐蒲) รถสายนี้มีกระเป๋าด้วย (แต่งตัวชิลมาก กางเกงขาสามส่วน ลืมถ่ายรูปมา) มีการแวะเอาของกลางทางด้วยนะ โฮะๆ ได้บรรยากาศบ้านนอกแบบเป็นกันเอง รับญาติตัวเองขึ้นรถก็ไม่เก็บตังค์อะไรประมาณนั้น... จ่ายค่าตั๋วไปหนึ่งหยวนครึ่ง ขับวนรอบเมืองกว่าครึ่งชั่วโมง ลงรถที่อีกฟากหนึ่งของสะพาน ฝนตกคร้าบบบ พี่น้องคร้าบบบ (รูป) ประวัติสะพานหนันจิง อ่านได้จากเนื้อความข้างบนนะ

  

ถ่ายรูป ชมวิวเล็กน้อยก็ไต่บันไดที่ซ่อนอยู่ข้างหลังรูปปั้น (จะลึกลับไปไหน) ลงไปประมาณสองชั้นก็มีลิฟต์ (ดูบรรยากาศ) กดลิฟต์ขึ้นมา (ถึงชั้นหก) ก้าวเข้าไปก็มีเซอร์ไพรส์อีก โฮะๆๆ ตาลุงคนนึงนั่งอยู่ในลิฟต์ เงยหน้าขึ้นมาบอกว่า “สองหยวน” เหอๆๆ ก็กดเรียกแล้วนี่หว่า สองหยวนก็สองหยวน พยักหน้ารับเหมือนรู้อยู่แล้ว หยอดเหรียญแล้วก็ลงลิฟต์มา

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

โอ้วเย้ เปิดเทอมแล้ว มีเวลากลับมาเล่นเน็ตซะที (เอ๊ะ...)
ไม่ได้มาเยี่ยมนาน อ่านกันให้คุ้มไปเลย เหอๆ
คุณพี่แกก็ใจดีเนอะ เล่าซะคุ้มเลย
คิดถึงรถเมล์แล้วเศร้า วันก่อนเพิ่งหลงรถแถวสามย่านนี่เอง =-=
แถมเลยกลับถึงบ้านช้า โดนฝนเทใส่อีก แง่งๆ
ปล.เปิดเทอม ได้ห้องใหม่ เพื่อนใหม่ สายใหม่ สนุกสนานมากมาย ^^b
สารภาพอ่านได้แค่ครึ่งเดียวครับ

เยอะมากๆ

#2 By WhiteMapleS on 2008-07-23 23:57

ช่างเป็นคนจีนที่ถี่เทียโจวเต้าจริงๆ 555 confused smile

อยากดู 中华文明五千年 นี่อะ
ดูแล้วมาเล่าด้วยนะว่าเป็นไง

#3 By ชุน (125.25.88.166) on 2008-07-31 00:12

ไปนานกิงมา อยากให้ช่วยอธิบายสุสานหมิงเสี่ยวหลิงอย่างหน่อย เพราะอนาคตว่าจะไปเทียวทีนั่น โดยเฉพาะประวัติหม่าฮองเฮากับจูหยวนจาง

#4 By nic (125.25.194.176) on 2008-12-14 19:19