ดังไม่ดัง องุ่นจี๊ดหรืออุดมการณ์จ๋า
posted on 24 Apr 2009 01:05 by be-beer in Myday
ปิดเครื่องไปแล้ว ปิดไฟแล้ว นอนเล่นเกมมือถือไปพลาง คิดทบทวนเรื่องราวทั้งวัน ทำให้ต้องลุกขึ้นมาบันทึกความคิดตัวเองสักหน่อย เอาไว้เป็นหลักฐาน
วันนี้เป็นวันที่ฟังดูเหมือนน่าจะโหด แต่ไม่ได้โหดอย่างที่คิด กล่าวคือ มีนัดไปตรวจปรู๊ฟงานชิ้นหนึ่งที่สนพ. แต่เมื่อไปถึงปรากฏว่า ด้วยความจำเป็นเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ที่ใช้ ทำให้ต้องไปตรวจที่บริษัทรับจ้างทำกราฟฟิกอีกที่หนึ่งแถว "บางบอน"
อุแม่เจ้า บางบอน จากอโศก ณ เวลาห้าโมงเย็นฝ่าๆ แค่คิดก็หนาวแล้ว แต่วันนี้ก็ตั้งใจแล้วว่าจะต้องให้ได้งาน อุตส่าห์ขับรถไปจอดทิ้งไว้ที่ลานจอดรถของรถไฟฟ้าใต้ดิน สถานีลาดพร้าว ตั้งใจแล้วว่าไม่ถึงห้าทุ่มกูไม่กลับ (ความจริงอยู่ที่สนพ. นี้ ได้เรื่อยๆ นะ ถ้าเขาไม่ไล่) ถึงขั้นแบกโน้ตบุ๊กมากะเบียดเบียนแอร์ชาวบ้านนั่งทำงานตัวเองแล้วเชียว
สรุปก็ออกไปเรียกแท็กซี่กับน้องฝ่ายศิลป์ (ใช่ไหมอ่ะ) ของสนพ. แล้วขึ้นแท็กซี่กันไป โดยไปขึ้นทางด่วนที่พระรามสี่ เพื่อไปลงพระราม 2 ทีนี้ก็มีเรื่องให้ฮา เพราะในแท็กซี่กำลังเปิดวิทยุอภิปรายฯ กันอยู่เลย แล้วจตุพรกำลังใส่ใหญ่เลยครับพี่น้อง ตั้งแต่เรื่องพัทยา มารถแก๊ส และเผารถเมล์... ส่วนผมก็นั่งอ่านเจ้าชัยน้อย กับความสุขของมะลิไปพลาง เพราะต้องทำสรุปส่งสนพ. จีน (แต่ก็ฟังไม่พลาง) ภายในรถเงียบกริบ ผมนั่งอยู่หลัง น้องจากสนพ. นั่งหน้า รู้สึกได้ว่าเกร็งสุดๆ ห้ามมีใครเอ่ยพูดเด็ดขาด มิเช่นนั้นแท็กซี่คันนี้จะต้องวกเข้าการเมืองเช็ดๆ
แต่สุดท้ายก็เงยหน้าขึ้น ด้วยเสียงอะไรไม่รู้ข้างหน้าคุยกัน มองไปอีกที เอิ๊กๆ... แท็กซี่ลืมกดมิเตอร์คร้าบบบ
แท็กซี่ก็ขำ แล้วพูดว่า มัวแต่ฟังเพลิน (วิ่งไปจะขึ้นทางด่วนอยู่แล้ว)
ขาลงน้องเขาจึงให้เพิ่มไปส่วนหนึ่ง (รวมแล้วราคาเท่ากับขากลับเลย แต่ขากลับรถไม่ติดเลย สามทุ่มครึ่ง สรุปลุงแกน่าจะขาดทุน) แต่แกอารมณ์ดีครับ (เพิ่งนึกได้ว่า ไม่ได้จดมิเตอร์แกมาขอบคุณเลย มัวแต่อ่านไอ้สองเล่มตามที่บอก)
ว่าจะไม่พูดถึงสาเหตุที่ต้องถ่อไปถึงโน่นแล้วเชียว แต่ขอสักหน่อยเผื่อใครที่ยังอยู่ในแวดวงการ "จัดหน้า" หนังสือ จะได้กรุณารับฟังไว้บ้าง
