ผู้ประพันธ์  หลี่เจียถง

แปลโดย อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี

จากหนังสือเรื่อง 让高墙倒下吧 ขอให้กำแพงสูงจงพังลงมาเถิด

 

เหมือนเป็นธรรมเนียม ที่ทุกๆ วันแม่ผมจะต้องโพสต์เรื่องแปลเรื่องนี้ ไม่ที่ใดก็ที่หนึ่ง
ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับการอ่านนะครับ

หากเห็นประโยชน์จากงานเขียน งานแปลเรื่องนี้ แปะดาวเพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ

 

ตั๋วรถโดยสาร

ตั้งแต่เด็กแล้ว วันที่ผมกลัวที่สุดก็คือวันแม่ เพราะหลังจากที่คลอดผม ไม่นานคุณแม่ก็ทิ้งผมไป

ทุกครั้งพอใกล้ถึงเทศกาลวันแม่ ผมก็จะรู้สึกอึดอัด เพราะตามสถานีโทรทัศน์ก็จะออกอากาศแต่เพลงวันแม่ สถานีวิทยุก็เหมือนกัน แม้แต่โฆษณานมผง ขนมปังกรอบยังใช้เพลงวันแม่กันเลย สำหรับผมแล้ว ผมรับไม่ได้สักเพลง

เรื่องมีอยู่ว่า หลังจากที่ผมเกิดได้ประมาณหนึ่งเดือน ก็มีคนพบผมที่สถานีรถไฟเมืองซินจู ตำรวจที่สถานีตำรวจใกล้ๆ กับสถานีรถไฟ พยายามช่วยกันป้อนนมให้ผม แต่ในที่สุดพวกคุณน้าคุณอา ผู้ชายร่างยักษ์เหล่านี้ ก็ต้องไปหาคุณน้าผู้หญิงที่ป้อนนมเด็กเป็นมาช่วยป้อนให้ มิเช่นนั้นผมคงร้องไห้จนป่วยไปนานแล้ว จนกระทั่งผมกินอิ่มและหลับไป คุณลุงตำรวจจึงเอาผมไปให้ศูนย์สงเคราะห์เด็กกำพร้าเต๋อหลัน ที่ตำบลเป่าซัน เมืองซินจู แล้วปล่อยพวกซิสเตอร์ใจดี ที่ยิ้มได้ทั้งวี่วัน รับหน้าที่ปวดหัวต่อไป

ผมไม่เคยพบคุณแม่ ตอนเด็กๆ รู้แต่ว่าพวกซิสเตอร์เป็นผู้เลี้ยงดูผม ตอนกลางคืนพวกพี่ๆ ต้องทำการบ้าน อ่านหนังสือ ผมไม่มีอะไรจะทำ จึงมักจะไปขลุกอยู่กับพี่ๆ ซิสเตอร์ พวกเขาเข้าไปสวดมนต์ตอนเย็นในโบสถ์ ผมก็ไปด้วย บางครั้งก็มุดเข้าไปเล่นสนุกอยู่ใต้หิ้งบูชา ยังชอบแลบลิ้นปลิ้นตาหยอกพวกพี่ๆ ซิสเตอร์ที่กำลังตั้งใจสวดอธิษฐาน หรือบางครั้งก็หลับไปคาตักของพี่ๆ ซิสเตอร์ใจดีบางคนไม่รอให้พิธีจบ ก็อุ้มผมขึ้นไปนอน บางครั้งผมยังเคยสงสัยเลยว่า พวกพี่ซิสเตอร์ รักผมเพราะผมช่วยให้เขามีโอกาสออกจากโบสถ์ก่อนเสร็จพิธีหรือเปล่า

ถึงแม้ว่าพวกเราต่างก็เป็นเด็กที่มีปัญหา ครอบครัวแตกแยก แต่โดยส่วนใหญ่ก็ยังมีบ้าน พอถึงวันขึ้นปีใหม่ วันตรุษวันสารท ก็ยังมีพี่ป้าน้าอา มาเยี่ยม มารับ มีแต่ผมเท่านั้นที่บ้านตัวเองอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้

