ผมชอบนั่งรถเมล์ครับ แล้วคุณล่ะ
posted on 13 Aug 2009 21:37 by be-beer in Mydayผมชอบนั่งรถเมล์ครับ
วันนี้ขากลับจากกินข้าวกับคุณยาย ผมขึ้นรถไฟฟ้าจากสถานีทองหล่อมาลงหมอชิต แล้วต่อรถเมล์กลับเข้าบ้าน เวลาประมาณสามทุ่ม รถเมล์ครีมแดง นั่งริมหน้าต่าง ถนนพหลโยธินช่วงรถไฟฟ้ามาถึงวิภาวดีรถโล่งสบาย วางคางไว้บนแขนที่พาดไว้กับขอบหน้าต่าง ลมเย็นๆ ปะหน้า ผมนึกถึงเจ้าหมา "โบลท์" ในภาพยนตร์อะนิเมเรื่องหนึ่ง แล้วผมพลันนึกขึ้นได้ ว่าที่จริงผมชอบนั่งรถเมล์ขนาดไหน
ตั้งแต่จำความได้ ผมเริ่มนั่งรถเมล์ตอนป.สี่ สมัยนั้นบ้านอยู่ถนนริมคลองประปา (แถวบางซื่อ) ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนประชานิเวศน์ (ตรงวัดเสมียนนารี) รอรถที่ถนนใหญ่หน้าบ้าน ขึ้นสาย 67 สุดสายก็คือโรงเรียน ขากลับหลังโรงเรียนเลิก ต้องเดินเข้าแถวเป็นขบวน จากโรงเรียนขึ้นรถเมล์สาย 67 เพื่อกลับบ้านเช่นกัน รถเมล์สมัยนั้นเป็นสีขาวน้ำเงินเท่านั้น ราคาสองบาทตลอดสาย แต่เด็กไม่ต้องจ่าย นั่งฟรีตลอดสาย ผมไม่ได้ขึ้นคนเดียวด้วยนะ แต่ต้องพาน้องชาย (ลูกพี่ลูกน้อง) ที่อยู่บ้านเดียวกัน (รู้สึกจะอายุต่างกันสองปี) ไปกลับด้วยเสมอ
ผมแปลกใจที่หลังๆ มานี้ เวลาขึ้นรถเมล์จะไม่ค่อยได้เจอบรรยากาศ "อัดปลากระป๋อง" สักเท่าไหร่ แตกต่างจากสมัยนั้น ทั้งขาไปและขากลับ น้อยมากที่จะได้เก้าอี้นั่ง ต่อให้เป็นเด็กก็เถอะ คนจะลุกให้นั่งก็ยังน้อย เท่าที่จำได้ก็คือมีพี่ๆ ผู้หญิง หรือป้าๆ น้าๆ (ส่วนใหญ่จะเป็นผู้หญิง) ช่วยถือกระเป๋านักเรียนให้เท่านั้น เราในฐานะเด็ก ได้แค่นั้นก็ขอบคุณและเกรงใจจะแย่แล้ว ใครลุกให้นั่งนี่ก็จะกล้าๆ กลัวๆ เสมอ ไม่รู้ทำไม
ครั้งหนึ่ง เนื่องจากคนแน่นเกินไป ผมจึงนั่งเลยป้าย ค่อนข้างหลายป้ายพอสมควร โลกวัยเด็กสำหรับเราในสมัยนั้น เหมือนถูกโปรแกรมเอาไว้ว่า ขึ้นตรงนี้นะ ลงตรงนี้นะ แล้วขากลับก็ขึ้นตรงนี้นะ แล้วต้องลงตรงนี้นะ ดังนั้นพอเลยป้ายก็จะเหวอมาก เอาอะไรกับเด็กสิบขวบครับ แต่ถึงกระนั้นก็ยังตั้งสติได้ โดยข้ามถนนมารอรถเมล์สายเดียวกันเพื่อนั่งย้อนกลับ แต่ถ้าจำไม่ผิดคือมันไม่มาเสียที จะว่ากลัวไหม ผมว่าคงยังเด็กเกินกว่าจะรู้จักความกลัว ก็รอๆ ทำให้วันนั้นกลับถึงบ้านเกือบหกโมงเย็น
