อาจรู้ หรืออาจไม่รู้ก็ตามที
ผมเพิ่งกลับจากประเทศไต้หวันครับ
 
นอกเหนือจากการไปเที่ยวอย่างเป็นล่ำเป็นสันแล้ว ภารกิจอีกอย่างหนึ่งคือไปเป็นล่ามให้กับเทศกาลหนังเมืองเกาซุง หรือ KAOHSIUNG FILM FESTIVAL 2010 ซึ่งได้เอาหนังไทยไปฉายในงาน และได้เชิญผู้กำกับภาพยนตร์, ทีมนักแสดงนำ จากประเทศไทยไปร่วมงาน
 
 
มาสคอตและโลโก้ ของงาน
 
 
 
เดี๋ยวจะมาว่ากันเรื่องอื่น ตอนนี้ผมขอลงรายละเอียดคร่าวๆ ก่อนดังนี้
 
 
ภาพยนตร์ไทยที่ไปฉายในงาน (จากภาพยนตร์ทั้งสิ้น 120 เรื่อง)
 
แฟนฉัน
Seasons Change เพราะอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย
หนีตามกาลิเลโอ
เฉือน
เก้าวัด
นาคปรก
นาค (เอนิเมชั่น)
อินทรีแดง (ฉายรอบเดียว เป็นรอบปิดงาน)
 
 
ผู้กำกับรับเชิญจากไทย
นิธิวัฒน์ ธราธร
 
Nithiwat.JPG
 
 
 
 
ทีมนักแสดงรับเชิญจากไทย (จากเรื่องเฉือน)
เจสสิกา (ผู้รับบท น้อย ในเรื่อง)
น้องฟลุ้ก (ผู้รับบท ไทย ตอนเด็ก)
น้องกัน (ผู้รับบท นัท ในตอนเด็ก)
 
ฉากหนึ่งในภาพยนตร์เรื่องเฉือน (Slice)
 

GUS_8706.jpg

 
 
*** *** ***
 
 
      ผมอยากอุ่นเครื่องกันด้วยบทความพิเศษ ที่ Ryan นักเขียนและวิจารณ์ภาพยนตร์ชื่อดังชาวไต้หวัน ได้เขียนถึงภาพยนตร์ไทยในงานเทศกาลหนังเมืองเกาซุงครั้งที่สิบคราวนี้กันก่อน เพราะผมรับปากพี่ต้น นิธิวัฒน์ไว้ด้วยว่าจะแปลให้อ่าน ว่าคุณ Ryan ได้เขียนถึงพี่ต้น และหนังของพี่ต้นอย่างไร วันนี้จึงใช้เวลาช่วงบ่ายนั่งแปลจนเสร็จ แต่แล้วก็พบว่า การแปลบทความหนังไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลยทีเดียว... ว่าแล้วก็มาอ่านกันเถอะ ว่าต่างชาติมองหนังไทยอย่างไร
 
 
*** *** ***
 
 
บทความจาก 內文轉載自影評人 Ryan 的文章2010高雄電影節泰愛狂潮--濃淡皆宜的泰式愛情
และ 泰愛狂潮 2 แปลโดย อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี/王道明譯
 
 
เทศกาลหนังเมืองเกาซุง กับกระแสรักไทยๆ---ความรักสไตล์ไทย ที่ได้ทั้งเข้มข้นและบางจาง
 
 
 
      “สำหรับฉันแล้ว สิ่งหนึ่งที่ไม่มีวันลืมตลอดกาล
เด็กหญิงตาโตสุกใส แก้มแดงปลั่ง ไว้ผมเปียคู่ยาวๆ คนนี้
ในความทรงจำของฉัน ไม่เคยเปลี่ยนไป และนับจากนี้ ก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเช่นกัน”
 
 

      หากจะกล่าวว่าภาพยนตร์เรื่อง “Blue gate crossing” เป็นผู้นิยามบรรยากาศความรักบริสุทธิ์ของภาพยนตร์ไต้หวันแล้วละก็ อย่างไม่ต้องสงสัยเลยว่า “แฟนฉัน” ก็มีบทบาทเดียวกันในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ไทย

