ซื้อลิขสิทธิ์ ฉบับฮาวทู
posted on 08 Apr 2009 19:59 by be-beer in Mydayเสร็จสิ้นงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติไปแล้ว คนซื้อก็สนุกสนาน คนขายก็สนุกสนาน ป่านนี้คงปิดบ้านฉลองกันไปหลายเจ้า ปัญหาในการเดินซื้อหนังสือในงาน มีด้วยกันหลากหลาย ตั้งแต่บรรดารถ “ลากจูง” ทั้งหลาย ที่พร้อมจะทับตรีนใครก็ได้อย่างไม่อายฟ้าดิน เพราะคน “ลาก” มันอยู่ข้างหน้า ใครทะเล่อทะล่าสะเออะยื่นบาทามาขวางล้อ มันก็โง่เอง กรูเปล่า กรูเดินผ่านไปแล้ว กรูไม่รู้ กรูมาววว...
ผมเป็นคนหนึ่งที่เจ็บตัวกับล้อพวกนี้บ่อยมาก จนกระทั่งครั้งหลังๆ พอเห็นใคร “ลาก” ล้ออยู่ข้างหน้า จะต้องเอาปลายเท้าไปเขี่ยๆ เตะๆ ถีบๆ ยันๆ “ล้อ” นั่นเสมอ จนแฟนบ่นว่าชักจะโรคจิตเข้าทุกวันแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่ไอ้คนข้างหน้ามันก็ไม่รู้สึก หรอก ก็ที “ทับ” “บด” “ขยี้” ตรีนชาวบ้านมันยังไม่รู้สึกเลยนิ
แม้จะไม่ได้อะไรขึ้นมา แต่อย่างน้อยก็ได้ความสะใจ หึหึ เคยอ่านกระทู้คนที่บ่นเรื่องนี้ในพันทิป มีคนหนึ่งไม่รู้ไปโดนอีท่าไหน (เข้าใจว่าแรงมาก) พี่แกถึงกับเทกาแฟในแก้วใส่กระเป๋าลากใบนั้นตรงนั้นเลย (ไอ้คนลาก มันก็ยังไม่รู้ตัวอยู่ดี คงไปหอมกรุ่นกลิ่นกาแฟตอนถึงบ้านกระมัง)
อยากเก๋าเหมือนพี่แกบ้างจัง
ผมเคยพูดคุยนักเขียนชาวไต้หวัน เมื่อตอนที่ไปร่วมงานไทเปบุ๊กแฟร์ ตอนเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา
พี่เดินงานหนังสือบ้างหรือเปล่าครับ ถ้าพี่เดินในงาน คงเดินๆ หยุดๆ มีแต่คนล้อมหน้าล้อมหลังขอลายเซ็นแน่ๆ (เขาดังมากครับ)
ไม่ได้เดินงานนานแล้ว เรื่องคนล้อมหน้าล้อมหลังนะ ไม่ต้องห่วงหรอก นักเขียนนะไม่ใช่ดาราหนังโป๊ แต่ที่รำคาญจริงๆ คือพวกเรียกสมัครสมาชิกนิตยสาร กับขายเอนไซโคลปิเดียมากกว่า
เอ่อนะ ปัญหาของงานแฟร์ในไต้หวันกับของบ้านเรา ไม่ค่อยเหมือนกันแฮะ
อ่ะแฮ่ม เข้าเรื่องกันเถอะ
สำหรับงานหนังสือในครั้งนี้ ผมได้มีโอกาสทำหน้าที่อีกอย่าง ที่แตกต่างไปจากคนมากมาย นั่นก็คือ ไม่ได้ไปในฐานะคนซื้อ หรือคนขาย แต่ไปในฐานะพ่อค้าคนกลาง ฮ่าฮ่าฮ่า (ชั่วพอหรือยัง)