สำหรับการเลิกเรียนบ่ายสามโมงครึ่ง ถึงบ้านหกโมงเย็นนี่เป็นเรื่องใหญ่มากแล้ว อดดูทีวี และที่สำคัญตอนนั้นจะมีรายการอะไรสักอย่างสำหรับเด็ก ประมาณสี่ห้าโมงเย็น จะชวนเด็กๆ ดื่มนมกัน ผมจะดื่มนมพร้อมกับรายการทีวีเสมอ ไม่รู้ทำไมป่านนี้ก็ยังจำได้
รายการพวกนี้ เดี๋ยวนี้มันหายไปไหมหมดแล้วนะ
ต่อมาผมได้ระหกระเหินเดินทางไปอยู่ต่างประเทศเป็นเวลาหลายปี ระหว่างนี้ก็ได้พบกับรถเมล์ในประเทศอื่นบ้าง แต่ขอนำมาเล่าทีหลัง ขอเก็บรถเมล์ไทยให้จบก่อน
ผมกลับมาอยู่เมืองไทยเป็นเรื่องเป็นราวอีกครั้งตอนอายุประมาณ 12 ขวบ ขณะนี้บ้านเราเริ่มมีรถเมล์ครีมแดงแล้ว และรถเมล์ขาวน้ำเงินก็เริ่มขึ้นราคาเป็น 2.50 บาท ครีมแดงก็ 3.50 เด็กก็ไม่ต้องจ่ายเช่นกัน และเริ่มมีรถเมล์เล็ก หรือที่เราเรียกกันว่า รถเขียว
ตอนนี้ผมจะอยู่ในช่วงที่เขาเรียกกันว่า "หัวเลี้ยวหัวต่อ" ครับ นั่นคือขึ้นรถเมล์ทีไร จ่ายบ้างไม่จ่ายบ้าง แล้วแต่วิจารณญาณของกระเป๋าและกระปี๋ ไม่มีตังค์สักบาท ออกจากบ้านก็สามารถโดยสารรถเมล์ได้ รถแอร์เริ่มมีให้เห็น (หรือมีนานแล้วแต่ผมไม่เคยเห็นก็มิอาจจะทราบได้) โดยเก็บค่าโดยสารตามระยะทาง พอเราขึ้นไปปุ๊บก็ต้องเงยหน้าดูตารางก่อนเลย ป้ายที่เราขึ้นอยู่นี่ ลงอยู่นั่น เป็นเงินกี่บาท แล้วก็บอกกระเป๋าไปตามจริงว่าเราจะลงป้ายไหน ถ้าจำไม่ผิด จะเริ่มต้นที่หกบาท
ยังสงสัยมาถึงทุกวันนี้ว่า ถ้าเราบอกลงตรงนี้ (สมัยนี้เริ่มต้นที่สิบเอ็ดบาท) แต่ลงจริงเลยออกไปอีกสามกิโลเนี่ย จะมีใครจับได้ไหม แหะๆ แต่ก็ไม่เคยทำสักที มันหลอกตัวเองไม่ลง
หลังจากกลับมาเมืองไทย ผมต้องใช้บริการรถเมล์บ่อยๆ ตอนนี้ทำงานแล้วครับ เป็นอาสาสมัครของหน่วยงานทางศาสนาแห่งหนึ่ง เป็นล่ามครับ ผมเป็นล่ามภาษาจีนตั้งแต่อายุสิบสอง แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือต้องขึ้นรถเมล์ไปโน่นไปนี่บ่อยๆ พวกคุณเคยทำเรื่องน่าอายอะไรบนรถเมล์กันบ้างไหม ผมเคยครับ ที่จำความได้เลยมีสองครั้ง หนึ่งคือทำตัวเอง และสองคือถูกกระทำครับ
