แปล จากบทความของ โหวเหยินหย่ง

翻 譯自侯文詠的粉絲專頁  吃得苦中苦,變成了人下人,那就太冤枉了啊...

 

      ในตำราพิชัยสงครามฉบับ "ไท่กง" กล่าวว่า "รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ประเทศนั้นย่อมล่มสลาย" 

      หลักการดังกล่าวหมายถึง การทำสงคราม ต้องสิ้นเปลืองทรัพยากร สูญเสียทั้งชีวิตไพร่พลและเงินทอง สิ่งที่นำพาสุดท้ายมักเป็นการทำลายตนเอง เมื่อใช้คำพูดคำนี้กับ "ผลคะแนนการสอบ" ของเด็กนักเรียน ดูเหมือนก็เป็นทฤษฎีที่เป็นไปได้เช่นกัน

      เด็กนักเรียน ที่สอบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง จะมีความเสี่ยงอะไรหรือ

     ในมุมมองของผม ความเสี่ยงที่อันตรายที่สุดของมันคือ : เขาใช้เวลามากเกินไป กับการเตรียมตัวสอบข้อสอบของโรงเรียน ทำให้เขาไม่มีเวลาเรียนรู้เรื่องอื่นๆ อีกเลย  ถ้าหากสิ่งที่สอนในโรงเรียน เป็นทักษะจำเป็นในการดำรงชีวิตแล้วละก็ การรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้งย่อมไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่ปัญหาก็คือ ถ้าหากสิ่งที่เรียนรู้ในโรงเรียน ไม่ใช่ทักษะการดำรงชีวิตที่จำเป็นที่สุดสำหรับคนเรา เมื่อเป็นเช่นนั้น การรบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ก็จะเกิดปัญหา...

      อาจมีคนถามว่า "ทำไมโรงเรียนไม่สอนทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในอนาคตเสียล่ะ"

      เพราะพวกเขาไม่รู้ ไม่เพียงแต่โรงเรียนเท่านั้นที่ไม่รู้ ความจริงก็คือ ของอย่างนี้ไม่มีใครรู้

      ยกตัวอย่างเด็กนักเรียนที่เข้าเรียนชั้นป.1 ตอนนี้ก็แล้วกัน รอจนกระทั่งเขาเรียนจบปริญญาตรี เข้าสู่สังคมแล้วประกอบอาชีพการงาน นั่นคืออย่างน้อยอีก 16 ปีนับจากนี้ ยังไม่นับถึงวันที่เขาเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว สามารถทำงานใหญ่ได้ด้วยตัวเอง เพราะอาจจะต้องเป็นอีกสามสิบสี่สิบปีนับจากนี้ด้วยซ้ำ  ทักษะที่จำเป็นของโลกในอีกสามสี่สิบปีข้างหน้าคืออะไร มันไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้จริงๆ

      ของอย่างนี้แค่ถามคนที่มีชีวิตมานานพอๆ กับผม ลองมองย้อนกลับไปเมื่อสามสี่สิบปีก่อนดู ก็จะเข้าใจความหมายของผมได้โดยไม่ยากนัก

      สามสี่สิบปีที่แล้ว อย่าว่าแต่คอมพิวเตอร์เลยครับ แม้แต่โทรศัพท์ ยังเป็นของหายากเลย

      ผมยังจำได้แม่น ตอนนั้นที่บ้านนอก หมู่บ้านของผมเริ่มมีคนจำนวนน้อยติดตั้งโทรศัพท์ ผมรู้สึกว่าโทรศัพท์เป็นเครื่องมือที่สะดวกเหลือเกิน งอแงอยากให้ติดบ้าง คุณย่าของผมพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "แกจะติดโทรศัพท์ จะเอาไว้คุยกับใคร"

      ผมลองนึกดู คนที่ผมรู้จัก มีไม่กี่คนจริงๆ ที่มีโทรศัพท์ในบ้าน คำพูดเรียบง่ายของคุณย่าประโยคเดียว ผมก็หงายเก๋งแล้ว

      มาถึงวันนี้ นับตั้งแต่นักธุรกิจ วิศวกร ที่ต้องใช้งานคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ต แข่งขันกับโลกภายนอก ไปจนถึงนักเขียนที่ต้องอาศัยคอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต ปั่นต้นฉบับ ส่งงาน หรือแม้กระทั่งเขียนบล็อก เล่น facebook... ใครก็ตามที่ต้องแข่งขันกันในวิชาชีพสักหน่อย การ "รู้" คอมพิวเตอร์ "ใช้งาน" คอมพิวเตอร์กลายเป็นปัจจัยสำคัญขั้นพื้นฐานที่สุด ปัญหาคือ ใครบ้างที่สมัยเด็กๆ เคยเรียน "คอมพิวเตอร์" "อินเทอร์เน็ต" ไม่ใช่โรงเรียนเขาไม่สอน แต่สมัยนั้นมันยังไม่มี

