หากติดตามกันมา ก็จะทราบว่าผมจะวิ่งสม่ำเสมอ จนกระทั่งปลายปีที่แล้ว เคยร่วมวิ่งระยะมินิมาราธอน (10.5 km) สองรายการ ทำให้สนใจข่าวสารและบทความที่เกี่ยวข้องกับการวิ่ง
 
      เมื่อเร็วๆ นี้ได้พบบทความต่อไปนี้ทางเฟซบุ๊ก จึงนำมาแปลเพื่อแบ่งปัน
 
      เอาเป็นว่าลองอ่านกันดู...
 
 
--- --- ---
 
 
      แปลจาก/本文譯自 GinOy 歐陽靖 (Official) 的粉絲專頁:
 
 
 
     แม้จะเพียงแค่ 42.195 กิโลเมตร แต่สำหรับฉัน มันไกลกว่านั้นอีกหน่อยหนึ่ง
 
     เพื่อนๆ บางคนคงรู้ว่า การที่ฉันวิ่ง "มาราธอน" มาจากสาเหตุที่ดราม่ามาก
 
     ฉันเกลียดการวิ่ง เกลียดถึงที่สุด เส้นประสาททางการกีฬาของฉันแย่มาตั้งแต่เด็ก ชู้ตบาส ไม่ลงห่วง หวดไม้เบสบอลไม่โดนลูก เตะฟุตบอลก็ไม่โดนลูก... "กีฬา" คือสิ่งที่หา "ความภูมิใจในความสำเร็จ" ไม่ได้เลยมากที่สุดสำหรับฉัน ดังนั้น ฉันจะโดดเรียนวิชาพละ ซึ่งคุณครูมักสั่งลงโทษฉันด้วยการ "วิ่งรอบสนาม" สำหรับฉันแล้ว วิ่ง=ถูกทำโทษ และสำหรับคนที่ตอนม.ต้นอ้วนจนน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ตอนม.ปลายเป็นโรคซึมเศร้าขั้นร้ายแรงแล้ว... "มาราธอน" คือสิ่งที่หาความเกี่ยวข้องกับชีวิตของฉันไม่ได้เลย
 
     เดือนตุลาคม ปี 2011 "ถานต้าเป่า" แมวที่รักที่อยู่เป็นเพื่อนฉันมาสิบสามปี (รวมทั้งช่วงที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าด้วย) อยู่ๆ ก็ป่วยตาย สำหรับฉัน เขาเป็นเหมือนน้องชายแท้ๆ ถึงขั้นเป็นสมาชิกในครอบครัวที่สำคัญที่สุดรองจากคุณแม่ ถึงแม้ในใจจะโศกเศร้าและอาลัยอาวรณ์แค่ไหนก็ตาม วันรุ่งขึ้นฉันก็ต้องเดินทางไปทำงานที่โตเกียว มันเป็นงานถ่ายแบบให้กับแบรนด์ดีไซน์เนอร์ระดับโลก... ความกดดันสูงขนาดไหน คิดดูก็รู้
 
     ดีไซน์เนอร์คนนั้นเป็นไอดอลของฉันมานานมาก การได้เป็นนางแบบให้กับไอดอล ย่อมเป็นเรื่องที่น่าดีใจเป็นที่สุด แต่การที่อยู่ๆ ต้องเสียญาติสนิทคนหนึ่งไปจากชีวิตนั้น ก็ยากที่จะทำใจให้สงบ ฉันใส่รองเท้าวิ่งคู่หนึ่งลงกระเป๋าเดินทาง ตั้งใจจะวิ่งกลางคืนที่โตเกียว (ก็แค่อยากจะวิ่งไปซื้อไวน์สักขวดที่ร้านสะดวกซื้อเท่านั้น) คืนนั้นอุณหภูมิ 6 องศา ฝนตกปรอยๆ บนถนนอาโอยามะ มีผู้คนในชุดวิ่งมืออาชีพวิ่งอยู่จำนวนมาก อาจเป็นการซ้อมฝีเท้าสำหรับงานวิ่งโฮโนลูลูมาราธอนในเดือนธันวาคม หรืออาจเป็นการวิ่งเป็นประจำอยู่แล้ว สำหรับชาวญี่ปุ่นที่นิยมการวิ่งระยะยาว
 
     เอาเป็นว่า "ความสุขที่สุด" กับ "ความเศร้าที่สุด" อารมณ์สองขั้วอัดอยู่ในหัวในเวลาเดียวกัน บวกกับความรู้สึกว้าเหว่กับการที่ต้องอยู่ต่างแดนตัวคนเดียว ฉันวิ่งอยู่ในอากาศที่หนาวยะเยียบ... ความคิดต่างๆ ผุดขึ้นมาของมันเอง... คุณพ่อที่ค้ำไม้เท้า (ความจริงคุณพ่อจากฉันไปสิบแปดปีแล้ว หน้าตาของท่าน ค่อนข้างเลือนรางในความทรงจำของฉัน) ตัวเองที่ป่วยเป็นโรคซึมเศร้าและอ่อนแอ มิตรสหายที่จากโลกนี้ไป อุปสรรคที่พบพานเพราะการก้าวเข้าสังคมเร็วเกินไป ความรู้สึกอบอุ่นและนุ่มนิ่มขณะอุ้มเจ้าถานต้าเป่า...
 