ทำตัวเองคือ... (ยังจำได้ คิดดูสิ) เป็นรถแอร์ครับ ผมเดินทางคนเดียว อาจเป็นยังยืนไม่มั่นหรือเพราะรถเบรกกะทันหัน อะไรก็ตามแต่จำไม่ได้ ที่จำได้ดีก็คือ ผม "กลิ้ง" ครับ ยืนหันหลัง เริ่มจากหงายหลังก่อน อาศัยที่เราเคยเรียนยูโดมาก่อน จึงย่อเข่า เก็บคาง งอตัว ม้วนหลังหนึ่งตลบ เล่นจริง เจ็บจริง สวิงกว่าเดิมและไม่มีตัวแสดงแทน สรุปก็คือลุกขึ้นมาปัดแข้งปัดขาแล้วก็หาที่จับยืนต่อ รอถึงป้ายกดกริ่งแล้วก็ลงครับ
ไม่หรอก ไม่ได้รู้สึกอายอะไรตรงไหน ตอนนั้นคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ (ผมคิดถูกใช่ไหม)
(หา ผมคิดผิดเหรอ - -)
แต่ที่ผมประทับใจก็คือ ในทันทีที่ผม "กลิ้ง" เนี่ย มันรู้สึกได้ถึงสายตาของทุกคนที่มองมา ไม่มีใครขำ ไม่มีใครหัวเราะ แต่ (ไม่รู้คิดไปเองหรือเปล่า) มันคือความเป็นห่วง ผมคิดว่าถ้าผมเป็นอะไรไป ณ ตรงนั้น คงมีคนมาช่วยผมทันที แต่บังเอิญผมลุกขึ้นมาอย่างกับนักยูโดตบเบาะ ทุกคนก็เลยโล่งใจไป อดเล่นบทพลเมืองดีไปตามๆ กัน
แม้จะไม่มีใครเอ่ยถ้อยคำถามไถ่หรือยื่นมือประคองแต่อย่างใด (หรือมีก็จำไม่ได้แล้ว) แต่ยังจำได้ว่า สายตาที่มองมา คือสายตาที่หวังดีทั้งนั้น วิธีการแสดงน้ำใจของคนกรุงเทพฯ ก็คงจะเป็นกันเช่นนี้ ผมไม่ใช่คนมักมาก และรู้สึกว่ามันเพียงพอแล้ว เพราะผมปลอดภัยดีครับ
เหตุการณ์ที่สอง จำได้ว่ายังเด็กมาก เหตุเกิดบนรถเมล์ปลากระป๋องเช่นเดียวกัน (เหตุการณ์เมื่อครู่ยังไม่ปลากระป๋องเท่าไหร่ เพราะยังมีพื้นที่สำหรับกลิ้ง แต่ครั้งนี้เป็นปลากระป๋องครับ)
ผมยังเด็กมาก เป็นเด็กผู้ชาย ขาวๆ ตี๋ๆ และนั่นแหละ ผมเจอคนโรคจิตครับ โอย จนป่านนี้ก็ยังจำฝังใจ ทำไมผมถึงรู้ว่ามันโรคจิตนะหรือ ก็มันจับอะดิ... ผมหนี จากลางรถ ไปถึงหน้ารถ มันก็ยังตาม ใช่ แล้วมันก็ยังจับ เงยหน้ามองมันมันก็เฉย ไม่รู้ไม่ชี้
ไม่เจอกับตัวไม่รู้หรอกครับ ว่าคนโดนน่ะ มันทำอะไรไม่ถูกเลย จะร้องก็ไม่กล้า ครั้งนึกขึ้นได้ว่าน่าจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ เอาเข็มมาจิ้มมือมันแม่งเลย หรืออะไรเท่าที่เด็กสิบกว่าขวบจะนึกออก ก็เป็นภายหลังแล้ว ลงจากรถแล้ว หรือแม้กระทั่งหลายวันต่อมาแล้ว ดีนะที่มันยังไม่ทำให้ผมกลายเป็นเด็กมีปัญหา โตขึ้นต้องไปเป็นฆาตกรโรคจิตฆ่าข่มขืน เพราะตอนเด็กเคยโดนคนโรคจิตจับจู๋บนรถเมล์