     เหตุการณ์ของเรื่อง “แฟนฉัน” กำหนดให้อยู่ในยุคที่ไม่มีเครื่องเล่นเกมคอมพิวเตอร์ เกมออนไลน์ และโทรศัพท์มือถือ ภาพยนตร์เกี่ยวกับความรักในวัยเด็กและความทรงจำในการเติบโตร่วมกันเรื่องนี้ ใช้วิธีการเล่าเรื่องที่เรียบง่ายแต่เปี่ยมเสน่ห์ ผสานกับบทเพลงยอดฮิตตลอดกาลแห่งยุคสมัย นำไปสู่การระลึกถึงช่วงชีวิตอย่างหนึ่งที่ไร้พรมแดนประเทศกีดกัน อย่างประสบความสำเร็จ เค้าโครงเดิมของ “แฟนฉัน” มาจากนิยายเรื่องสั้นทางอินเทอร์เน็ตเรื่องหนึ่ง ที่มีชื่อว่า “อยากบอกเธอ รักครั้งแรก” เนื่องจากคุณจิระ มะลิกุล ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “15 ค่ำ เดือน 11” พบเจอโดยบังเอิญ เขาจึงร่วมเป็นโปรดิวเซอร์ด้วยตนเองคู่กับยงยุทธ์ ทองกองทุน ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง “สตรีเหล็ก” โดยได้ให้วิทยา ทองอยู่ยง ผู้แต่งเรื่องสั้นเรื่องนี้ พร้อมด้วยเพื่อนพ้องในมหาวิทยาลัยอีกห้าคน ช่วยกันเขียนขึ้นเป็นบทภาพยนตร์ ในเวลาแปดเดือน จากนั้นทั้งหกเป็นผู้กำกับภาพยนตร์ร่วมกัน ปรากฏว่าเมื่อเข้าโรงก็เป็นที่นิยมชมชอบ รายได้แซง “องค์บาก” ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์แห่งปี กลายเป็นต้นแบบสไตล์หนังรักวัยรุ่นไทยแห่งทศวรรษ ภาพยนตร์เรื่อง “Ice-Kacang Puppy Love”  ของ Ah Niu นักร้องชาวมาเลเซีย ซึ่งแต่งเองกำกับเอง ก็ได้แรงบันดาลใจจากภาพยนตร์เรื่องนี้อย่างเห็นได้ชัด

     ในช่วงเวลาต่อมา กลุ่มผู้กำกับสายเลือดใหม่ในนามกลุ่ม 365 ฟิล์ม (ในสังกัดบริษัท GTH ที่เพิ่งก่อตั้งในขณะนั้น) ต่างฝ่ายต่างช่วยเหลือสนับสนุนซึ่งกันและกัน แบ่งปันเทคนิควิธีการและนักแสดงในสังกัด อย่างเช่น ทรงยศ สุขมากอนันต์ ซึ่งสร้างชื่อเสียงด้วยภาพยนตร์เรื่อง “เด็กหอ” และอาศัย “ปิดเทอมใหญ่ หัวใจว้าวุ่น” “5 แพร่ง” กลายเป็นผู้กำกับภาพยนตร์มือประกันรายได้  คมกฤษ ตรีวิมลนำเสนอภาพยนตร์รักโรแมนติกอย่าง “เพื่อนสนิท” และหนังตลกเบาสมองอย่าง “หนูหิ่น เดอะ มูฟวี่”  อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม แม้จะโชคไม่ดีเท่าไหร่นัก เนื่องจากภาพยนตร์เรื่องแรก “หมากเตะรีเทิร์น” ใช้ธงชาติและสัญลักษณ์ประจำชาติของประเทศเพื่อนบ้าน ทำให้เกิดกระแสวิพากย์วิจารณ์จนเกือบไม่ได้ฉาย แต่ก็ได้ลืมตาอ้าปากกับผลงานเรื่องที่สอง “รถไฟฟ้า มาหานะเธอ” ที่เข้าโรงฝแายในประเทศไทยถึงสามเดือน สุดท้ายทำลายสถิติ “แฟนฉัน” “รักแห่งสยาม” “องค์บาก” สร้างอีกหนึ่งสถิติใหม่ให้กับ กลุ่ม 365 ฟิล์ม