และด้วยเหตุนี้  ซิสเตอร์จะดีเป็นพิเศษกับพวกเราเด็กๆ ที่ไม่มีบ้าน จะไม่ยอมให้เด็กอื่นมารังแก ส่วนผมเองก็มีผลการเรียนดีมาตั้งแต่เล็ก พวกซิสเตอร์ก็หาครูอาสามากมายมาช่วยสอนพิเศษให้ผม
มาจนวันนี้ ลองนับดู พวกคุณครูทั้งหลายของผมป่านนี้เป็นทั้งนักศึกษาปริญญาโทแม้กระทั่งศาสตราจารย์ของมหาวิทยาลัยชื่อดังของรัฐ บ้างก็เป็นวิศวกรของบริษัทยักษ์ใหญ่ไปแล้ว
อาจารย์สอนเคมีของผม ในตอนนั้นก็กำลังเรียนด๊อกเตอร์ ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นรองศาสตราจารย์ ส่วนอาจารย์สอนภาษาอังกฤษของผม ตอนนี้ก็เป็นถึงศาสตราจารย์แล้ว จึงไม่น่าแปลกใจเลย ที่ผมเก่งภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เด็ก

ซิสเตอร์ยังบังคับให้ผมเรียนเปียโนด้วย ตอน ป.สี่ผมก็เป็นมือออร์แกนประจำโบสถ์แล้ว ทุกครั้งที่มีพิธีกรรมทางศาสนา ผมจะรับผิดชอบเล่นดนตรีมาโดยตลอด และด้วยการอบรมสั่งสอนภายใต้ระบบระเบียบของคริสตจักร ผมจึงพูดจาชัดถ้อยชัดคำ ในโรงเรียน ผมมักเข้าร่วมแข่งขันกล่าวสุนทรพจน์หรือโต้วาทีเสมอ ยังเคยได้รับเลือกเป็นตัวแทนนักเรียน กล่าวคำขอบคุณในพิธีจบการศึกษาอีกด้วย

แต่ผมจะไม่ยอมมีบทบาทสำคัญใดๆ ในงานวันแม่เลย ถึงแม้ว่าผมจะชอบเล่นเปียโน แต่ก็มีกฎข้อห้ามของผมข้อหนึ่ง ก็คือ จะไม่เล่นเพลงที่เกี่ยวกับแม่เด็ดขาด นอกจากจะถูกบังคับจริงๆ

บางครั้งผมก็เคยคิดเหมือนกันว่าพ่อแม่ผมเป็นใคร พอได้อ่านหนังสือนิยาย ก็เดาเอาว่าเราต้องเป็นเด็กที่เกิดออกมาแบบไม่ตั้งใจ พ่อเป็นคนไม่รับผิดชอบ ส่วนแม่ก็อายุยังน้อยไม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้ จึงจำต้องทิ้งเราเสีย . . .

คงเป็นเพราะผมก็พอมีพรสวรรค์อยู่บ้าง อีกทั้งครูอาสาทั้งหลายต่างก็ช่างสอนกันเหลือเกิน ผมได้เข้าเรียน โรงเรียนมัธยมที่มีชื่อเสียงประจำจังหวัด และการสอบเอนทรานส์ก็ผ่านฉลุยได้เข้าคณะโยธาตามที่ต้องการ

ผมอาศัยเรียนไปทำงานไปจนจบปริญญาตรี ระหว่างเรียน บางครั้งซิสเตอร์ซุนที่เลี้ยงผมจนโตก็มาเยี่ยมผมที่โรงเรียน พวกเพื่อนๆ ผู้ชายที่ว่าเถื่อนๆ พอเจอซิสเตอร์เข้าก็กลายเป็นเด็กสุภาพ เรียบร้อยไปเลย เพื่อนๆ หลายคนพอรู้ภูมิหลังของผม ต่างก็ปลอบใจผมว่า ผมโตมากับซิสเตอร์นี่เอง มิน่าทำไมนิสัยดีอย่างนี้ ในวันรับปริญญา คนอื่นๆ ต่างก็มี คุณพ่อคุณแม่มาร่วมงาน ส่วนญาติคนเดียวของผมก็มีแต่ซิสเตอร์ซุนเท่านั้น คณบดีของผมยังขอถ่ายรูปกับเธอเป็นพิเศษด้วย