เรื่องของเรื่องคือ ว่ากันเป็นฉากๆ นะ
1. โปรแกรมการจัดหน้าหนังสือบ้านเรา มันเริ่มพัฒนามาจาก Pagemaker และปัจจุบันนิยมใช้ Indesign มากกว่า ดังนั้น คนรุ่นเก่าใช้ "เพจฯ" คนรุ่นใหม่ใช้ "อินฯ" งานจึงออกมาสองแบบ
2. เพจฯ เป็นโปรแกรมเก่า บริษัทได้หยุดพัฒนาอยู่ที่ประมาณ เวอร์ชั่นเจ็ด (หรือกว่ากว่านั้นนิดๆ) หันไปทำแต่ อินฯ (ค่ายอะโดบี้ เหมือนกัน)
3. โปรแกรมกราฟฟิกส่วนใหญ่จะนิยมใช้กับเครื่องแม็คฯ และปัจจุบัน ระบบโอเอส ของแม็ค (หรือเรียกแบบเข้าใจง่ายๆ ว่า วินโดว์ ของแม็คฯ) พัฒนามาอยู่ที่เวอร์ชั่น 10.5 (หรือกว่านิดๆ แล้ว)
4. โปรแกรมเพจเมคเกอร์ ไม่สามารถใช้งานได้ในโอเอสเวอร์ชั่นใหม่เกิน มันจะใช้ได้เฉพาะไม่เกินเวอร์ชั่น 9
เอาละครับ ท่านทั้งหลายเล็งเห็นหรือยัง อาการตับบวมมันเริ่มส่อขึ้นตรงไหน
ใช่ครับ อ้ายฟรีแลนซ์ที่รับจ้างจัดหน้าหนังสือส่งให้สนพ. มันใช้ Pagemaker ครับ ทำให้สนพ. ที่มีแต่แม็คโอเอสใหม่ๆ เปิดไม่ได้ ต้องวิ่งแจ้งพาสังขารจากอโศกข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปถึงบางบอน เพื่อไปแก้ไขข้อความไม่กี่หน้า TT_TT
เอาเป็นว่า งานเสร็จด้วยดีครับ ออกจากที่นั่นสองทุ่มครึ่งเกือบสามทุ่ม กลับมาถึงสนพ. สามทุ่มครึ่ง อารามเป็นห่วงงานที่เมลไปเมื่อเช้า กำลังรอคำตอบกลับจากนักเขียนที่กำลังจะมาเปิดตัวหนังสือเล่มหนึ่งในเมืองไทย ว่าเขาจะยินดีมาเปิดให้หรือเปล่า อย่างใจจดใจจ่อ จึงขอมุดเข้าสนพ. เพื่อเช็คเมลสักนิด เผื่อจะมีข่าวดีบอกพี่เจ้าของไปเลย ว่าไอ้ที่เตรียมงานมาเกือบอาทิตย์เนี่ย (แบบอดหลับอดนอน) มันไม่เหนื่อยเปล่าแล้วคร้าบบบ
สารภาพเลยครับ ว่าแอบนึกในใจ "มีนักแปลคนไหนมันทุ่มเทอย่างตรูบ้างไหมฟระ" แต่นึกแบบกระหยิ่มยิ้มย่อง ภาคภูมิใจอ่ะ โฮะๆ แต่ส่งสัยพี่แกได้ยิน เลยสั่งให้ไปกินอาหารญี่ปุ่น พี่จะเลี้ยง (โธ่ อุตส่าห์จะจดไว้เป็นบัญชีน้ำใจซะหน่อย ถูกจ่ายคืนด้วยของกินซะแล้ว)
แหะๆ ร้านอาหารญี่ปุ่นปิดพอดีเลยคร้าบ ปิดไฟกันเห็นๆ
จึงย้ายไปนั่งร้าน "โชคชัย สะเต็ก" แทน อุแม่เจ้า ไอ้เบียร์ มังสวิรัติ ไปนั่งทำซากอ้อยอะไรในร้านสะเต็ก จะไปกินอะไรกับเขามิทราบ แต่ด้วยสุภาษิตจีนว่า "เคารพ มิสู้เชื่อฟัง" ไอ้เราเป็นเด็ก ก็ต้องเอาด้วยคร้าบบบ แต่ถึงยังไง สมัยนี้กินเจก็ไม่อดตายหรอก ไปนั่งที่ไหน ก็มีสลัดให้เรียกใช้บริการได้เสมอ