ใช่ครับ เขาเรียกมันว่า “เอเจนซี่”
ว่าแล้วก็แนะนำตัวสักหน่อย อย่าหาว่าเอนทรี่นี้ไม่เป็นกลางเลยนะ บังเอิญผมก็รู้จักอยู่ไม่กี่เอเจนซี่ จึงขอแนะนำเอเจนซี่ตัวเองเสียเลย
บริษัทเอเจนซี่ ที่หลวมตัวรับผมไปเข้าสังกัดคือ tuttle-mori agency ประเทศไทยครับผม ที่ต้องเน้นว่าประเทศไทย (อย่าถามนะ ว่าทำไมตัว a ต้องเป็นสีแดง เพราะผมก็ไม่รู้เหมือนกัน - -) เพราะเป็นบริษัทในเครือของประเทศญี่ปุ่น ถ้าในญี่ปุ่น ก็จะเป็น tuttle-mori agency ประเทศญี่ปุ่นอีกที (และยังมีเครือข่ายในลอนดอนนิวยอร์กและปารีสอีกอย่างละที่)
อนึ่ง เราไม่ได้ขายทัวร์นะครับ อย่ามาถามราคาค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับกรุงเทพฯ-อัซคาบัน กับผมนะครับ เดี๋ยวมีต่อย
นอกเรื่องนิดนึง ครั้งแรกที่เห็นชื่อบริษัท ผมนึกในใจว่า บริษัทไรฟะ เต๊าเต่า เป็นไรกะนินจาเต่าป่ะเนี่ย - - (มีใครคิดเหมือนผมบ้างไหมอ่า)
สาขาประเทศไทย ขณะนี้ดูแลลิขสิทธิ์ของประเทศไทย อินโดนีเซียและเวียตนาม (ซึ่งจะเพิ่มภาษาจีนเข้าไปเพราะผมดอดเข้ามานี่แหละ) แต่ยกเว้นนิยาย-การ์ตูนมังงะจากญี่ปุ่น บริษัทแม่ในญี่ปุ่นยังเป็นผู้ดูแลด้วยตนเอง
ตอนผู้ใหญ่ที่ญี่ปุ่นสัมภาษณ์งาน แกเล่าโครงสร้างบริษัท และแนวคิด ความเป็นมาในการก่อตั้งบริษัทเอเจนซี่ดังต่อไปนี้
เริ่มจากหลังสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง ได้มีทหารอเมริกา ย้ายเข้าไปอยู่ในประเทศญี่ปุ่นจำนวนมาก ขณะที่สังคมชาวอเมริกันเติบโตขึ้น จึงมีความต้องการสินค้าด้านการ “อ่าน” เพิ่มขึ้น ขณะนั้นเอง จึงมีธุรกิจการนำเข้าหนังสือ วรรณกรรม นิยาย (ฯลฯ) ภาษาอังกฤษ เข้าไปจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่น ผู้ที่ริเริ่มบุกเบิกธุรกิจด้านนี้ คือมิสเตอร์ ทัตเทิล นั่นเอง
ต่อมา คุณทัตเทิลได้รู้จักกับมิสโมริ ในโรงละครโอเปร่าห์ (คุณโมริ เป็นนักแสดงคนหนึ่งในคณะ) และได้จุดประกายความรัก จนลงเอยกลายเป็น tuttle-mori (ง่ายไปหน่อยไหม ตรงกลางไปจินตนาการเอาเองละกัน)