      วิ่งไป วิ่งไป ฉันร้องไห้ออกมา ซ้ำยังเป็นการร้องไห้โฮ ฉันรู้สึกไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ชีวิตของตนต้องผจญพ้นผ่านมาตลอดเวลายี่สิบ กว่าปี แบกรับความกดดันมหาศาลเช่นนี้ตัวคนเดียวแล้วยังผ่านมันมาได้ แล้วในตอนนี้ก็ยังก้าวเท้าวิ่งอยู่ ใช่แล้ว "วิ่งอยู่" ฉันไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะ "วิ่งอยู่" ...ชีวิตนั้นคาดเดาไม่ได้ถึงขั้นนี้...

     ค่ำคืนนั้น ฉันตัดสินใจว่า ฉันจะวิ่งมาราธอนให้สำเร็จ คืนนั้นเป็นเดือนตุลาคมปี 2011 ก่อนหน้านี้พอดี
 
--- --- ---
 
      "ถ้าคุณอยากวิ่ง คุณวิ่งหนึ่งไมล์ก็พอ ถ้าคุณอยากสัมผัสกับชีวิตที่แตกต่าง จงวิ่งมาราธอน"
      -Emil Zatopek นักวิ่งเหรียญทองโอลิมปิก
 
     ("If you want to run, run a mile. If you want to experience a different life, run a marathon." - Emil Zatopek)
 
--- --- ---
 
     เมื่อมีเป้าหมาย ก็เริ่มหน้าเดิน
 
     มักมีคนถามฉันบ่อยๆ ว่า ระยะ "ชนกำแพง" ครั้งแรกของฉัน คือกิโลเมตรที่เท่าไหร่ ฉันมักตอบว่า "หนึ่งรอบหอที่ระลึกซุนยัตเซ็น (1.4 กิโลเมตร)" (หัวเราะ)
 
     คนที่ได้ยินคำตอบมักรู้สึกเหลือเชื่อ ผู้หญิงที่สมรรถภาพร่างกายแย่ขนาดนี้ คิดจะวิ่งมาราธอน?
 
      ฉันก็ไม่รู้ว่าเป็นเพราะ "ความนิยมสมบูรณ์แบบของชาวราศีเมถุน" หรือเป็นเพราะความตั้งใจเข้มแข็งกว่าคนทั่วไปกันแน่...? การซ้อมวิ่งห้ากิโลเมตรทุกวัน สำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่สำหรับฉัน มันคือปาฏิหาริย์ หนึ่งปีต่อมา เดือนตุลาคม ปี 2011 ฉันวิ่งฮาล์ฟมาราธอน 21 กิโลเมตรแรกของตนเองสำเร็จ---มาราธอนหญิงซานฟรานซิสโก ทำเวลาได้ 2 ชั่วโมง 25 นาที
 
      หลังจากผ่าน "บทเรียนหฤโหด" ของเนินชันซานฟรานซิสโกแล้ว หลายเดือนถัดจากนั้น ฉันก็วิ่งฮาล์ฟที่เซี่ยงไฮ้มาราธอน ไทเปมาราธอน ได้อย่างสบายใจ จากนั้นก็เริ่มเตรียมตัวสำหรับการวิ่งฟูลมาราธอนหญิงล้วนที่นาโกยา เพิ่มการซึกซ้อมเป็นวันละ 7 กิโลเมตร+NTC (Nike Training Club)+โยคะ... ตอนนั้นฉันมักคิดว่า "พระเจ้า แม้แต่ฉันยังวิ่งอย่างนี้ได้ ผู้หญิงทุกคนก็น่าจะทำได้ทั้งนั้น"
 
      มีนาคม 2013 หนึ่งปีครึ่งหลังจากที่ฉัน "สาบาน" ว่าจะวิ่งฟูลมาราธอน ฉันเริ่มจากคนที่แม้แต่ 1 km ยังวิ่งไม่ครบ กลายเป็นผู้วิ่ง 42 km ภายในเวลาห้าชั่วโมง
 
--- --- ---
 
      ก่อนหน้านี้ ฉันเคยเขียนแนะนำเรื่อง "Nagoya Woman's Marathon" เอาไว้แล้ว:
     http://goo.gl/9IVeh
 