ในช่วงที่ผมเกณฑ์ทหารอยู่นั้น ผมกลับมาเยี่ยมที่ศูนย์เต๋อหลันอีกครั้ง คราวนี้ซิสเตอร์ซุนได้เล่าเรื่องเรื่องหนึ่งให้ผมฟัง ซิสเตอร์หยิบซองจดหมายซองหนึ่งงออกมาจากลิ้นชัก บอกให้ผมเปิดดู

ในซองจดหมายมีตั๋วรถโดยสารอยู่สองใบ ซิสเตอร์บอกผมว่า เมื่อตอนที่ตำรวจพาผมมาที่นี่ ในเสื้อของผมมีตั๋วสองใบนี้ติดมาด้วย สันนิษฐานว่า แม่ของผมคงใช้ตั๋วทั้งสองใบนี้ นำตัวผมมาทิ้งไว้ที่สถานีรถไฟซินจู ใบหนึ่งเป็นตั๋วรถบัสจากเมืองเล็กๆ เมืองหนึ่งทางภาคใต้มาที่เมืองผิงตง ส่วนอีกใบหนึ่งเป็นตั๋วรถไฟจากเมืองผิงตงมายังซินจู เนื่องจากเป็นตั๋วรถเร็วชั้นสาม ผมจึงรู้ทันทีว่าแม่ผมไม่ใช่คนมีฐานะ

ซิสเตอร์ซุนบอกผมว่า ปกติแล้วพวกเขาไม่ชอบไปสืบหาที่มาของเด็กทารกที่ถูกทิ้ง เธอจึงเก็บตั๋วทั้งสองใบเอาไว้เฉยๆ เอาไว้ผมโตขึ้นแล้วค่อยว่ากัน และหลังจากที่เขาสังเกตการณ์ผมนานพอสมควร ก็สรุปว่าผมเป็นเด็กที่มีสติปัญญา มีเหตุมีผล น่าจะสามารถจัดการกับเรื่องนี้ได้ด้วยตัวเอง พวกเขาเคยไปที่เมืองเล็กๆ แห่งนี้มาแล้ว เป็นเมืองที่มีผู้คนอาศัยน้อยมาก ถ้าหากผมตั้งใจจะหาญาติสักคน เชื่อว่าคงหาได้ไม่ยาก

ผมเคยคิดอยากจะเจอพ่อแม่บังเกิดเกล้าของผมสักครั้ง แต่พอได้ตั๋วรถโดยสารสองใบนี้เข้าผมกลับเริ่มลังเล ตอนนี้ผมมีชีวิตที่สุขสบาย มีปริญญาที่สังคมยอมรับ มีเพื่อนหญิงที่กำลังจะลงเอยเป็นคู่ชีวิตที่ดี แล้วทำไมยังต้องเดินย้อนกลับไปหาอดีต อดีตที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อให้เจอเข้าจริงก็อาจไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก

ซิสเตอร์ซุนอยากให้ผมไป โดยให้เหตุผลว่า ผมเป็นเด็กที่มีอนาคตสดใส ไม่ควรปล่อยให้ชาติกำเนิดของตนเองต้องเป็นเงามืดอยู่ในจิตใต้สำนึก ซิสเตอร์บอกผมว่า จงคิดถึงเรื่องที่เลวร้ายที่สุดเข้าไว้ และต่อให้สิ่งที่ผมจะต้องเผชิญ จะเป็นเรื่องที่ไม่สู้ดีนัก ก็อย่าให้มีผลกระทบกับความเชื่อมั่นในตนเอง และอนาคตของตน