นั่นแหละครับ ต่อมาก็มีการแปลงานฝรั่งมาเป็นญี่ปุ่น งานญี่ปุ่นมาเป็นฝรั่ง และธุรกิจก็ต่อยอดออกไปเรื่อยๆ ต้องตั้งสาขาที่โน่นที่นี่ เพื่อให้มีการติดต่อประสานงาน โน่นนั่นนี่... (เอาเป็นว่า พอรู้ว่ามันเริ่มยังไง และตอนนี้เป็นยังไง ตรงกลางก็ไปคิดเองกันได้แล้วนิ)
ทีนี้ มีอีกเรื่องหนึ่งที่ถือเป็น “หัวใจ” ของธุรกิจ ที่เจ้านายชาวญี่ปุ่นเล่าให้ฟัง เพื่อให้สำเหนียกไว้ในหัว เวลาเจอปัญหาใดๆ ที่ต้องตัดสินใจ ซึ่งผมชอบครับ หึหึ นั่นคือ “จุดเริ่มต้น (ซึ่งต่อมาถือเป็นจุดยืน) ของเอเจนซี่”
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีนักเขียนตกยากคนหนึ่ง (จำชื่อไม่ได้แล้ว ถ้าหากระดาษที่จดไว้เจอ จะมาแก้ไขให้นะ) เที่ยวเอางานเขียนของตัวเอง ไปเสนอที่นั่น ไปเสนอที่นี่ (นึกถึงตัวเองเลยอ่ะ) แต่ก็ไม่มีใครสนใจสักที บ้างก็บอกว่า
เอาเวลาไปทำอย่างอื่นที่เข้าท่ากว่านี้ดีกว่าไหมลูก... (โอย โดนๆๆ)
เต้นกินรำกินอย่างนี้ไม่อายเขาหรือลูก (เอ๊ะ ชักไม่ใช่และ)
จนกระทั่งเขาแทบจะท้อแท้
วันหนึ่ง เขาก็พบเพื่อนของเขา และเล่าความลำบากใจของเขาให้เพื่อนฟัง พลางถามว่า
เฮ่ นายพอจะรู้จักใครในสนพ. บ้างหรือเปล่า เอาไปขายให้หน่อยดิ
ได้เสะ ไหนงานนาย เอามาดูหน่อยดิ๊... อื้อ เขียนออกมาได้ไงฟะ ตอนเขียนอ้วกแตกบ้างหรือเปล่าเนี่ย... (เดี๋ยวโดน) เดี๋ยวจะช่วยถามให้อีกแรงละกัน เพื่อนฝูงกันนิ เบียร์มื้อนี้เมิงจ่ายให้หน่อยก็แล้วกันนะ
... (แมร่ง ยังไม่ทันได้งาน มันใช้กูก่อนและ ยิ่งไส้แห้งๆ อยู่)
สิบหกปีครึ่งผ่านไป
เฮ่ย งานเมิง มีคนสนใจแล้วนะโว่ย กรูช่วยเมิงโก่งราคาด้วยนะ เนี่ย จะขายไหม
อ๊ะ เจงหงะ ไว้มาบอกตอนกรูอดตายไปแล้วดีกว่าไหม แต่ว่า เอาดิ ทำไมจะไม่ขาย
และแล้ว แฮร์รี่พอตเตอร์ ก็ได้โลดแล่นอยู่บนวงการน้ำหมึก
(ใครเชื่อก็บ้าแล้ว)
แต่ก็นั่นแหละครับ เหตุการณ์ข้างต้น มีเรื่องจริงบ้างสมมติบ้าง (โปรดใช้วิจารณญาณในการรับอ่าน) แต่หัวใจและจุดยืนของ “เอเจนซี่” ก็คือ “เป็นเพื่อนของนักเขียน”
จำไว้นะเบียร์คุง ทัตเทิลโมริ เอเจนซี่ คือเพื่อนของนักเขียน...
โอโตริพูดจบ ก็จับมือผมไว้ หลับตาลงด้วยความอ่อนล้า ยิ้มน้อยๆ ที่มุมปากอย่างเป็นสุข
โอ๊ตส์...