อ้าว อย่านะ ใครบอกว่าเป็นไปไม่ได้ บังเอิญผมจิตแข็งเท่านั้นเอง โฮะๆ
(ผมภูมิใจตนเองมากเกินไปหน่อยหรือเปล่าครับ)
นี่แหละครับ รถเมล์ไทย
ถึงกระนั้น ผมก็ยังชอบนั่งรถเมล์ มันเป็นสถานที่ที่คนเราสามารถมองเห็นน้ำใจ การลุกให้ผู้อื่นที่จำเป็นกว่านั่ง เห็นเมื่อไหร่มันก็อบอุ่นครับ เด็ก สตรีมีครรภ์ และคนชรา ผมเองก็ลุกบ้างในบางจังหวะ ก่อนนี้ส่วนใหญ่จะนั่งแต่รถไฟฟ้า เวลาที่จะลุกให้ใครนั่ง มักต้องทำเนียนว่าจะลงแล้วนะ เดินตรงไปข้างประตู แล้วก็จะหาหนังสืออ่านหรือทำโน่นนี่ ประมาณว่า เราลุกให้เขานั่ง แต่เราอายๆ ไงไม่รู้ ไม่อยากให้เขาขอบคุณ
ผมโรคจิตหรือเปล่าครับ - -
คุณก็เป็นเหมือนกันหรือ
คุณโรคจิตหรือเปล่าครับ
เปล่าเหรอ ทำไมคนเราต้องเขินเวลาทำความดีก็ไม่รู้เนอะ
พูดถึงรถเมล์ไทย สิ่งที่ขาดเสียมิได้เห็นจะเป็นรถร่วมบริการ โดยเฉพาะรถเมล์เขียว ทำไมเดี๋ยวนี้ผมไม่ค่อยได้เห็นเลยก็ไม่รู้สิ แต่สมัยที่ผมยังต้องขึ้นรถเมล์อย่างเดียว พี่ๆ เหล่านี้จะเป็นจ้าวถนนอย่างแรง รถตู้สมัยนี้ทำอย่างไร รถเขียวหรือที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่ามินิบัส ก็ทำอย่างนั้นแล แต่ผมชอบนะ มันถึงเร็วดี ซิกแซกหนีรถติดได้แบบที่มอเตอร์ไซค์ยังอาย กระเป๋ารถเมล์ก็โหนประตูเสียจนมันน่าจะไปเป็นสตันท์แมน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเวลาที่สายเดียวกันไล่หลังมาแล้วไอ้สองคันนี่มันแข่งกันแย่งผู้โดยสาร ยิ่งกว่าจะรีบเข้าวิน เพราะวินของมันคือทุกป้าย แต่เวลาที่ไม่มีสายเดียวกันไล่มา แม่งจอดแช่ป้าย... แล้วไอ้ที่ผ่านมา มึงจะทำเวลาหาซากอ้อยอะไรมิทราบ
แต่สำหรับเด็กๆ อย่างผม ผมชอบครับ ชอบนั่งรถซิ่ง เด็กไม่รู้จักคำว่าอันตรายหรอก จนเดี๋ยวนี้ผมก็ยังชอบนั่งรถตู้ซิ่งอยู่ดี แต่มอเตอร์ไซค์รับจ้างซิ่งนี่ ไม่ไหวแล้วอ่ะ ต้องขอเจียมสังขาร เร็วๆ นี้นั่งตอนรถติดๆ จากหมอชิตกลับมาหน้าเมเจอร์ เหมือนจะสวนกับยมบาลตั้งหลายรอบแต่ไม่ทันได้ทักทาย อื้อหือ รูแค่นั้นมันยังมุดได้ แบบไม่ต้องเหยียบเบรกอีกต่างหาก...