ในที่สุดผมก็ไป

เมืองเล็กๆ ที่แปลกหน้าสำหรับผมเมืองนี้ เป็นบ้านนอกที่ต้องนั่งรถบัสจากตัวเมืองผิงตงลึกเข้าไปอีกชั่วโมงกว่า ถึงแม้ว่าจะเป็นทางใต้แต่เพราะกำลังเข้าหน้าหนาว อากาศก็ยังเย็นๆ อยู่ เป็นเมืองที่เล็กจริงๆ ทั้งเมืองมีถนนอยู่เส้นเดียว มีร้านขายของชำอยู่ร้านสองร้าน มีสถานีตำรวจแห่งหนึ่ง ที่ทำการตำบลแห่งหนึ่ง โรงเรียนประถมและโรงเรียนมัธยมอีกอย่างละแห่ง นอกจากนั้นก็ไม่มีอะไรอีกแล้ว

ผมวิ่งไปวิ่งมาระหว่างสถานีตำรวจกับที่ทำการตำบล ในที่สุดก็ได้ข้อมูลที่ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับตัวผมสองเรื่อง เรื่องหนึ่งคือข้อมูลเกี่ยวกับการแจ้งเกิดของเด็กทารกชาย อีกเรื่องก็คือบันทึกประจำวันว่ามีคนแจ้งความเด็กหาย หลังจากที่ผมคลอดได้เดือนกว่า ซึ่งวันที่แจ้งความคือวันที่สองที่ผมถูกทิ้ง จากบันทึกและคำบอกเล่าของพวกซิสเตอร์ ตอนเจอผมที่สถานีรถไฟ ผมอายุได้เดือนกว่าแล้ว ซึ่งก็น่าจะมีการแจ้งเกิดเรียบร้อยแล้ว

ปัญหาก็คือ ทั้งพ่อและแม่ของผมต่างเสียชีวิตหมดแล้ว พ่อเสียไปเมื่อหกปีก่อน ส่วนแม่เพิ่งเสียไปเมื่อเดือนที่แล้วนี่เอง ผมมีพี่ชายคนหนึ่ง แต่พี่ชายของผมก็ได้ไปจากเมืองนี้นานแล้ว ป่านนี้ไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอยู่ที่ไหน

ถึงอย่างไรก็ตาม เมืองนี้ก็เป็นแค่เมืองเล็กๆ เมืองหนึ่ง ใครๆ ก็รู้จักกัน จ่าแก่ๆ ท่านหนึ่งในสถานีเล่าให้ผมฟังว่า แม่ของผมเป็นลูกจ้างของโรงเรียนประถมในเมืองมาโดยตลอด แล้วเขาก็พาผมไปพบครูใหญ่

ครูใหญ่ของโรงเรียนเป็นสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ท่านเล่าให้ผมฟังว่า คุณแม่ของผมมาทำงานที่โรงเรียนเป็นประจำ ท่านเป็นแม่เฒ่าที่มีเมตตาอารีมาก ส่วนพ่อของผมเป็นคนขี้เกียจและไม่เอาไหน ผู้ชายคนอื่นๆ ต่างก็เข้าไปหางานทำในเมืองใหญ่ มีแต่พ่อผมไม่ยอมไปไหน หาแต่งาน รับจ้างเล็กๆ น้อยๆ ในเมืองทำไปวันๆ ซึ่ง เมืองเล็กๆ ก็ไม่ค่อยมีงานอะไร ให้จ้างอยู่แล้ว ดังนั้นตลอดชีวิตจึงอาศัยแต่ค่าแรงของแม่ผมประทังชีวิตไปวันๆ และเมื่อไม่มีงานทำ อารมณ์ก็ไม่ค่อยจะดี จึงชอบกินเหล้าแก้กลุ้ม พอเมาก็ทุบตีแม่ บางทีก็ตีพี่ชายผม แม้ว่าพอสร่างเมาจะรู้สึกผิดบ้าง แต่ก็ติดเป็นนิสัยแล้วแก้ไขไม่ได้ แม่และพี่ชายของผมก็ทนมาตลอด จนกระทั่งพี่ของผมทนไม่ได้และหนีออกจากบ้านไปตอนอยู่มัธยมสอง กระทั่งป่านนี้ก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย

แม่เฒ่าท่านนี้เคยมีลูกคนที่สองจริงๆ แต่พออายุได้หนึ่งเดือน กลับ “หายสาบสูญไปอย่างประหลาด”

ครูใหญ่ถามหลายอย่างเกี่ยวกับตัวผม ผมก็ตอบตามความเป็นจริง พอรู้ว่าผมโตขึ้นจากสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้าทางตอนเหนือ ก็เหมือนคิดอะไรขึ้นได้ แล้วก็รีบลุกไปหาซองเอกสารใบใหญ่จากในตู้มาซองหนึ่ง ซองเอกสารใบนี้ เขาเจอมันอยู่ข้างหมอนของแม่ผมหลังจากที่แม่ผมเสียไป ครูใหญ่รู้สึกว่าของในนั้นต้องมีความหมายมาก จึงตัดสินใจเก็บเอาไว้รอให้ญาติผู้ตายมารับ

สองมือของผมสั่นเทา ค่อยๆ บรรจงเปิดซองเอกสาร ปรากฏว่าในนั้นมีแต่ตั๋วรถโดยสาร เป็นตั๋วรถที่เดินทางจากเมืองเล็กๆ แห่งนี้ไปยัง ตำบลเป่าซัน เมืองซินจู ทั้งหมดถูกเก็บเอาไว้ในซองอย่างเรียบร้อย

ครูใหญ่บอกผมว่า ทุกๆ ครึ่งปี แม่ของผมจะไปเยี่ยมญาติคนหนึ่งที่ภาคเหนือเสมอ ไม่มีใครรู้ว่าญาติคนนี้เป็นใคร รู้แต่ว่าทุกครั้งที่กลับมา แม่ผมจะดูมีความสุขมาก ช่วงหลังแม่นับถือศาสนาพุทธ เรื่องที่แกภาคภูมิใจเป็นที่สุดก็คือ สามารถบอกบุญกับพวกเศรษฐีในสมาคมพุทธศาสนา มอบเงินหนึ่งล้านเหรียญให้แก่ศูนย์รับเลี้ยงเด็กกำพร้าของแคธอลิก ในวันมอบเงินนางยังเดินทางไปที่นั่นด้วยตนเอง

ผมนึกขึ้นได้ว่ามีอยู่วันหนึ่ง รถบัสคันใหญ่คันหนึ่งพาสาธุชนจากภาคใต้มาจำนวนมาก พวกเขาเอาเช็คเงินสดมูลค่าหนึ่งล้านเหรียญมามอบให้ศูนย์รับเลี้ยงเด็กกำพร้าเต๋อหลัน พวกซิสเตอร์ปลาบปลื้มมาก ยังเกณฑ์เด็กทุกคนในศูนย์ มาถ่ายรูปหมู่เป็นที่ระลึก ตอนนั้นผมกำลังเล่นบาสอยู่ก็ไม่เว้นถูกเกณฑ์ไปถ่ายรูปด้วยอารมณ์บูดบึ้ง ตอนนี้ผมกลับเห็นรูปถ่ายใบนั้น ถูกเก็บไว้ในซองเอกสารซองนี้ด้วย ผมขอครูใหญ่ช่วยชี้ให้ผมดูว่าแม่ของผมคือคนไหน เธอยืนอยู่ไม่ไกลจากผมเท่าไหร่นัก

และที่ผมซาบซึ้งมาก คือในซองยังมีสำเนาถ่ายเอกสารของสมุดที่ระลึกวันรับปริญญา หน้าที่ถ่ายคือหน้าที่เพื่อนๆ ในคณะสวมหมวกสี่เหลี่ยมกำลังสนุกสนานกันอยู่ ซึ่งก็มีผมอยู่ในรูปด้วย

คุณแม่ของผม แม้ว่าจะทิ้งผมไป แต่ก็มาเยี่ยมผมบ่อยๆ และอาจจะมาร่วมพิธีรับปริญญาของผมด้วยซ้ำ