พอๆๆ เหอะ จะดราม่าไปไหน
สรุปง่ายๆ ครับ เมื่อไหร่ที่เกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เอเจนซี่จะนึกถึงเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นหลักก่อนครับ เรา จะดูแลและปกป้องเจ้าของลิขสิทธิ์มากกว่า เพราะเราเก็บตังค์จากเจ้าของลิขสิทธิ์ครับ (เอ๊ะ มันเป็นยังไง) เรามาดูวิธีการทำงานของเอเจนซี่ดีกว่า
สามสิบ ถึงสี่สิบปีก่อน
สนพ. อ. ไปเดินเล่นในร้านหนังสือย่านชินจูกุ สะดุดใจกับหน้าปกหนังสือเล่มหนึ่ง ว้าววว วี้ดวิ่ววว (นั่นๆ รู้นะ คิดอะไรอยู่) เอากลับไปแปลขายเมืองไทยดีกว่าวุ้ย
สนพ. อ. เอากลับมาแปลขาย
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะสมัยนั้น ไม่มีกฎหมายคุ้มครองลิขสิทธิ์ระหว่างประเทศ
สิบปีก่อน
สนพ. อ. ไปเดินเล่นในร้านหนังสือย่านชินจูกุ สะดุดใจกับหน้าปกหนังสือเล่มหนึ่ง ว้าวววว (พอๆๆ) เอาไปขายบ้านเราน่าจะรุ่ง ไหนเปิดดูหน่อยซิ เจ้าไหนพิมพ์ อ๋อ สนพ.ปังย่า (มีกฎหมายลิขสิทธิ์แล้ว มักง่ายจะโดนฟ้องขี้แตกเอาง่ายๆ) สนพ.เราเก๋า มีพนักงานพูดได้เจ็ดภาษาในโลก โทรไปคุยๆ กันเอง ตกลงเงื่อนไขกันเสร็จสรรพ เอากลับมาแปลขาย
ปัจจุบัน
สนพ. อ. ไปเดินเล่นในร้านหนังสือย่านชินจูกุ สะดุดใจกับหน้าปกหนังสือเล่มหนึ่ง ว้าวววว (เล่นไม่เลิกนะเมิง) เอาไปขายบ้านเราน่าจะรุ่ง ไหนเปิดดูหน่อยซิ เจ้าไหนพิมพ์ อ๋อ สนพ.ปังย่า
สนพ. เราไม่มีพนักงานดีเด่นระดับโลก ไม่มีใครพูดเป็นเจ็ดภาษา ขี้เกียจเสียค่าโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ขี้เกียจตามเรื่องจุกจิก...
กริ๊งงงง ทัตเทิลโมริเหรอครับ ผมบิ๊บจากสนพ. อ. นะ ช่วยติดต่อลิขสิทธิ์หนังสือเรื่องนี้ให้หน่อยสิ
ได้คร้าบบบ
อื้อ แล้วผมจะรอนะ
สามวันต่อมา (น่าจะประมาณนี้แหละ)
โหล พี่บิ๊บครับ หนังสือเล่มนี้ ลิขสิทธิ์ยังอาเวลเลอเบ้อ อยู่ครับ
หืม ไรนะ
หมายถึงยังว่างอยู่ครับ พี่เสนอออฟเฝอะมาได้เลยครับ
หืม ไรฟะ
หมายถึงเสนอราคามาเลยครับ เดี๋ยวผมติดต่อให้
(แมร่ง แล้วทำไมไม่พูดภาษาคนตั้งแต่แรกฟระ)
และแล้ว ขั้นตอนก็ดำเนินมาถึงการเสนอราคา
คิดจะซื้อลิขสิทธิ์หนังสือต่างประเทศ เขาตั้งราคากันอย่างไร
ความจริง ค่าการตลาดแต่ละประเทศไม่เหมือนกันนะครับ
สนพ.ใหญ่ๆ หลายประเทศ เขาจะคำนวณว่า ประเทศคุณมีประชากรเท่าไหร่ ค่าครองชีพเท่าไหร่ แล้วมาประเมินว่า จะขายหนังสือให้คุณในราคาเท่าไหร่ ผมขอข้ามเรื่องเศรษฐกิจระหว่างประเทศ หุ้นวอลล์สตรีทกับดัชนีสตาร์ตี๊ฟไปก่อนนะครับ (ขอให้ได้หยอดเนอะ กลัวไม่ฮาเนอะ) ขอรวบรัดมาที่บ้านเราเลยก็แล้วกัน