      โลกที่กลายเป็นดิจิตอล กลายเป็นโลกาภิวัฒน์แล้ว มันผันแปรเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้นทุกวัน

      เช่นเดียวกัน ใช้ปัจจุบันเป็นที่ตั้ง มองอนาคตในอีกสามสี่สิบปีข้างหน้า ผมกล้ารับประกันได้ว่า โอกาสที่สิ่งที่กำลังสอนอยู่ในโรงเรียนขณะนี้ จะบังเอิญเป็นทักษะสำคัญสำหรับการแข่งขันของโลกอนาคต ไม่ใช่จะไม่มีเลย แต่น้อยมากจริงๆ

      ดังนั้นผมคิดว่า การเข้าโรงเรียน รับการศึกษา สิ่งที่ต้องเรียน ไม่ใช่ความรู้ที่จำเป็นสำหรับการใช้ชีวิต แต่เป็น "การปรับตัว" เข้ากับทักษะการแข่งขันดำรงชีวิตในอนาคต ทั้งสองสิ่งนี้ดูเหมือนจะคล้ายๆ กัน แต่ความจริงมันต่างกันมาก แชมป์ยิงธนูอันดับหนึ่งของราชวงศ์ชิง มาถึงยุคนี้ใช่ว่าจะยิงปืนแม่น คนที่เขียนพู่กันเก่งใช่ว่าจะพิมพ์คอมพิวเตอร์เก่งด้วย คนที่ดีดลูกคิดเก่ง ใช่ว่าในอนาคตทักษะด้านการเงินก็จะเก่งตามไปด้วย

      ยิงธนู เขียนพู่กันจีน ดีดลูกคิด ทั้งหมดนี้เป็นความรู้ วิธีการสำเร็จรูปอย่างหนึ่ง วิธีการ ความรู้เหล่านี้เมื่อไปถึงอนาคตใช่ว่าจะมีประโยชน์เสมอไป แต่การยินดีเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ความกล้าเรียนรู้ มันคือการวางตัวอย่างหนึ่ง การวางตัวลักษณะนี้แม้จะไม่ถูกตีออกมาเป็นคะแนน แต่มันเป็นหลักประกันที่มั่นคงกว่า ในการบอกว่าในอนาคตคุณจะสามารถเรียนรู้การยิงปืน การพิมพ์คอมพิวเตอร์ โปรแกรมการคำนวณ... ซึ่งก็คือ "ทักษะ" การปรับตัวเข้ากับการแข่งขันในอนาคตนั่นเอง 

      เมื่อมองจากมุมนี้ การมีทักษะในการปรับตัวเข้าหาอนาคต มีความสำคัญและความจำเป็นมากยิ่งกว่าบรรดาตัว "วิชาความรู้" ตัว "วิธีการ" มากนัก ยกตัวอย่างเช่น มีทักษะทางการคิดอ่าน, มีวิสัยทัศน์ โลกทัศน์กว้างไกล, มีทักษะเรื่องวัฒนธรรมของมนุษย์ (Human Culture), ทักษะและการวางตัวในด้านการเชื่อมโยงสื่อสาร วางแผน ปฏิบัติและการทบทวนไตร่ตรอง... น่าเสียดายที่สิ่งเหล่านี้ มักไม่มีการสอนในโรงเรียน ไม่ถูกกำหนดไว้ในแผนการสอน ไม่สะท้อนให้เห็นจากคะแนน แต่สำหรับการดำรงอยู่ในอนาคต มันกลับมีความสำคัญมากเหลือเกิน

     พูดอีกอย่างหนึ่งคือ สิ่งที่สำคัญคือต้องได้เรียนรู้ "ความสามารถ" ไม่ใช่ตัว "วิชาความรู้" เมื่อมีความสามารถ ต่อให้อนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปอีกแค่ไหน ต้องการความรู้ที่มากมายหลายหลากอีกแค่ไหนก็ตาม คนที่มีความสามารถ รู้จักวางตัว ก็ยังปรับตัวได้เสมอ หากขาดสิ่งเหล่านี้ไป ต่อให้สามารถเล่าเรียนแต่ละรายวิชาได้เยี่ยมยอด ก็รับประกันไม่ได้ว่าจะมีทักษะในการเอาตัวรอดในอนาคต เท่าที่ผมเห็น นี่คือสิ่งที่จำเป็นเร่งด่วนที่สุดของการศึกษาบ้านเราในปัจจุบัน พร้อมกับเป็นสิ่งที่ขาดแคลนที่สุดด้วยเช่นกัน

