ชีวิตของนักเขียน แม้ว่าภาพในหัวของทุกคนจะเข้าใจว่ามันน่าสนุก ชีวิตนักเขียนในหนังในละคร ก็มักจะเป็น : พูดคุยสนทนาอย่างออกรส หยิบปากกาเขียนเอาๆ หรือไม่ก็เป็นประเภทหาเรื่องเขียนไม่ได้แล้ว ขี้เหล้าเมายา คิดไม่ตกฆ่าตัวตาย... แต่สำหรับผม นี่เป็นความเข้าใจผิดอย่างใหญ่หลวง

 

     หนึ่งในความเข้าใจผิดคือ : ความจริงแล้ว "Moment of นักเขียน" (โมงยามแห่งนักเขียน) ที่แสดงอยู่บนหน้าจอทั้งหลายนั้น ที่จริงมันเกิดขึ้นน้อยมาก

 

     ผมลองทำการคำนวณดูระยะเวลาสิบแปดเดือน ที่ใช้เขียนหนังสือเรื่อง "ดินแดนที่ไร้เทพเจ้า-เรื่องเล่าจากบุบผาในกุณฑีทอง" เวลาที่ใช้กับ "หยิบปากกาเขียนเอาๆ" นั้น รับรองได้ว่าไม่เกินสามเดือน หักลบเวลาที่ใช้พลิกหนังสือค้นข้อมูล จะมีเวลาสามร้อยวัน (50-60%) โดยประมาณ ที่ผมใช้นั่งเฉยๆ อยู่หน้าจอ อยู่ในสภาพ "เข้าฌาณ---หันหน้าเข้ากำแพง" พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ "หันหน้าเข้ากำแพง" เป็นส่วนประกอบสำคัญของชีวิตนักเขียน แต่นอน หนังหรือละครย่อมถ่ายทำเช่นนั้นไม่ได้

 

 

"ดินแดนที่ไร้เทพเจ้า---เรื่องเล่าจากบุบผาในกุณฑีทอง"
โดยโหวเหวินหย่ง

 

     ประการที่สองคือ : ต่อให้เขียนออกมาจนได้แล้ว ตัวอักษรส่วนใหญ่ มักถูกปฏิเสธและทำลายทิ้ง หลัง "ออกฌาณ---ถอนหน้าออกจากกำแพง" แล้ว

 

     เมื่อตอนที่ผมเขียนนิยายเรื่องยาวเล่มแรกในชีวิต "The Hospital---เกมชีวิตลิขิตหัวใจ" ผมถูกตัวละครในนิยายสไตรค์เป็นครั้งแรก ตัวละครพวกนี้นอกจากเคลื่อนไหวกันแบบจะตายมิตายแหล่ บทสนทนาก็อ่อนแอไร้เรี่ยวแรง คล้ายกับประท้วงว่า "ฉันไม่เล่นแล้ว" แม้ผมจะพยายาม "ควบคุม" "บีบคั้น" ตัวละครของผมแค่ไหน ผลสุดท้ายรังแต่จะทำให้ผลงานของตัองจืดชืดไร้รสเข้าไปอีก วันหนึ่ง ผมเกิดตะหนักได้ว่า นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะแก้ไขกันได้ด้วยการ "ควบคุม" "บีบคั้น" ผมต้องพิจารณาตัวเอง ว่าผมรู้จักตัวละครยังไม่พอใช่ไหม ยังคลำหาแรงบันดาลใจของพวกเขาไม่ชัด?  บางที ผมควรตรวจสอบเป้าหมายที่ผมต้องการให้เนื้อเรื่องดำเนินไปหาอีกที แม้กระทั่งพิจารณาตัวเองว่าทำมผมต้องพิจารณามันใหม่... จนกระทั่งผมเข้าใจความคิดที่ลึกซึ้งยิ่งกว่า หรือรู้จักตัวเองมากขึ้น ปัญหาเหล่านี้จึงจะมีทางแก้ไข

 

 

The Hospital ปกภาษาจีน
โดยโหวเหวินหย่ง

 

เกมชีวิตลิขิตหัวใจ ปกภาษาไทย
โดยโหวเหวินหย่ง

 

 

