โหวเหวินหย่ง และแล้ว จึงต้องเรียนรู้อารมณ์ขัน
posted on 27 Oct 2009 23:18 by be-beer in Hou-Wenyungจาก Facebook ของ โหวเหวินหย่ง houwenyong 於是,你只好學幽默
อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี แปล
ผมเคยเจอคนไข้คนหนึ่งในห้องตรวจ เขาอายุห้าสิบกว่า เป็นโรคความดันโลหิตสูง จึงต้องจ่ายยาให้เขา พร้อมย้ำกับเขาถึงความสำคัญของการควบคุมระดับความดัน
คนไข้ถามผมอย่างสลดหดหู่ว่า “ยาพวกนี้ ผมต้องกินไปชั่วชีวิตหรือเปล่า”
“เป็นไปได้ครับ” ผมพยักหน้า
“ถ้าต้องกินยาไปจนชั่วชีวิต” เขาพูด “ชีวิตผมก็จบสิ้นแล้วนะสิ”
ผมมองเขาอย่างเห็นใจ นึกในใจว่า ผมต้องคุยกับเขาเสียแล้ว มิเช่นนั้นเขาจะไม่ยอมกินยาดีๆ แน่ๆ
“คุณกินข้าวไหม” ผมถาม
เขาพยักหน้า พลางมองผมด้วยสายตางุนงง
“ถ้าหากยามันไม่มีผลข้างเคียง คุณก็นึกเสียว่ามันเป็นข้าวก็ได้ครับ”
“นึกเสียว่ามันเป็นข้าว?”
“ใช่แล้ว วันหนึ่งเราต้องกินข้าวสามมื้อถึงจะมีชีวิตรอด คุณก็ไม่เคยรู้สึกอึดอัด ลำบากใจ ไม่ใช่หรือครับ”
“แต่ว่า ข้าวมันเป็นประโยชน์กับเรานี่”
ผมบอกเขาว่า “ยาก็เป็นประโยชน์กับเรานี่ครับ”
เขายิ้มออกแล้ว บอกผมว่า “ผมเข้าใจแล้ว” พูดจบก็ถือใบสั่งยาไปรับยาอย่างอารมณ์ดี
คนจำนวนมากถามผมว่า “คุณฝึกตนเองอย่างไร จึงมองโลกในแง่ขำได้ขนาดนี้”
คนส่วนใหญ่เมื่อนึกถึงอารมณ์ขัน แว่บแรกที่รู้สึกคือรอยยิ้ม แต่ความคิดของผมไม่ใช่อย่างนั้น
“ในโลกนี้ น้ำในทะเลมีมากกว่า หรือว่าน้ำตาที่มนุษย์เคยหลั่งมีมากกว่า”
นี่เป็นคำถามจากพระคัมภีร์ของพระพุทธศาสนาฉบับหนึ่ง จำได้ว่าครั้งแรกที่ผมได้ยินคำถามนี้ ตอนนั้นยังเด็กอยู่มาก ผมตอบสวนกลับไปทันทีแบบไม่ต้องนึกว่า “น้ำตาของมนุษย์จะไปมีมากกว่าน้ำทะเลได้ยังไง”
ต่อมาผมโตขึ้น ทำงานเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลแห่งชาติไต้หวันเป็นระยะเวลาที่นานมากช่วงหนึ่ง ทุกวันที่เดินกลับจากห้องผ่าตัดมาที่ห้องทำงาน ต้องผ่านเขตห้องไอซียู สถานที่แห่งนั้นมักนั่งเต็มไปด้วยญาติๆ ที่ร้อนอกร้อนใจ บ่อยครั้งที่เดินผ่าน ก็จะเห็นคนร้องไห้
ทุกวันผมเดินกลับไปกลับมาบนเส้นทางเดียวกัน ทุกวันผมจะเจอคนไม่ซ้ำหน้า นั่งอยู่ตรงที่เดียวกัน และแทบจะร้องไห้ด้วยท่าเดียวกัน
และก็เป็นต่อไปเช่นนี้ เดินไป เดินไป จนกระทั่งวันหนึ่ง อยู่ๆ ผมก็เข้าใจแล้วว่า
“ที่แท้บนโลกนี้ น้ำตาที่คนเคยไหล มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทร มากๆ”
ไม่เพียงแค่น้ำตาเท่านั้น แม้กระทั่งความกลุ้มใจ การถูกเข้าใจผิด อุปสรรค การพลัดพราก การสูญเสีย ความเศร้าโศก ความเจ็บปวด... เกรงว่าก็มีมากกว่าน้ำในมหาสมุทร มากๆ เช่นกัน และหลังจากผ่านความกระจ่างในเรื่องนี้ ผมจึงค่อยๆ เรียนรู้และสัมผัสสิ่งที่เรียกว่า “อารมณ์ขัน” ขึ้นมาทีละเล็ก ทีละน้อย
ชีวิตจำเป็นต้องพบกับปัญหาว้าวุ่นมากมายขนาดนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ย่อมไม่มีเหตุผลใดๆ จะมาหักห้ามไม่ให้เราวางตัวกับมันอย่างมีความสุข จะว่าไปแล้ว ผมเป็นคนที่มีนิสัยเสาะหารอยยิ้มมาตั้งแต่เกิด แต่ว่า สำหรับคำว่าอารมณ์ขัน มันเป็นสิ่งที่ผมเรียนรู้มันมาในภายหลัง
จาก Facebook ของ โหวเหวินหย่ง houwenyong 於是,你只好學幽默
อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี แปล
(Chinese)
(วานวาน Chinese)
)

#1 By PanDa & PaWwAw on 2009-10-27 23:27