น้ำเสียงของครูใหญ่ราบเรียบมาก ท่านพูดว่า
“หนูควรจะขอบคุณคุณแม่ของหนู แม่หนูทิ้งหนูไปก็เพื่อให้หนูได้มีสภาพแวดล้อมที่ดีกว่า ถ้าหนูอยู่ที่นี่ อย่างมากก็เรียนจบมัธยมต้น แล้วเข้าไปหางานทำในเมือง พวกเราในนี้น้อยคนมากที่จะเรียนถึงระดับมัธยมปลาย ถ้าโชคร้ายกว่านั้น หนูทนให้พ่อหนูตบตีไม่ไหวก็อาจหนีออกจากบ้านแล้วไม่กลับมาอีกเลย เหมือนพี่ชายของหนูก็เป็นได้”

ครูใหญ่ยังเรียกครูคนอื่นเข้ามาแล้วเล่าเรื่องของผมให้พวกเขาฟัง ทุกคนต่างก็แสดงความยินดีกับผม ที่เรียนจบมหาวิทยาลัยที่มีชื่อของรัฐ คุณครูคนหนึ่งบอกผมว่า ในเมืองนี้ยังไม่มีใครสอบเข้ามหาวิทยาลัยของรัฐได้เลยแม้แต่คนเดียว

ผมรู้สึกตื้นตันมาก ถามครูใหญ่ว่าในโรงเรียนมีเปียโนไหม ผมเปิดฝาเปียโนขึ้น มองไปยังแดดอ่อนๆ ยามเย็นนอกหน้าต่าง ผมเริ่มลงมือเล่น เพลงทุกเพลงที่เกี่ยวกับแม่ที่ผมรู้จัก เพลงแล้วเพลงเล่า ผมอยากบอกให้ทุกคนรู้ว่า ถึงผมจะโตขึ้นจากศูนย์รับเลี้ยงเด็กกำพร้าแต่ผมไม่กำพร้า เพราะผมมีซิสเตอร์ที่ใจดีเลี้ยงดูผม สั่งสอนอบรมผมจนเติบใหญ่ รักผมเหมือนลูกแท้ๆ หรือใครจะคิดว่าผมไม่สมควรเห็นพวกท่านเหล่านั้นเป็นแม่ ?
ที่สำคัญ ผมยังมีแม่ผู้บังเกิดเกล้าที่เป็นห่วงและรักผม เพราะความเสียสละและความกล้าหาญของเธอ จึงทำให้ผมได้มีสภาพแวดล้อมที่ดี และมีอนาคตที่สดใส

กฎข้อห้ามของผมถูกปลดออกแล้ว นอกจากผมจะเล่นเพลงแม่ได้ ผมยังร้องคลอเบาๆ ได้อีกด้วย ครูใหญ่และครูทุกคนต่างก็พากันร้องตามเสียงเปียโน เสียงร้องดังก้องกังวานออกไปถึงนอกโรงเรียน ท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามเย็น ชาวบ้านต้องพากันสงสัยแน่ๆ ว่า ทำไมวันนี้จึงมีคนเล่นเพลงวันแม่

สำหรับผมแล้ว วันนี้ก็คือวันแม่ ซองเอกสารที่เต็มไปด้วยตั๋วรถโดยสาร ทำให้ผมไม่ต้องกลัววันแม่อีกต่อไป

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ไม่รู้จะคอมมเนต์อะไรดีนอกจากคำว่า เป้นบทความที่ซาบซึ้ง และน่าประทับใจมากๆ ค่ะHot!

#1 By General เบ๊ on 2008-08-09 21:10

Hot! อยากให้คนได้อ่านเยอะๆค่ะ

#2 By (^_^)/nana on 2008-08-10 01:15

Hot!
สุดยอดค่ะ
ความรักของแม่ เพื่อลูกแม่ทำได้ทุกอย่างจริงๆ
big smile

#4 By iNum~* on 2008-08-10 16:25

ประทับใจเช่นกันค่ะHot!
ทราบซึ้งมากๆๆ

ประทับใจมาก อยากให้คนอื่นได้อ่านด้วย Hot!

#6 By Choudate on 2008-08-10 17:54

Hot!

#7 By urasmota* on 2008-08-10 18:30



ติดฮอทเเล้ว
เอาไปอีกสาม.....