เสียวหัวเข่าโว้ย (อวัยวะส่วนอื่นเก็บลีบจนประมาณว่าชนกันก็มึงเจ็บก่อนละวะ แต่หัวเข่านี่เก็บไม่พ้น)
หมดเรื่องรถเมล์ไทย (หรือถ้ายังไม่หมดก็คือยังนึกไม่ออก) ก็อยากจะเล่าเรื่องรถเมล์นอก
ผมก็ไม่ได้ไปเห็นอะไรมามากมายหรอก ที่จำได้ขึ้นใจหลักๆ ก็มีมาเลเซียกับจีนแผ่นดินใหญ่
มาเลเซียเป็นประเทศแรกที่ผมไปอยู่ ครั้งแรกที่ขึ้นรถโดยสารประจำทางผมแปลกใจมาก (ตอนนั้นก็ประมาณ 10 ขวบนิดๆ) ผู้ใหญ่พาขึ้น กระเป๋ารถเมล์ของเขา ไม่มีกระเป๋าแป๊กๆๆ แต่เป็นไม้หนีบแบบยาวๆ บนไม้หนีบจะหนีบตั๋วเป็นกระดาษบางแสนบางแสนๆ จะบางเอาไว้หลายราคาหลายสี ที่ใส่เงินจะเป็นกระเป๋าผ้าแขวนคอบ้าง เหน็บเอวบ้าง พอขึ้นรถก็ต้องบอกว่าจะไปลงไหน เขาก็จะฉีกๆ กระดาษมาให้ ด้วยความที่ตอนนั้นประเทศไทย (ที่ผมรู้จัก) รถเมล์สองบาทตลอดสาย ผมจึงเหวอมาก เฮ่ย นั่งไกลจ่ายเยอะด้วยวุ้ย...
ที่ไม่คุ้นอีกอย่าง คือประเทศมาเลเซียเป็นประเทศที่มีคนสามชาติหลัก คือแขกมาเลเซีย แขกอินเดีย กับจีน บนรถเมล์ก็จะหน้าตานานาชาติมาก ใช่ครับ สำหรับเด็กสิบขวบ ก็เหวออีกเช่นกัน - -
รถเมล์มาเลเซียมีให้เล่าได้แค่นี้ เพราะอยู่ที่นั่นได้ขึ้นน้อย ส่วนใหญ่ผู้ใหญ่จะพาขึ้นรถส่วนตัวไปโน่นนี่นั่น และสิบสองขวบก็กลับมาไทยแล้ว
ประเทศที่สองคือประเทศจีน ตอนไปครั้งแรกไม่นับ ขอนับตอนไปครั้งที่สาม (ครั้งที่สองก็ขี้เกียจนับ ตอนนั้นยังไม่รู้จักสังเกต) ครั้งที่สามนี่ผมไปเมืองหนานจิงครับ
รายละเอียดและความกิ๊บเก๋ของการขึ้นรถโดยสารประจำทางที่ประเทศจีน หากท่านใดสนใจ คงต้องขอให้ไปอ่านเอาเองจากเอนทรี่ My day in Nanjing 02 ซึ่งจะมีรูปถ่ายรถเมล์จีนให้ดูด้วย (เห็นว่าจะเป็นต้นแบบของไอ้รถเมล์สี่พันคันที่จะเอาเข้ากรุงเทพฯ นั่นแหละ) กับอาการหลงเมืองเพราะพิษสงของรถเมล์จีน ที่เอนทรี่ Zhongshan Port Trip ที่จะเล่าให้ฟังโดยละเอียด รวมถึงภาพห้องส้วมในตำนานนนน
