เคยอ่านเอกสารแจกฟรี แล้วแทบร้องไห้บ้างไหมครับ
ผมเองยังไม่อยากเชื่อเลยว่าตัวเองจะเป็นคนอ่อนไหวขนาดนี้
เปล่า ผมยังไม่ร้อง แค่อยู่ๆ ก็เกือบร้อง เรื่องมันเกิดจากเอกสารฉบับนี้ครับ

คุณรู้จักดอกแดนดิไลออนไหม ชื่ออาจฟังดูหรู แต่ความจริงเราต่างคุ้นเคยกับมันดี มันคือดอกไม้ที่เมื่อโตเต็มที่ เราชอบนำมันขึ้นมาเป่า แล้วปุยขาวๆ บนดอกของมันก็จะโบยบินออกไป ลงสู่ที่ไหนก็จะขึ้นต่อที่นั่น...

เอกสารฉบับนี้มีชื่อว่า “การเดินทางสู่การอ่าน ของดอกแดนดิไลออน”

 

 


      มันไม่ได้สะดุดตาอะไรผมมากหรอกที่หยิบเอกสารฉบับนี้ขึ้นมา แต่เนื่องจากภารกิจของตนเองในการเดินทางมาไต้หวันครั้งนี้คือเขียนหนังสือแนะนำการท่องเที่ยว ดังนั้นจึงติดเป็นนิสัยว่า ไม่ว่าจะเห็นเอกสารเกี่ยวกับแนะนำอะไรก็ต้องหยิบติดมือมาเก็บไว้เป็นข้อมูลเสมอ ขณะเดินผ่านจุดแจกใบปลิวของร้านหนังสือที่เข้ามาเยี่ยมชม จึงหยิบมาโดยไม่ได้คิดมาก

      ร้านหนังสือแห่งนี้คงต้องแนะนำกันสักนิด ภาษาจีนมันชื่อ “เฉิงผิ่น” ตั้งชื่อภาษาอังกฤษว่า eslite ผมอยากจะเทียบระดับของมันกับร้านนายอินทร์ ร้านซีเอ็ดบ้านเรา บีทูเอส แต่ไม่ว่าจะเทียบอย่างไรก็รู้สึกว่าเทียบกันไม่ได้ ทำไมจึงเทียบไม่ได้ ใครเทียบใครไม่ได้เดี๋ยวเราจะว่ากันภายหลัง

      ร้านหนังสือยักษ์ใหญ่ในไต้หวันความจริงมีอยู่แค่สองร้าน ก็คือ eslite กับ kingstone และส่วนใหญ่คนไต้หวันนั้นสั่งซื้อหนังสือกันทางอินเทอร์เน็ตแล้ว เพราะสะดวกและมีส่วนลด เมื่อสั่งซื้อแล้วสามารถไปรับหนังสือและชำระเงินในร้าน 7-11 ที่ใกล้บ้านได้ การดำรงอยู่ของร้านหนังสือ จึงต้องคิดหาวิธีการกันหัวแตก

      นี่คือที่มาของร้านหนังสือสุดหรูของไต้หวัน ที่เราได้ยินกิตติศัพท์กันมากมาย อย่างเช่น “ร้านหนังสือ 24 ชั่วโมง” และที่อดแนะนำกันไม่ได้จริงๆ ก็คือที่นี่ “ห้าง eslite”

      คุณลองนึกภาพตามดังนี้ ทุกวันนี้เราเห็นร้านนายอินทร์อยู่ในห้างเดอะมอลล์ เป็นเรื่องปกติ แต่ถ้าเราเห็นเดอะมอลล์อยู่ในห้างนายอินทร์ล่ะ จะทึ่งไหม นี่แหละครับ eslite สาขาซิ่นอี้ (ข้างๆ ตึกไทเป 101) ที่ผมกำลังนั่งพิมพ์บทความบทนี้อยู่ และเป็นเหตุผลประการหนึ่งที่ผมคิดว่าร้านหนังสือบ้านเรายังสู้ไม่ได้