     ผลของครั้งนั้นคือ ผมลบตัวอักษรทิ้งไปสามหมื่นกว่าตัว เพื่อกลับไปตรงจุดเริ่มต้นของทางแยก แล้วจึงกลับออกมาจากทางตันได้สำเร็จ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา กระบวนการ "หันหน้าเข้ากำแพง" ดังกล่าวก็เกิดขึ้นซ้ำไปซ้ำมา "สร้างขึ้น-ขบคิด-ทำลาย-สร้างใหม่..." แทบจะกลายเป็นโปรแกรมภายในที่ไม่มีทางเปลี่ยนแปลงของอาชีพทางการเขียน

 

     "ความสัมพันธ์ระบบประชาธิปไตย" ดังนี้ ดูเหมือนจะเป็นความดื้อรั้นที่สำคัญที่สุด และเป็นขีดจำกัดที่สุดของการเขียน บ่อยครั้ง ที่ผู้เขียนเปลี่ยนแนวทางปฏิบัติต่องานของตัวเอง โดยใช้วิธีบังคับ สั่งการ ซึ่งดูเหมือนจะช่วยให้งานง่ายขึ้น ประหยัดเวลาขึ้น แต่สำหรับผม นี่คือความถ่อมตนอันจะขาดเสียมิได้ของนักเขียนคนหนึ่งเมื่อเผชิญหน้ากับโลก เผชิญหน้ากับตัวตนภายในของตนเอง

 

     ทำไมจึงขาดไม่ได้นะหรือ

 

     หากจะให้ฝืนตอบกันจริงๆ คำตอบของผมคือ : โปรแกรมภายในที่ "น่าเบื่อแต่ก็ตื่นเต้น" ที่มองไม่เห็นนี่เอง ทำให้นักเขียนอาศัยกระบวนการนี้ ค้นพบตัวเอง พบเรื่องเซอร์ไพรส์ทุกครั้งที่ผ่านมัน

 

     พูดตามตรง ไม่ใช่ว่าชีวิตของใครๆ จะมีบุญได้ "หันหน้าเข้ากำแพง" เช่นนี้กันทุกคน และความน่าเบื่อหน่ายนี่ ที่จริงก็คือกาผจญภัยภายใน ที่น่าสนุก หรูเลิศ เสียวไส้ ตื่นเต้นที่สุด ในฐานะของนักเขียนคนหนึ่งเลยทีเดียว

 

     หากละทิ้งกระบวนการอันน่าเบื่อดังกล่าวข้างต้นเสีย ไอ้งานเขียนนี้ คงจะเหลือแต่เพียงความน่าเบื่อแต่เพียงอย่างเดียวจริงๆ...

 

 

แปลจากหน้าแฟนเพจ Facebook ของโหวเหวินหย่ง

ต้นฉบับ 作家生活是有趣的嗎?คลิ้ก

 

ปล.

พบกับผลงานเล่มใหม่ของโหวเหวินหย่งได้แล้ววันนี้

 

"เอาไว้ค่อยกลุ้มพรุ่งนี้เหอะ"

 

เนื้อหาบางตอนในเล่ม "เอาไว้ค่อยกลุ้มพรุ่งนี้เหอะ" ที่เคยโพสต์ไว้ใน exteen

 

 

ผลงานของโหวเหวินหย่งเล่มอื่นๆ ที่ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยแล้ว... 

     

       

     

 

 

Comment

Comment:

Tweet

Hot!
คุณหมอนี่งานเยอะจนตามอ่านไม่ทันจริงๆค่ะ ^^"
เคยนั่งเข้าฌานบ่อยครั้ง แต่อันหลังนี่ไม่เคย
ต้องลองหันหน้าเข้ากำแพงดูบ้างซะแล้ว เหอๆ
Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#4 By b-padung Studio on 2010-09-21 20:20

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

เวลาอ่านหนังงสือเล่มไหนแล้วชอบมาก ก็มักจะปลื้มนักเขียนตามไปด้วย

#3 By Mika on 2010-09-21 18:38

the cover of ultrashort stories is cute.

#2 By Wenyeong Hou (112.105.214.190) on 2010-09-21 17:08

Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!

#หนึ่งในความเข้าใจผิดคือ : ความจริงแล้ว "Moment of นักเขียน" (โมงยามแห่งนักเขียน) ที่แสดงอยู่บนหน้าจอทั้งหลายนั้น ที่จริงมันเกิดขึ้นน้อยมาก#

ใช่เลย!!!!