     นิธิวัฒน์ ธราธร เป็นผู้สร้างสรรค์ผลงานรุ่นใหม่ในกลุ่ม 365 ฟิล์ม ที่ยึดถือ “แนวแฟนฉัน” ที่สุดในกลุ่ม เขายอมรับว่าภาพยนตร์ทุกเรื่องของเขา มีการหลอมเอาประสบการณ์ชีวิตของตนเองลงไป “แฟนฉัน” คือเรื่องราวในวัยเด็กของเรา “Seasons Chage” บันทึกเหตุการณ์ช่วงหนึ่งในช่วงชีวิต และความรู้สึกของการจากบ้านเกิดเมืองนอนไปท่องอยู่ในต่างแดน ก็ปรากฏให้เห็นจาก “หนีตามกาลิเลโอ”
 
 
*** *** ***
 
 
     ผลงานกำกับของนิธิวัฒน์ ให้ความรู้สึกสดชื่นสดใส ใส่ใจกับรายละเอียดของชีวิต นำเสนอเสน่ห์และคุณค่าที่ต่างไปจากหนังรักของเกาหลี-ญี่ปุ่น “Seasons Change” เป็น “หนังรักวัยรุ่นไตรภาค”เรื่องสุดท้ายที่ GTH ตั้งใจสร้างขึ้นเพื่อเปิดตลาดวัยรุ่น (สองเรื่องแรกได้แก่ “แฟนฉัน” และ “เพื่อนสนิท”) พล็อตเรื่องที่เป็นบทบันทึกของเรื่องราวความรักที่สดใหม่เสมอไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านล่วงไปนานเท่าไหร่ ผสมผสานกับชมรมดนตรีคลาสสิกของโรงเรียน ประหนึ่ง “Blue Gate Crossing” “I can hear sea” เวอร์ชั่นไทย เจอกับ “Nodame Cantabile” เรื่องราวรักสามเส้าที่แสนจะดาษดื่น ถูกเขาบอกเล่าออกมาอย่างอบอุ่นจริงใจ จังหวะทำนองที่ผ่อนเรื่องหนักให้เหมือนเบานี้ นับเป็นผู้สืบทอดของ Yasmin Ahmad ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงชาวมาเลเซียที่ล่วงลับไปแล้วโดยแท้ ผลงานเรื่องใหม่ของเขา “หนีตามกาลิเลโอ” ถือเป็นเรื่องที่มีส่วนประกอบเรื่องความรักน้อยที่สุด เล่าถึงเด็กสาวสองคนที่ผิดหวังเรื่องการเรียนและความรัก ร่วมเดินทางไปเปิดมุมมองชีวิตใหม่ที่ประเทศบ้านเกิดของกาลิเลโอ เพราะพวกเขาต่างรู้สึกว่าตนเองเป็นเหมือนกาลิเลโอ ที่ไม่ได้รับการเข้าอกเข้าใจของโลก เด็กสาวทั้งสองเริ่มออกเดินทางจากประเทศไทย ผ่านไปยังอังกฤษ ฝรั่งเศส จนถึงอิตาลี ทุกครั้งที่เจอกับปัญหาก็ปรารถนาจะหนี คิดว่าสถานที่ถัดไปจึงจะเป็นที่สถิตย์ของความฝัน การเสียแรงเดินทางรอบโลกครั้งนี้ ท้ายสุดทำให้พวกเขาต้อง กลับสู่บ้านเกิด “อย่างยินยอมพร้อมใจ” ที่แท้การยอมรับความจริง ก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง
 
 
 