      อีกเรื่องคือ eslite ก็ดี kingstone ก็ดี ร้านหนังสือก็คือร้านหนังสือ ไม่มีสำนักพิมพ์เป็นเงาแต่อย่างใด เราคงรู้ดีว่า นายอินทร์เท่ากับอมรินทร์ ซีเอ็ดก็เท่ากับซีเอ็ด บีทูเอสก็อยู่ในเครือบางกอกโพสต์ ร้านหนังสือในบ้านเราแต่ละแห่ง บริหารอยู่ใต้เงาของสำนักพิมพ์ขาใหญ่กันทั้งนั้น หากจะมีร้านที่ฉีกออกมาอย่างคิโนะคุนิยะ ก็ยังเป็นส่วนน้อยมาก ทำให้ผมเองรู้สึกเบื่อหน่ายมาก กับกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น ทั้งหมดมักหนีไม่พ้นการ “ส่งเสริมการขาย” หรือเรียกง่ายๆ ว่า “ธุรกิจ”

      อาจเป็นเพราะความที่ขลุกอยู่กับแวดวงการอ่าน ที่ควรจะเป็นของสูง อันหมายถึงควรจะลอยตัวจากเรื่องเงินๆ ทองๆ แต่เป็นเรื่องของจิตใจ เป็นเรื่องของความเงียบ เป็นโลกของตัวเอง แต่ไอ้ของสูงทั้งหมด กลับถูกควบคุมบงการโดยมือที่มองไม่เห็นของกลไกการตลาด ทำให้เบื่ออย่างบอกไม่ถูก

พอมาเห็นเอกสารแจกฟรีฉบับนี้ ผมจึงแทบจะร้องไห้ เพราะอะไรนะหรือ ผมกำลังจะเล่าให้ฟัง

      ไต้หวันมีประชากรน้อยกว่าเราเกือบสามเท่า (23 ล้านคน) แต่การพิมพ์หนังสือครั้งแรก (first print run) สามพันเล่มเท่าๆ กับเรา หนังสือขายดีระดับแสนเล่ม ห้าหมื่นเล่ม เป็นเรื่องธรรมดา อันนี้เราไม่นับที่ข้ามไปดังในฝั่งจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ขณะที่บ้านเรา ขายหมดสามพันเล่มแทบจะปิดสำนักพิมพ์ฉลอง แม้หลายอย่างขึ้นอยู่กับคุณภาพของชิ้นงาน องค์ประกอบในการทำหนังสือสักเล่มมันเยอะ พลาดแม้เพียงจุดเดียวก็อาจเจ็บใจจนชั่วชีวิต (ไม่เชื่อลองทำหนังสือแล้วเจอคำผิดสักสองตัวสิ มันจะตราบาปขนาดไหน) ถึงกระนั้นก็ตาม ปัจจัยสำคัญจริงๆ มันคือ “ความรักการอ่าน” ของคนไทย ยอมรับเถอะครับว่าน้อยเกินไป

คนที่อ่าน ก็อ่านกันดะ คนที่ไม่อ่าน ชั่วชีวิตก็ไม่เคยอ่าน

นั่นคือที่มาของกิจกรรมส่งเสริมการอ่านมากมายหลายแคมเปญ

      อาจเป็นเพราะผมไม่เคยเข้าไปมีส่วนร่วมอะไรมากนักก็เป็นได้ มันรู้สึกมีกลิ่นตุๆ อยู่เสมอ แม้กระทั่งกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้นไปแล้ว ก็ไม่เคยเห็นการติดตามผล จุดรับบริจาคหนังสือสำหรับน้อง มีให้เห็นทั่วไป แต่มันไปอยู่ไหนบ้าง ทุกอย่างมันไม่นำพาให้เกิดความอยากเข้าร่วมสักเท่าไหร่ จนกระทั่งผมมาเห็นเอกสารแจกฟรีฉบับนี้

      ขณะนั่งกินชานมใส่เผือกฆ่าเวลาก่อนจะถึงการนัดหมายเย็นนี้ ผมก็หยิบขึ้นมาอ่าน เปิดฉับๆ ไปเรื่อยๆ จึงรู้ว่ามันคือบันทึกการเดินทางตามหาหนังสือที่ถูกบริจาคไปของกองบรรณาธิการประจำร้านหนังสือ (ผู้จัดทำเอกสารแจกฟรี) ก็คือกลุ่มของโปรเจกต์เมเนเจอร์นั่นเอง