การซื้อลิขสิทธิ์หนังสือต่างประเทศ จะมีด้วยกันสองแบบดังนี้
1. ซื้อ “ขาด” เป็นระยะเวลา ซึ่งมักจะมีสามปี หรือห้าปี ระหว่างนี้คุณจะตีพิมพ์หรือไม่ พิมพ์ขายได้หกเล่ม หรือหกหมื่นเล่ม ขาดทุนกำไรช่างหัวมึง เขาขอก้อนเดียวจบ (ซึ่งอาจแพงกว่าการจ่ายก้อนแรกของแบบที่สองนิดนึง)
2. เซ็นสัญญาลิขสิทธิ์ (โดยมากมักเป็นเช่นนี้) ซึ่งการจ่ายเงิน เขาจะได้จาก “ยอดจำหน่ายจริง” โดยมีลักษณะดังนี้ ขอยกตัวอย่างเป็นตัวเลขกลมๆ
ฝ่ายสนพ.ที่เสนอซื้อ ต้องพิจารณาต้นทุน ว่าหนังสือขนาดนี้จะขายราคาปลีกเท่าไหร่ (เพื่อหาราคาปก)
ในการตีพิมพ์ครั้งแรก จะพิมพ์สักกี่เล่ม (จะได้จำนวนพิมพ์ครั้งแรก)
ตกลงค่าลิขสิทธิ์กันที่กี่เปอร์เซ็นต์ (มักจะเริ่มที่ 6-7 ไม่น่าจะเกิน 8 ถ้าไม่พิเศษจริงๆ แต่เริ่มต้นที่ 5 ก็มีเหมือนกัน)
เอามาบวกลบคูณหาร
ราคาปก 100 บาทพิมพ์ครั้งแรก 3000 เล่ม เป็นเงินสามเสน เอ้ย สามแสนบาท
6% ของสามแสน เป็นเงิน 18,000 แปลงกลับเป็นเงินสกุลดอลลาร์ จะได้ 514 usd
ตีให้เป็นเลขกลมๆ จะได้ 600 usd
ดังนั้น กรณี “หมวยซ่า หักเหลี่ยมโหด” เล่มนี้ ออฟเฝอจึงควรจะเป็น
advance (ค่าลิขสิทธิ์ล่วงหน้า) 600 usd
royalty (ค่าลิขสิทธิ์) 1-5000 เล่ม 6%
5001-10000 เล่ม 7%
10001 ขึ้นไป 8%
first print run (จำนวนพิมพ์ครั้งแรก) 3000 เล่ม
และในกรณีที่เราต้องการซื้อภาพหน้าปก ภาพประกอบในเล่มด้วย ก็จะมี “ค่าภาพ” เพิ่มเติม ซึ่งจ่ายกันครั้งเดียวจบ เราจะเรียกมันว่า “ค่าซีดี” ซึ่งก็แล้วแต่จำนวนกับคุณภาพด้วยครับ
ราคามักมีตั้งแต่ 100 usd ถึง 500 usd (ผมไม่เคยเห็นแพงกว่านี้นะ หรืออาจเป็นเพราะผมยังเบบี๋อยู่ก็เป็นได้)
โอเคครับพี่บิ๊บ ถ้าทางโน้นตอบกลับมาว่ายังไง ผมจะแจ้งให้ทราบทันทีครับ
เอาละ ทีนี้ก็จะเป็นศึกชักเย่อละครับ ทางโน้นก็จะเรียกเพิ่ม ทางนี้ก็จะขอลด ไม่ต่างอะไรกับการซื้อผักกาดหอมขอแถมผักชีในตลาดนั่นแหละครับ จนกระทั่งถึงจุดที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ หรือไม่ก็เลิกกันไปเลยนั่นแหละ