     คุณค่าหลักของภาพยนต์ของนิธิวัฒน์ ดูเหมือนมีคำสอน แต่ก็เป็นความถูกต้อง คิดบวกจนมิอาจกล่าวค้าน ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวไทยอีกคนหนึ่งที่รุ่นราวคราวเดียวกัน วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง ก็ได้ถ่ายทอดมุมมองลักษณ์เดียวกันนี้ในภาพยนตร์ของเขาเรื่อง “หมานคร” ที่โด่งดังไปทั่วโลก แต่คราวนี้วิศิษฏ์หันมาเป็นผู้เขียนบท และได้ก้องเกียรติ โขมศิริ ผู้กำกับ “ลองของ” เป็นผู้กำกับภาพยนตร์สยองขวัญต่างสีเรื่อง “เฉือน” โดยเปลี่ยนมุมมองแบบสิ้นหวัง ดำมืด ไปสู่ความระลึกถึงวัยเยาว์และความบริสุทธิ์ เป็นอมตะของความรักแทน ภาพยนตร์เรื่องนี้เปิดเรื่องด้วยคดีฆ่าหั่นศพของฆาตกรลึกลับเสื้อแดง เป็นการผสมผสานอย่างลงตัวของตำนานในบ้านทุ่งกับแนวคดีสยองขวัญกระแสหลักของฮอลลีวูด ภูมิหลังที่เป็นภูมิประเทศลักษณะพิเศษของประเทศตอนใต้ กับเนื้อเรื่องที่ฉายสลับกันระหว่างอดีตกับปัจจุบัน ช่วยร่างภาพสเก็ตช์ให้กับโศกนาฏกรรมของตัวละครหลักในเรื่องได้อย่างมีเลือดมีเนื้อ แกนหลักของเรื่องทั้งเปี่ยมตัณหาราคะแต่ยังโรมานซ์ประทับใจ ส่วนการปิดฉากอย่างเศร้าซึ้งอย่างคำพังเพย ยิ่งเน้นย้ำความเป็นวิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง มุมมองที่เขามีต่อความรักแนวทำลายล้าง ตั้งแต่เรื่อง “นางนาก” มาจนถึง “เปนชู้กับผี” นั่นเอง (ขณะที่ “หมานคร” เป็นข้อยกเว้นอย่างหาได้ยาก)

     พลังอันกล้าแกร่งและความเป็นต้นแบบการสร้างของภาพยนตร์ไทย ไม่ได้อวดโฉมอันพราวเสน่ห์ชวนหลงใหล โดยหนังอาร์ตที่ได้รับการ “ยอมรับ” จากเทศกาลหนังนานาชาติของอภิชาติพงศ์ หรือเป็นเอก รัตนเรืองแต่เพียงเท่านั้น แต่ความจริงแล้ว เมื่อเดินออกมาจากห้องโถงอันโอ่อ่า ไม่ว่าจะมองหาหนังไทยมาตรฐานสไตล์ดุเดือดเลือดพล่าน หรือเสพสุขกับความเรียบง่ายฉ่ำหวานแบบไทยๆ ต่างก็สัมผัสได้ว่า ประเทศผู้สร้างหนังยุคใหม่แห่งศตวรรษที่ 21 นี้ มุ่นเน้นการประสมประสานวัฒนธรรมที่หลากหลายเข้าด้วยกัน อีกทั้งแสดงความเคารพต่ออุปนิสัยซื่อสัตย์ของกลุ่มชนที่อ่อนแอกว่าอย่างจริงใจ รวมทั้งการทดลองที่ไม่หยุดหย่อน และความพยายามอย่างยิ่งยวดในการก้าวให้พ้นจากตลาดภาพยนตร์กระแสหลักจากจีน ญี่ปุ่น เกาหลี

     เทศกาลหนังเมืองเกาซุงครั้งนี้ เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 ตุลาคม โดยจะจัดงานพร้อมกันสามที่ด้วยกันในเมืองเกาซุง ภาพยนตร์แฟนตาซีสยองขวัญและหนังรักสดใสจากประเทศไทย จะนำคุณไปสู่อีกมิติหนึ่งของเมืองสยาม ที่แตกต่างไปจาก “ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ” หรือ “ตายโหง”
 
 

Comment

Comment:

Tweet

หนังไทยไม่ได้มีดีแค่หนังผีนะ
รู้สึกดีที่มีคนต่างประเทศเห็นตรงนี้ด้วยค่ะ

big smile

#3 By Prae on 2010-11-02 22:39

อยากทำเหมือนในกาลิเลโอ

#2 By [ANA]* on 2010-11-01 17:54

เป็นคนไต้หวันที่ดูหนังไทยเยอะจริงๆ confused smile


ปล.ชอบSeasons Changeopen-mounthed smile

#1 By wesong on 2010-11-01 17:17