      คนจำนวนมากพูดว่า ปฏิรูปการศึกษาคือต้องการ "เรียนรู้อย่างมีความสุข" มีบางคนพูดว่าปฏิรูปการศึกษาคือทำให้นักเรียนมีความสามารถในการแข่งขัน แต่สำหรับมุมมองของผมแล้ว สามารถร่ำเรียนอย่างมีความสุขย่อมเป็นเรื่องที่ดี แต่หากไม่นำมาซึ่ง "ความสามารถ" ที่แท้จริง ต่อให้ "ร่ำเรียนอย่างมีความสุข" ที่จริงบังเกิดแค่ผลพวงของความ "โง่เขลา" แน่นอน เรื่องที่แย่ไปกว่านั้นก็คือ ไหนจะต้องร่ำเรียนอย่างเป็นทุกข์ ซ้ำยังไม่ได้ "ความสามารถ" กลายเป็นว่า อุตส่าห์กล้ำกลืนฝืนเรียน สุดท้ายเอาตัวไม่รอด เสียแรงเปล่าๆ

      แน่นอน "วิชาความรู้" ก็เป็นหนึ่งในทักษะพื้นฐานสำหรับการปรับตัวสู่อนาคต แต่มันไม่ใช่ "ทั้งหมด" ดังนั้นผมคิดว่า ประเด็นสำคัญยังคงอยู่ที่ ต้องเปลี่ยนวิธีคิด ทบทวนอีกครั้งว่า ทำอย่างไรจึงจำทำให้การเรียนที่เห็น "การแข่งขันทางวิชาการ" เป็นหลักอย่างปัจจุบัน เปลี่ยนเป็นการเรียนรู้เรื่อง "ทักษะการปรับตัวให้เข้ากับอนาคต" หลักการเดียวกันกับกาสอนนักเรียนว่า "ตกปลาอย่างไร" ไม่ใช่เอาแต่ "ให้ปลากับนักเรียน"

      (ถ้าหากสิ่งที่เรียนรู้นั้นเป็น "ทักษะ" จริงๆ น้อยคนนักที่จะ "ไม่มีความสุข" ไปกับมัน)

      แต่ถ้าหากเป้าหมายของการเดินทางคือมุ่งสู่ไทเป หากเริ่มต้นจากเมืองเกาสงก็ควรขับขึ้นเหนือ มิเช่นนั้นหากตั้งหน้าตั้งตาขับลงใต้ ไม่ว่าจะพากเพียรพยายามสุดชีวิตแค่ไหน ก็ไม่มีวันไปถึงหรอก! (ซ้ำยังตกทะเลอีกด้วย!)

      ทั้งหมดนี้เป็นความรู้สึกเล็กน้อยบางส่วน ที่เกิดขึ้นหลังจากฟังการถกเถียงเรื่องปฏิรูปการศึกษาที่สูงล้ำขั้นเทพมามากมาย

 

แปลจากบทความของ โหวเหยินหย่ง

翻譯自侯文詠的粉絲專頁  吃得苦中苦,變成了人下人,那就太冤枉了啊...

 

 

ผลงานล่าสุดของโหวเหวินหย่ง ในฉบับภาษาไทย

 

ภรรยาที่รัก กับ       หมอเล็กฯ

 

นักสร้างฯ   กับ คุณหมอสุดซ่าฯ

Comment

Comment:

Tweet

ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ดอกมะลิ ดอกมะลิ ดอกมะลิ ดอกมะลิ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ

confused smile

#7 By myjevil on 2010-04-15 10:12

Hot! Hot! เอานี่ไปเลย สุดยอดbig smile

#6 By Clepsydra:: on 2010-04-14 21:07

อยากให้การศึกษาไทยดีกว่านี้จริง ๆ
เด็กที่ได้คะแนนดี ไม่ได้ทำให้มีชีวิตที่ดีเสมอไปจริง ๆ
สุขสันต์วันสงกรานต์จ้า ฮิ้ววววว~
ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ดอกมะลิ ดอกมะลิ ดอกมะลิ

#5 By ~aMe~ on 2010-04-14 15:00

สีสันแพรวพราวมาก จัดหน้าและลงสี โดย lllmukoilll คร้าบ ปิ้วๆๆขันน้ำ ดอกมะลิ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ Hot! Hot!

#4 By Beermyself on 2010-04-14 14:02

ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ

#3 By wesong on 2010-04-14 13:24


พออายุมากขึ้น เห็นคนทำงานหลากหลายแล้วเห็นได้ว่าเกรดสวยๆ ในตอนเรียน ไม่ใช่เครื่องพิสูจน์จริงๆ

#2 By wesong on 2010-04-14 13:23

ปฏิรูปการศึกษาคือต้องการเรียนรู้อย่างมีความสุข?
การศึกษาไทยล่ะ​?

ด๊อกเตอร์เลยทีเดียว !!
Hot! Hot! Hot!
ขันน้ำ ขันน้ำ ขันน้ำ ดอกมะลิ

#1 By lllmukoilll on 2010-04-14 13:20