ส่วนใหญ่เขาจะต่อรองกันเรื่องเงิน “advance” มากกว่าครับ ถ้าคุณเห็นว่าหนังสือเล่มนี้มีอนาคตแน่ๆ ค่าลิขสิทธิ์ล่วงหน้า ยังไงก็ไม่ขาดทุน ก็ให้เขาไปเถอะครับ หากเขาเรียกสองพัน (ต้องขายได้สักเก้าพันเล่มถึงจะคุ้มนะเฟ่ย) ก็พิจารณาดู สู้ไหว (เรื่องนี้พิมพ์เกินหมื่นอยู่แล้น) ก็สู้ สู้ไม่ไหว ไม่คุ้ม (แมร่ง สามพันขายหมดหรือเปล่ายังไม่รู้) ก็ไม่ต้องสู้ ไม่มีใครเอามีดมาจ่อคอ จับมือบังคับเซ็น ก็เลิกคุย ไม่มีอะไรต้องเสีย (นอกจากเวลา กับค่าเหนื่อยของเอเจนซี่ ซึ่งจนถึงขั้นนี้ ก็ยังฟรีอยู่สำหรับคุณ หึหึ)
แห่กๆๆ ในที่สุดก็สำเร็จซะที เมื่อตกลงกันได้ ก็ถึงขั้นเซ็นสัญญาครับ สัญญาก็จะมีด้วยกันสามฝ่าย
สนพ.ผู้ขาย สนพ.ผู้ซื้อ และพ่อสื่อตัวดี เอเจนซี่ครับ ทีนี้พวกคุณก็ปฏิบัติกันตามสัญญา โดยจะมีเนื้อหาหลักๆ คือ
จะจ่ายแอดวานซ์ภายในวันไหน (มักไม่เกินหนึ่งเดือน)
จะตีพิมพ์ ภายในกี่เดือน (ไม่ใช่ซื้อมากั๊ก สะกัดดาวรุ่ง)
เนื้อหาค่าลิขสิทธิ์ตรงตามที่ตกลง
และจะแจ้งยอด โอนเงินปีละกี่ครั้ง (มักจะสองครั้ง คือกลางปีและสิ้นปี)
แล้วก็ตรวจสอบเลขที่บัญชี ชื่อบัญชีที่จะให้โอนไปด้วย
โอเคครับ
หากการซื้อขายเกิดขึ้นตามสมมติฐานข้างต้น สำหรับเอเจนซี่จะถือว่าส้มหล่นครับ
เพราะสนพ. เป็นฝ่ายติดต่อเข้ามาเอง ไปเจอเพชรในตมเข้าเอง และเกิดขึ้เกียจ ไม่อยากติดต่อเอง (ความจริงถ้าสนพ. เก๋าจริง ติดต่อไปเองก็ได้ครับ แต่อาจต้องพิสูจน์ตัวเองกันสักพัก เพราะทางโน้นเขาไม่รู้จักเรา ซึ่งถ้าเอเจนซี่ติดต่อให้ ก็จะได้รับคำตอบเร็ว เพราะเอเจนซี่จะเป็นที่รู้จักกันในวงการอยู่แล้ว)
ลืมไป แล้วเอเจนซี่จะได้อะไร?
เอเจนซี่ จะได้ค่าคอมมิชชั่น ที่หักจากการซื้อขายครับ หักมาจาก “ผู้รับ” แหละครับ (ก็คือผู้ขาย) ในตัวอย่างข้างต้น ก็หักจากต่างประเทศนั่นเอง (ตกลงราคากันที่ 1000 เราก็จะหักเอาไว้ก่อนโอนไป เป็นเงินเท่าไหร่นั้น ขออุบอิบไว้ในฐานะความลับทางธุรกิจนะครับ) ส่วนใหญ่ ฝ่ายโน้นจะบวกค่าโสหุ้ยดังกล่าว ไว้เรียบร้อยแล้วนั่นแหละ
ดังนั้น หากคุณติดต่อตรงสำเร็จ ก็อาจจะทำให้ค่าแอดวานซ์ลดลง (หรืออาจจะไม่ ขึ้นอยู่กับว่าใครเก๋ากว่าใคร) นี่แหละ วงการธุรกิจ หึหึ
งั้นกลับมาที่ เอเจนซี่ยังทำอะไรได้อีก
ผมขอพูดถึงตัวเองก็แล้วกันครับ
ขอใช้คำหรูๆ ก็แล้วกันครับ หลังจากทำงานด้านนี้เต็มตัวมาพักใหญ่ (ทั้งก่อนเข้าวงการ และหลังเข้าวงการ) เอเจนซี่ ก็คือแมวมองดีๆ นี่เองครับ เป็นหูเป็นตาให้สนพ.ในเครือข่าย จับแพะชนแกะ ให้เกิดการซื้อขาย
นอกจากนี้ อีกหนึ่งอย่างที่สนพ. จะได้จากการใช้บริการเอเจนซี่ ก็คือข้อมูลหนังสือที่อัพเดทล่าสุด ซึ่งสนพ.ต่างประเทศ จะส่งตรงถึงเอเจนซี่ ก่อนที่หนังสือต้นฉบับจะวางแผงกันเลยทีเดียว (เราจึงเห็นว่า หนังสือบางเล่ม บ้านเราวางแผงก่อนต้นฉบับเสียอีก)