วิวัฒนาการของรถโดยสารประจำทางบ้านเรามันเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ตั้งแต่ราคา สองบาทตลอดสาย จนล่าสุดรถครีมแดงคือเจ็ดบาทตลอดสาย รถร่วมแปดบาท
รถขาวน้ำเงินเมื่อก่อนเป็นรถเมล์ของขสมก. ราคาถูก (ซึ่งตอนนั้นผมเคยคิดว่า ขสมก.หัวใสชิบ อยากขึ้นค่ารถเมล์ก็เลยทำเป็นเอาครีมแดงมาวิ่ง แล้วค่อยๆ ให้รถขาวน้ำเงินมีน้อยลงเรื่อยๆๆๆ สงสัยเอาไปทาสีใหม่หมด สุดท้ายรถสองบาทก็ไม่เหลือ... เป็นไง ความคิดผมเจ๋งไหม) จนบัดนี้ขาวน้ำเงินหมายถึงรถร่วมฯ แพงกว่าครีมแดงหนึ่งบาท
ระบบของหมายเลขสายรถเมล์ก็เปลี่ยนไป สาย 61 เมื่อก่อน ทำไมกลายเป็น 168 ได้ก็ไม่รู้
มอเตอร์ไซค์รับจ้าง น่าจะมีแต่ประเทศไทยนี่แหละ ไม่เคยเห็นที่อื่นแล้ว และวินมอเตอร์ไซค์ก็เป็นที่น่าอุ่นใจและหนาวใจไปพร้อมๆ กัน (ไปหานิยามกันเอาเอง)
รถตู้โดยสารสาธารณะ ที่เริ่มจากรถตู้ป้ายดำบ้างอะไรบ้าง (ขอใช้ศัพท์อินเทรนด์หน่อยเหอะ) จากเมื่อก่อนวิ่งกันเป็นจุดๆ จนต่อมามีป้ายเหลืองกันเป็นล่ำเป็นสัน รัฐบาลเข้ามาดูแลหรือจะมาเก็บภาษีก็ไม่รู้ ล่าสุดเริ่มเห็นรถตู้แบบหรูๆ ก็เริ่มมีหมายเลขสายกันแล้ว ทีหลังคงมีการถามทางแบบว่า ไปหน้ารามขึ้นรถ "ตู้" สายอะไรคะ เป็นต้น
ต่างจังหวัดไม่มีรถเมล์ นั่นทำให้ผมเหวอมาก ไปเชียงใหม่แล้วไปไหนมาไหนไม่เป็น เพราะสองแถวแดงมันวิ่งยังไงก็ไม่รู้ ในฐานะที่เราไม่ชอบพูดกับคนแปลกหน้า (แม่สั่งไว้) ทำให้เราอยู่เชียงใหม่ไม่ได้ แง...
ดังนั้น แม้ผมจะมีรถของตัวเอง แต่ทุกวันนี้เมื่อมีที่จอดรถสะดวกๆ ไปไหนมาไหนโดยรถไฟฟ้าบ่อยๆ แต่ทางเชื่อมระหว่างรถไฟฟ้ากับที่จอดรถ (บ้าน) ของผม
ผมชอบนั่งรถเมล์ครับ
แล้วคุณล่ะ เล่าให้ฟังบ้างสิ ^^
มัวแต่หารูปประกอบเกี่ยวกับรถเมล์ จนเจอรูปภาพและข้อความต่อไปนี้
ไม่รู้จะให้เครดิตใครดี เพราะมีเกลื่อนอินเทอร์เน็ตจีนไปหมด
ขอนำจากเว็บข่าวของจีนมาแปะละกันนะครับ
人生就像乘坐公交车...