      ไต้หวันประสบภัยธรรมชาติหนักๆ หลายครั้ง ครั้งล่าสุดคือไต้ฝุ่นมรกตที่เข้ามาสร้างความเสียหายมหาศาล จนชาวไต้หวันเรียกมันว่า “อุทกภัย 8 . 8” (เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 8 สิงหาคม) สิ่งหนึ่งที่เสียหายเพราะน้ำท่วมฉับพลันนั่นคือห้องสมุด และหนังสือในห้องสมุดนั่นเอง จึงเกิดการริเริ่มขอรับบริจาคหนังสือสำหรับเด็กขึ้นตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2009 และสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2010 โดยมีเป้าหมายจะขอรับบริจาคหนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับเด็กอายุ 3-15 ขวบ และหนังสือสำหรับเด็กและเยาวชน ให้ได้หนึ่งแสนเล่ม

 



     กิจกรรมนี้ได้รับการตอบรับอย่างล่้นหลาม ตัวร้านหนังสือเองออกโปรโมชั่นบริจาคหนังสือห้าเล่ม แจกคูปองเครื่องดื่มของร้าน City Cafe สองใบ ร้านสตาร์บัคส์ทั่วประเทศตั้งตู้รับบริจาค บรรดาผู้คนในวงการช่วยกันประชาสัมพันธ์ นอกจากนี้ยังมีโครงการห้องสมุดเคลื่อนที่ ที่มีพี่ๆ จากร้านหนังสือไปเล่านิทาน จัดกิจกรรมสันทนาการตามสถานที่ทุรกันดาร...

     เอกสารแจกฟรีฉบับนี้ชื่อว่า “โครงการแบ่งปันการอ่าน” ฉบับในมือของผมเป็นฉบับที่สิบ ไม่มีหน้าโฆษณา มีแต่คำขอบคุณผู้สนับสนุนโครงการ และหัวข้อฉบับนี้คือ “การเดินทางสู่การอ่านของดอกแดนดิไลออน” ผมขอเล่าคร่าวๆ ให้ฟัง



เป็นเพื่อนกับยักษ์ เปิดโลกทัศน์ที่แตกต่าง

     เล่าถึงอุปสรรคในการอ่านที่มีต่อเด็กเล็ก หนังสืออัตชีวประวัติสองเล่ม ความหนา ความสูงของมัน
สำหรับเด็กป.ห้าคนหนึ่ง มันเหมือนกับ “ยักษ์” กว่าจะอ่านจบ ต้องใช้เวลานานมาก นานมาก (จากคำบอกเล่าของเด็กคนหนึ่ง)

     ในบทความได้เล่าถึงเทคนิคที่โรงเรียนประถมแห่งหนึ่งใช้ คือ ถ้ามันเป็นยักษ์ เราก็จะให้เด็กๆ เป็นเพื่อนกับยักษ์ ทำอย่างไรหรือ เริ่มจากให้ยักษ์มันนอนลง จะได้คุยกับเด็กในระดับเท่าเทียมกัน พวกเขาฉีกเนื้อหาประวัติศาสตร์ออกเป็นตอนเล็ก อ่าน ท่อง เล่า และนำมาสร้างเป็นบทละครให้เด็กๆ เขียนบทและแสดงเอาเอง

     นอกจากนี้ยังจัดรีดดิงแคมป์ 3-8 วัน, จัดกิจกรรมในห้องสมุด, จัดกิจกรรมดื่มชายามบ่ายแบบมีหนังสือเคียงคู่เป็นต้น แม้ต้องเสียเวลาส่วนตัวของครูๆ อย่างมาก แต่ครูทุกคนบอกว่า ความสุขและโลกทัศน์ที่เขาได้จากการอ่าน คือสิ่งที่ครูทุกคนอยากให้เด็กๆ ได้รับตัวเอง