เห็นว่าคนอื่นๆ (อีกสองคน ไม่รวมพี่เจ้าของ) สั่งของหนักกัน เราสั่งแต่สลัดกลัวจะน้อยหน้า จึงตามด้วยมิลค์เชคอีกหนึ่งแก้ว และไอติมอีกหนึ่งสกู๊ป สรุปมื้อนี้สี่คน พี่แกจ่ายเท่าไหร่ไม่รู้ แต่ได้บัตรสะสมแต้มที่สแตมป์ตราไปสองดวง (หกร้อยบาท ต่อหนึ่งดวง) ของทางร้าน
โหย พี่ครับ พี่เลี้ยงน้องๆ ในสนพ. กันขนาดนี้เชียวหรือ อาหารหนึ่งมื้อเท่ากับค่าแรงทั้งวันเลยนะนั่น
เข้าเรื่องซะที (หา...)
ระหว่างทานๆ กันอยู่ พี่แกก็โพล่งถามขึ้นมาว่า เบียร์ ความจริงการแปลงานมามากกว่ายี่สิบเล่ม จวนจะสามสิบเล่มเนี่ย ควรจะดังระเบิดแล้วนะ ชื่อควรเป็นที่รู้จักแล้ว แต่มันไปติดหล่มอยู่ตรงไหน ทำไมมันยังไม่เกิด
...
พี่แกถามด้วยความเอ็นดูครับ เอามาพิมพ์กันตรงนี้ อาจอ่านแล้วแปร่งๆ แต่ความจริงควรฟังน้ำเสียงพี่แกมากกว่า คือเราสัมผัสได้ว่าแกอยากสื่ออะไร และเรื่องของเรื่องคือ ตอนนี้พี่แกจะ "ปั้นดินให้เป็นดาว" ละมะเฮ่ย จึงต้องวิเคราะห์กันหน่อย
สาเหตุที่ผมยังไม่ดังนะหรือ อืมมม ไม่เคยคิดเลยนะ (คำตอบต่อไปนี้ บ้างก็ตอบพี่แก บ้างก็นึกในใจ จำไม่ได้แล้วอันไหนตอบอันไหนนึก แต่ขอพิมพ์ไว้ให้หมดเลย)
1. ผมว่านักแปลมันไม่ดังหรอกครับ คือสังเกตเห็นคนที่แปลงานเยอะกว่าผม แปลดีกว่าผม ก็ยังไม่เห็นจะดังเลย
2. ผมไม่เคยคิดอยากดังอ่ะ ไม่ได้รังเกียจความดังนะ ดังมันก็คงดีมั้ง อยากให้งานตัวเองขายได้เยอะๆ เพราะเชื่อว่างานทุกเล่ม เรารัก เราเลือกมากับมือ แต่ถ้าไม่ดังก็ไม่เป็นไร ไม่เดือดร้อน ถ้าให้ขวยขวายเพื่อดัง ก็ไม่อยากทำ
3. ผมทำงานหลายแนวเกินครับ เฉพาะการ์ตูนก็ปาเข้าไปกว่าสิบเล่มแล้ว ไม่ได้จับแนวใดจริงจัง
4. ผมทำงานหลายสำนักพิมพ์ครับ มานับกันดีกว่า (เรียงจากปีที่มีผลงานนะ อมรินทร์ นานมีบุ๊คส์ สยามอินเตอร์บุ๊คส์ สถาพร โพสต์บุ๊คส์ และล่าสุด ฟรีฟอร์ม) ดูสิ แต่ละที่เขาปั้นชื่อให้นักแปลกันซะที่ไหน
5. ความจริงผมอยากเป็นนักเขียนครับ การแปลหนังสือเป็นการสั่งสมประสบการณ์ แต่ความจริงอยากเขียนครับ ภายในปีนี้ผมจะไปไต้หวัน จะไปเขียนไต้หวันไม่มีแขน ไม่มีขา ไม่มีตูด ไม่มีพุง ประมาณสะดือ มาแข่งกับคุณใบพัดนิ้วกลม ตั้งชื่อว่าใบตาลกับนิ้วหกเหลี่ยม หึหึ นั่งไต้หวันไปตู้เย็น คอยโด!