ซึ่งเอเจนซี่ก็จะรับมา สแกนรอบหนึ่ง แล้วส่งให้สนพ.ลูกค้า ตามแนวหนังสือของสนพ. นั้นๆ (เช่น สืบสวนสอบสวน สยองขวัญ รักใสๆ บริหารธุรกิจ พัฒนาตนเอง... ฯลฯ)
วงการนี้ ใครมือไวสาวได้สาวเอาครับ
ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นฮาวทู “ฉบับซื้อ โดยผ่านเอเจนซี่” เอาไว้โอกาสหน้า จะปั่นฮาวทู “ฉบับขาย โดยผ่านเอเจนซี่” มาให้อ่านกันนะครับ
ขออนุญาตรอดูผลงานคราวนี้ก่อน ถ้าหากไม่มีอะไรผิดพลาด ผมเพิ่งขายงานของนักเขียนไทย ไปจำนวนเยอะพอสมควร แต่ก่อนจะเอามาโม้ (ภูมิใจครับ อยากโม้) ขอรอให้การซื้อขายเสร็จสิ้นก่อนก็แล้วกันครับ (แบบนี้เรียกว่าโม้หรือยังหว่า)
สุดท้าย ขอพูดให้อิจฉาเล่น หึหึ
หลังจากมาเป็นเอเจนซี่แล้ว ผมอ่านหนังสือไม่ต้องซื้อและ แลกด้วยนามบัตรแทนแล้วครับ โฮะๆ (แต่มีจรรยาบรรณน้า แลกมาอ่านเองแบบกูอยากอ่านเฉยๆ แล้วไปหลอกเขามาฟรีๆ ปล่อยให้เขารออย่างมีความหวัง... มีสิทธิ์โดนไล่ออกได้เหมือนกันละครับ หึๆๆ)
แต่เรียนตามตรง ยิ่งเอาเขามาเยอะ งานก็ยิ่งเยอะครับ ขณะนี้ใกล้ถึงขั้น ให้ฟรีแถมตังค์อีก ก็จะไม่รับแล้วคร้าบบบ (อิจฉาละเซ่)
ในฐานะเอเจนซี่ ผมเป็นเพื่อนนะคร้าบบบบ
ปล.
ชื่อทั้งหมดในเรื่องข้างต้น สมมติขึ้นทั้งสิ้น ถ้าใครจะนึกหน้าของใครก็ตามสวมเข้าไปท้ายชื่อ ก็เชิญใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญของท่านตามสบายนะครับ หุหุ ผมไม่เกี่ยวววเน่อ
(Chinese)
(วานวาน Chinese)

มายาวอย่างมีสาระมาก - -b
เรื่องรถลากในงานหนังสือนี่ไม่ไหวจริงๆเน๊อะ
คิดแต่ว่า "ก้อตูจะลาก พื้นที่ตรงที่ของตู ใครจะทำไม"
แล้วพ่อก้อลากแบบไม่สนใจใคร
อยากรู้เหมือนกันว่า
ถ้ามีมนุษย์รถลากคนอื่น ลากรถมาทับเท้ามันมั่ง จะเป็นยังไง
แต่ก้อยังพอรับได้นะ
ไม่ไม่ถึงขั้นว่าจะต้องเอาคืนเหมือนคนโรคจิตแถวนี้
แต่งานหนังสือคราวหน้า มุ๋เชียร์ให้เอากาแฟเทราดแบบพี่ในพันทิป
แต่่ก่อนราด ก้มลงไปเปิดซิปกระเป๋ามันหน่อยก้อดี
เทไปข้างในให้รู้แล้วรู้รอด
เน้นว่าเอาสตาร์บัค เพื่อความหอมเข้มของหนังสือทุกเล่ม
หมั่นไส้จริงๆ
เอนทรี่นี้ ความรู้เต็มๆ เอาไปเลยสามดาว
,,ปัจฉิมลิขิต
เกือบลืมรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่
คิกคิก
#1 By Sana_by_lllmukoilll on 2009-04-08 20:24