เรื่องราวของการตามหา

     เล่าถึงหนุ่มสาวคู่หนึ่งเดินทางตามความฝันมายังหมู่บ้านในชนบทและเปิดเกสต์เฮาส์ขึ้นในหมู่บ้านชาวประมงแห่งนี้ เขียนจดหมายมาขอหนังสือกับทางโครงการ เมื่อหนังสือสองลังส่งไปถึง เขาเขียนจดหมายกลับมาบอกเล่าว่าเด็กๆ ที่นั่นตื่นเต้นกับหนังสือเหล่านี้อย่างไร ไหนจะช่วยกันออกไปตระเวณหาท่อนไม้มาตอกเป็นชั้นวาง ไหนจะขอให้แม่คอยอ่านให้ฟัง ทำให้ทีมงานเกิดอยากรู้และเดินทางไปเยี่ยม



เรื่องราวของหนังสือที่ถูกส่งไปยังโรงเรียนที่ประสบภัยน้ำท่วมสามแห่ง กับความตั้งใจของคนในท้องที่

 

เรื่องราวของชุมชนที่ผู้ปกครองไม่ได้รักการอ่าน และมีปัญหาสังคม กับแนวทางการแก้ไขที่ครูใหญ่ของโรงเรียนในชุมชนตั้งใจจะแก้ไข

จดหมายจากครูอาจารย์ที่เขียนมาเล่าเกี่ยวกับโครงการ
และจดหมายจากผู้ที่เคยบริจาคหนังสือให้กับโครงการ เขียนมาแบ่งปันความรู้สึกและความอิ่มเอมใจ


ผมชอบประโยคหนึ่งของกองบรรณาธิการมาก ขอคัดมาแบบเต็มๆ ดังนี้

     คนจำนวนมากบริจาคหนังสือหนึ่งเล่ม ไม่ใช่เพราะชั้นหนังสือของเขาเต็มล้น แต่เป็นเพราะมันเป็นหนังสือที่ดีเล่มหนึ่ง เขาเคยได้รับสิ่งดีๆ จากมันแล้ว และอยากให้คนอื่นๆ ได้ประโยชน์จากมันด้วย

และอีกประโยคกินใจจากคุณครูเหมยเหล่าซือ ที่เขียนมาขอบคุณโครงการ

หนังสือเล่มหนึ่ง ไม่พลิกมัน ก็เท่ากับไม่มี
ความรักความสัมพันธ์ ไม่เคลื่อนไหว มีมากก็เหมือนน้อย
ขอให้ “คนที่มีหนังสือ” แบ่งปันความซาบซึ้งตรึงใจ
ถ่ายทอดช่วงเวลาที่งดงาม ไปสู่ “คนที่ต้องการหนังสือ” สืบต่อไป


ซึ้งครับ

และจดหมายจากผู้บริจาคคนหนึ่งที่เขียนมาว่า

     นับตั้งแต่บริจาคหนังสือแล้ว ทุกครั้งที่เดินผ่านตู้รับบริจาคในร้านหนังสือ ก็อดไม่ได้ต้องมองข้างในสักหน่อย สองวันก่อนยังไม่มีใครบริจาค สองสามวันก็มีเพิ่มเล็กน้อย พอใกล้จะสุดสัปดาห์ก็มีหนังสือถึงครึ่งตู้แล้ว ฉันนึกขอบคุณบรรดาผู้ที่บริจาคหนังสือเงียบๆ เหมือนกับฉัน เพราะความรู้สึกทำความดีโดยไม่อยากให้ใครรู้ แต่ปรารถนาให้ผู้อื่นรักและถนอมหนังสือนั้นเหมือนๆ กันโดยเฉพาะสำหรับพี่น้องร่วมชาติที่ประสบภัย พวกเขาต้องการทรัพยากรอีกมาก ก้าวเล็กๆ ของพวกเรา คือการริเริ่มสิ่งที่ยิ่งใหญ่

     หนังสือของฉันออกไปท่องเที่ยวถึงที่ไหนกันนะ โรงเรียนประถมหลังหุบเขาที่สวยงาม? ห้องสมุดในภาคตะวันตก? หรือว่ามันคุณสมบัติไม่ถึง ถูกกองแยกจำพวกเอาไว้? ฉันไม่มีทางรู้ว่ามันไปไหน ได้แต่จินตนาการเอาเองว่าหนังสือทุกเล่มมันเปิดกางออก กลายร่างเป็นนกน้อย โผบินออกไปไกลสุดไกล ไปสู่ดินแดนที่ต้องการพวกมัน ณ ที่นั่น หนังสือคือสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ และมีคนยินดีทะนุถนอม