Hot! Hot! Hot!

...เชียร์กันเองเเล้วคับ...
sad smile

#8 By Sana_by_lllmukoilll on 2008-08-10 19:27

ยิ่งกว่าตั๋วนำทางอีกนะฮะ cry

#9 By SanokI on 2008-08-10 19:46

Hot! เอาไปอีกหนึ่ง

#10 By [Joey]I'm the tutor home Reborn on 2008-08-10 20:29

อยากให้คนได้อ่านเยอะๆ

#11 By การ์ตูน (125.27.112.152) on 2008-08-10 22:23

Hot! Hot! Hot!

อ่านจบแล้วขอบอกว่า "อยากให้ทุกคนได้อ่านค่ะ"

#12 By SK-SaKU :: With Your Smile on 2008-08-10 22:34

Hot! Hot! Hot!

อ่านจบแล้วขอบอกว่า "อยากให้ทุกคนได้อ่านค่ะ"

#13 By SK-SaKU :: With Your Smile on 2008-08-10 22:34

ดีมากๆเลยค่ะ big smile Hot!

#14 By MomMom on 2008-08-10 23:40

Hot! Hot! Hot!

#15 By iDoi* on 2008-08-11 00:34

Hot!

#16 By -----ROGER----- on 2008-08-11 09:25

ฮื่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆซึ้งมากๆเลยคร้าHot!

#17 By wild lovely Angle on 2008-08-11 11:02

อึ้ง...หนูอยู่กับยายมาตั้งแต่เล็กค่ะ....เคยรู้สึกว่าถูกทิ้ง แต่ว่า พอโตขึ้น เข้าใจอะไรๆดีขึ้น ก็ทราบถึงเหตุผลที่ พ่อกับแม่ทำลงไป...ไม่โทษใครค่ะ ตอนนี้มีความสุขดีทุกอย่างเลย แม่ก็กลับมาอยู่ด้วยแล้ว..สบายใจๆๆconfused smile

#18 By Psycho Girl on 2008-08-11 18:31

Hot!

#19 By Psycho Girl on 2008-08-11 18:31

Hot! Hot!
ซึ้งจริงๆ.. ขอบคุณที่เอามาให้อ่านะคะ

#20 By sheik on 2008-08-11 21:31

เรื่องนี้ดีมาก ๆ เลยค่ะ Hot!

#21 By Lydia Deetz on 2008-08-12 00:42

เรื่องนี้สมควรดัน cry Hot! Hot! Hot!

#22 By bellbell on 2008-08-12 05:31

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ ยิ่งยืนนาน

#23 By Genki Everyday on 2008-08-12 09:39

ขอบคุงน้าค่า

ที่เข้ามาแปลให้ไม่นึกว่าจะมีคราย

มาอดทนนั่งแปลนะเนี่ยopen-mounthed smile open-mounthed smile

#24 By P h a m a c i Z z - - - * * on 2008-08-19 18:21

ขอบคุงน้าค่า

ที่เข้ามาแปลให้ไม่นึกว่าจะมีคราย

มาอดทนนั่งแปลนะเนี่ยopen-mounthed smile open-mounthed smile

#25 By P h a m a c i Z z - - - * * on 2008-08-19 18:21

ขอบคุงน้าค่า

ที่เข้ามาแปลให้ไม่นึกว่าจะมีคราย

มาอดทนนั่งแปลนะเนี่ยopen-mounthed smile open-mounthed smile

#26 By P h a m a c i Z z - - - * * on 2008-08-19 18:21

โอ้โห ซึ้งจังพี่เบียร์นี่...ไม่อยากจะชมเลย แต่ก็แปลดีจริงๆแหละ

#27 By Lunla_m (68.181.222.112) on 2008-09-09 14:39

(ToT)ประทับใจมาก!! ความรักของเเม่ช่างยิ่งใหญ่ T^T

#28 By zaku (202.133.154.90) on 2008-10-27 14:27

#29 By เเนน (118.174.74.164) on 2009-08-02 15:43

#30 By อ้ร (118.174.74.164) on 2009-08-02 15:44