มาถึงตรงนี้ ผมเกิดอยากมาบันทึกความคิดตัวเอง และถามความคิดคนอื่น คุณอยากดังไหมครับ เพราะอะไร งานวรรณกรรมมันไม่ใช่แวดวงบันเทิงครับ ดูดิ รวมพลนักเขียนทีไร แต่ละคนมากันอย่างเซอร์ ลองดูงานรวมพลดาราโน่น แต่ละคนมันมากันวิ๊งๆ บริ๊งค์ๆ ขนาดไหน หรืออยากเห็นภาพชัดๆ ลองดูประกาศรางวัลสุพรรณหงษ์ หรือออสการ์ กับประกาศรางวัลนายอินทร์อะวอร์ด นักเขียนอมตะ ฯลฯ
ไม่ใช่นักเขียนทุกคน จะเป็นดาราได้เหมือนค่ายอะเดย์ เนอะ
จริงสิ เสริมความจริงอีกเรื่อง พี่แกบอกว่า อาจจะจริง ยุคนี้เป็นยุคนักแปลเกลื่อนเมือง (ยุคพี่แก นักแปลเนื้อหอมมาก) เคยไปบูธนึง คนขายมามุงซื้องานของนักแปลท่านหนึ่งกันอย่างตรึม แต่พอน้องหน้าบูธบอกว่า นักแปลนั่งอยู่ในบูธค่ะ เอาลายเซ็นไหมคะ
ไม่เอา!!
เหอะๆ
ในฐานะที่ผมเป็นนักแปลคนหนึ่ง ที่ไม่เคยคิดว่าลายเซ็นตัวเองมันหน้าเอาหรอก (อ้อ เหตุการณ์ข้างต้นไม่ได้เกิดกับตัวผมหรอกนะ) แต่คงต้องขอบอกว่า เจ็บแทนมากๆๆ (หวังว่าตอนนั้น คำสนทนาของน้องคนขายกับพี่คนซื้อ จะเกิดขึ้นแบบเบาๆ นะ โฮะๆ)
เอาละ กลับถึงบ้านพี่แกก็โทร. มาหา บอกว่าหนังสือชุดนี้จะเริ่มกันใหม่ ดูซิ ไม่ดังกับที่อื่น อาจมาเปรี้ยงปร้างกับที่พี่ก็ได้นะ (ซาบซึ้งครับพี่) จึงจะใช้ชื่อนามสกุล แทนนามปากกา (ที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะใช้นามปากกา) ถ้ามันเกิดก็คือเกิด แต่ถ้ามันยังไม่เกิดจริงๆ จะโทษอะไรก็โทษไป แต่ไม่ใช่เพราะสนพ. ไม่ดัน
แม้ผมจะไม่เคยถือสาสนพ. อื่นที่ไม่ดันชื่อผม และไม่เคยหวัง
แม้ผมจะไม่เคยหวังให้สนพ. ไหนดันชื่อผม แต่พี่จะช่วย
ในฐานะรุ่นน้อง ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง เพียงแค่มุทิตาจิตนี้ ผมก็ซาบซึ้งเป็นที่สุดแล้วครับพี่
ขอบคุณครับ
พี่ แ'ปรง พันสาย
(Chinese)
(วานวาน Chinese)

น่าประทับใจจัง...
#1 By Sana_by_lllmukoilll on 2009-04-24 01:58