     ผมอาจเป็นคนซื่อเกินไปหรืออย่างไรไม่ทราบได้ เอาเป็นว่าผมไม่ได้กลิ่น “เงินๆ ทองๆ” ใดๆ จากโครงการนี้หรือสื่อฉบับนี้ แค่นั้นก็ทำให้ผมอยากร้องไห้แล้ว

อยากให้บ้านเรามีอย่างนี้บ้างเหลือเกิน

หรือถ้ามีแต่ผมไม่รู้ ก็อยากให้นำมาบอกเล่าแบ่งกันกันเหลือเกิน



ปล.
ปัจจุบันโครงการนี้ได้รับบริจาคหนังสือแล้วทั้งสิ้น 74,090 เล่ม ส่งไปยังสถานที่ที่ต้องการหนังสือ 137 แห่ง แต่ส่วนใหญ่เป็นหนังสือประเภทวรรณคดี ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ดังนั้นทางโครงการจึงได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มเติม โดยขอรับบริจาคหนังสือสำหรับเด็กอายุ 3-15 ปีให้ได้หนึ่งแสนเล่ม เป็นเป้าหมายต่อไป

เว็บไซต์โครงการ
http://event.eslite.com/read_share/

 

Comment

Comment:

Tweet

case

#14 By Kluay (61.7.167.208) on 2010-11-10 10:40

สุดยอดจิงๆคับ
ซาบซึ้งมากเลยค่ะ
รู้สึกยินดีกับชาวไต้หวันจริงๆ

#12 By sanzon on 2010-02-25 13:42

เจ๋งอะ
เข้าไปอ่านบล็อกเราบ้างนะคร้าบsad smile

#11 By freer on 2010-02-07 15:25

ว้าว เรื่องดีๆHot! Hot! confused smile

#10 By sakoon on 2010-02-07 13:23

เป็นเรื่องที่น่าเอาเยี่ยงอย่างมากๆครับ

#9 By นายป้อ on 2010-02-02 17:01

เป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมจังเลยค่ะ

ถ้อยคำที่คัดมาก็น่าซาบซึ้งมาก

Hot!

เห็น ดอกแดนดิไลออน นึกไปถึงเพลงของเจย์ โจว์

蒲公英的约定 ชอบนะ big smile

#8 By Mrs. Holmes on 2010-01-28 14:24

ถ้าหากว่าร้านหนังสือบ้านเรา ใหญ่ เปิด 24 ชม. ก็คงจะดีนะครับ
มันน่าจะช่วยส่งเสริมการอ่านได้เยอะทีเดียว
แทนที่จะส่งเสริมการขายอย่างเดียวเหมือนบ้านเรา

#6 By Clepsydra:: on 2010-01-26 17:41

big smile Hot! Hot!

#5 By myjevil on 2010-01-26 14:47

ขอบคุณที่นำเรื่องดีดีมาแบ่งปันกันค่ะ

big smile Hot! Hot!

#4 By Maneechalee on 2010-01-26 09:14

คนไต้หวันรักการอ่านกันดีจริงๆค่ะ
แถมยังมีหนังสือดีดี วรรณกรรมดีดีออกมาเยอะแยะเลยด้วย
เดี๋ยวนี้ก็ติดหนังสือจากทางไต้หวันแล้ว
เรื่องวงการการอ่าน เป็นอีกเรื่องที่ทำให้แพรอยากไปเรียนไต้หวันด้วย

ยิ่งเห็นแบบนี้บิ่งอยากไปค่ะ
Hot! Hot! Hot!

#3 By Prae on 2010-01-26 01:11

พลังการอ่านเข้มข้นจริงๆHot! Hot!

#2 By wesong on 2010-01-26 00:00

ที่เค้าว่าคนไทยอ่านหนังสือปีละสองบรรทัด
วันนี้มู๋ค้นพบแล้วว่า มันมีคนที่ไม่คิดจะอ่านหนังสือเลยแม้แต่นิดเดียว >.< 

มู๋เลยให้ดาบเค้าไปต่อสู้กับยักษ์แล้ว

Hot! Hot! Hot!

#1 By lllmukoilll on 2010-01-25 23:43