ชีวิตคนเรา ก็เหมือนขึ้นรถประจำทาง
我们知道它有起点和终点,却无法预知沿途的经历
เรารู้ว่ามันมีจุดเริ่มต้นและจุดจบ แต่ไม่อาจล่วงรู้ว่าต้องเจอกับอะไรระหว่างทาง
有的人行程长 有的人行程短
คนบางคน ระยะทางยาว คนบางคน ระยะทางสั้น
有的人很从容,可以欣赏窗外的景色
คนบางคนสบายๆ รู้จักชื่นชมทิวทัศน์นอกหน้าต่าง
有的人很窘迫,总处于推搡和拥挤之中
คนบางคนรีบร้อน มักต้องอยู่กับการเบียดเสียด
然而与悬挂在车门上、随时可能掉下去的人相比,似乎又感欣慰
แต่เมื่อเทียบกับคนที่ห้อยโหนอยู่ตรงประตู พร้อมจะร่วงลงไปได้ทุกเมื่อ ก็รู้สึกอุ่นใจแล้ว
获得舒适与优雅,座位是必不可少的机会,因此总被人们争抢。
เพื่อความสบายและดูมีสง่าราศี การมีที่นั่งคือโอกาสที่ขาดไม่ได้
ดังนั้นผู้คันมักจะแย่งกันชิงกัน
有的人很幸运,一上车就能落座。
คนบางคนโชคดีมาก ขึ้นรถปุ๊บก็ได้ที่นั่งปั๊บ
有的人很倒霉,即使全车的人都坐下了,他还站着
คนบางคนซวยเหลือเกิน ต่อให้ทุกคนได้นั่งกันหมดแล้ว เขาก็ยังต้องยืน
有时别处的座位不断空出来,唯独身边这个毫无动静
บางทีเก้าอี้ตัวอื่นว่างแล้วว่างอีก ขณะที่ตัวที่ยืนประกบอยู่กับไม่มีวี่แวว
而当你下定决心走向别处,刚才那个座位的人却正好离开
แต่เมื่อถอดใจไปยืนที่อื่น คนที่นั่งอยู่เมื่อครู่ก็พอดีลุกจากไป
为了坐上或保住座位,有的人漠视良心,甚至伤害他人
เพื่อได้นั่งเก้าอี้หรือรักษาเก้าอี้เอาไว้ คนบางคนเฉยเมยต่อจริยธรรม หรือถึงขั้นทำร้ายคนอื่น
有的人却因为这样那样的原因,不得不将到手的座位让给他人
ส่วนคนบางคน ก็ด้วยเหตุผลบางอย่าง ทำให้ต้องยกที่นั่งที่เพิ่งได้มา ให้กับคนอื่น
有的人用了种种的方式,历了长长的等待,终于可以坐下
คนบางคนทดลองใช้วิธีการทุกอย่าง รอคอยอย่างยาวนาน ในที่สุดก็ได้ที่นั่ง
但这时他已经到站了
แต่ขณะนี้ เขาก็มาถึงป้ายแล้ว
下车的一刻,他回顾车厢,也许会为区区一个座位而感慨,自以为大彻大悟
วินาทีที่ลงจากรถ เขาเหลียวกลับมามองดู บางทีอาจทอดถอนใจให้เก้าอี้ตัวเดียว
นึกว่าตนเองรู้แจ้งเห็นจริงแล้ว
其实即使重新来过,他依然会去争抢,因为有时如果不坐下,连站的位置都没有
แต่ต่อให้เริ่มต้นใหม่ เขาก็ยังคงไปแย่งไปชิงอยู่ดี
เพราะถ้าหากไม่หาที่นั่ง บางทีมันไม่มีแม้แต่ที่จะยืน
除非你永远不上车,而这并不由自己决定
นอกจากคุณจะไม่ขึ้นรถตลอดไป แต่นี่ก็ไม่ใช่สิ่งที่คุณจะตัดสินใจเองได้
到站的人下了,车上的人还在
คนที่ถึงป้ายแล้วก็ลงรถ คนบนรถก็ยังอยู่ต่อไป
依然熙熙攘攘,依然上上下下……
ยังคงอึกทึกคึกคัก ยังคงขึ้นๆ ลงๆ...

(Chinese)
(วานวาน Chinese)

นุ๊ม~ นุ่ม จะล้มให้ได้ค่ะ

ประหยัดดี..และก็ได้ดูบรรยากาศของผู้คนข้างๆทางด้วย
ยิ่งถ้าวันไหนรถติดนะ..หลับยาววววววว..คร่า...
55555555++
#1 By J_korn on 2009-08-13 22:58