      คืนก่อนวิ่ง ฉันนอนแค่สามชั่วโมง (เพราะความตื่นเต้น บวกกับไม่ชินกับความแข็งของเตียงโรงแรม) แต่เช้าวันแข่งขันรู้สึกตื่นตัวเป็นพิเศษ พอเริ่มวิ่งก็รู้ว่าสภาพตัวเองพร้อมมาก ดังนั้น 21 กิโลเมตรแรกจึงสบายมาก วิ่งแซง วิ่งมุดไปในฝูงชน ผ่านกิโลเมตรที่ 21 ไป จนถึงราวๆ กิโลเมตรที่ 30 เริ่มรู้สึกปวดปวดกล้ามเนื้อ วิธีการของฉันในตอนนั้นคือ หาผู้วิ่งที่ใช้ความเร็วใกล้เคียงกัน แล้ววิ่งตามหลังเธอด้วยความเร็วเท่ากัน
 
      พอถึงกิโลเมตรที่ 30 สวรรค์มาแล้ว ฉันรู้สึกถึงการหลั่งของเอ็นดอร์ฟีนในสมอง (Runner's high) ได้อย่างชัดเจน รู้สึกชาทั่วตัว ความเจ็บปวดที่สองขาหายสนิท หูข้างซ้ายได้ยินเสียงคลื่นความถี่สูงเป็นช่วงๆ ที่ทำให้รู้สึกสบายตัว... แต่สวรรค์นี้มีอยู่เพียงหนึ่งกิโลเมตร จากนั้นก็เข้าสู่นรกทันที
 
      กิโลเมตรที่ 32 ถึง 37 คือนรกโดยแท้... ควรบรรยายมันอย่างไรล่ะ ไม่ใช่ "ปวดเมื่อย" แต่เป็น "เจ็บปวด" ล้วนๆ ต้นขากับน่อง กล้ามเนื้อสะโพก เหมือนกับถูกไฟเผา สภาพอากาศก็เป็นสิ่งทดสอบกำลังใจอย่างหนัก ตอนนั้นอยู่ๆ ก็ฝนตกลงมา ลมพัดแรง อุณหภูมิลดฮวบถึงต่ำกว่า 5 องศา... ฉันถูกเม็ดฝนตีหน้าจนลืมตาไม่ขึ้น... เคลื่อนไหวสองขาด้วยความเจ็บปวดอย่างสาหัส และรู้สึกอย่างท้อแท้ว่าฉันไปต่อไปไม่ไหวแล้ว... แต่หยุดไม่ได้ อุณหภูมิตอนนั้นต่ำเกินไป ถ้าเปลี่ยนวิ่งเป็นเดิน อุณหภูมิร่างกายลดลง กรดแลคติกที่สะสมจะทำให้ยิ่งเจ็บปวดกว่าเดิม... จึงต้องวิ่งต่อไป
 
      ขณะกิโลเมตรที่ 37 ความเจ็บปวดเพิ่มถึงจุดสูงสุด ฉันน้ำตาไหล พูดกับถานต้าเป่าเงียบๆ ในใจว่า "ต้าเป่า พี่สาวของแกเป็นคนที่เก่งมากนะ เป็นคนที่วิ่ง 42 กิโลเมตรจนจบนะ" จากนั้น ฉันก็ยิ้มออกมา ถึงแม้ว่าน้ำตาไม่ได้หยุดไหล แต่ด้วยความคิดนั้น ทำให้ฉันฝืนทนรับได้
 
      ห้ากิโลเมตรสุดท้าย ท่ามกลางผู้คนหนึ่งหมื่นสี่พันกว่าคน ฉันเจอกับสาวๆ ทีม Nike AFE Running Team ของญี่ปุ่นดังปาฏิหาริย์ พวกเธอวิ่งเร็วมาก ฉันจึงเพิ่มความเร็วขึ้นด้วย (ไหนๆ ส่วนที่ยากเย็นที่สุดก็ผ่านไปแล้ว) ขณะที่วิ่งผ่านป้ายบอกกิโลเมตรที่ 42 สาวๆ ทั้งหมดส่งเสียงกรีดร้อง พวกเราสี่คนจูงมือกันวิ่งผ่าน 195 เมตรสุดท้าย ความรู้สึกนั้นมหัศจรรย์จริงๆ... วินาทีที่ผ่านเส้นชัย หัวใจของฉันบังเกิดความปลื้มปีติอันยิ่งใหญ่ จากนั้นฉันดูนาฬิกา GPS ที่ข้อมือซ้าย : 04:57 สี่ชั่วโมงห้าสิบเจ็ดนาที ฉันทำสำเร็จแล้ว (ยิ้ม)
 
--- --- ---
 
      ย้อนคิดถึงสิ่งที่ผ่านมาตลอดหนึ่งปีครึ่งของตัวเอง รู้สึกไม่น่าเชื่อ
 
      เช้าวันที่วิ่งฟูลมาราธอน ฉันบอกกับทุกคนว่า "วันนี้จะเป็นวันเกิดของฉัน" วันที่วิ่งจบ 42 กิโลเมตร จะเป็นวันเกิดใหม่ของฉัน
 
      เส้นทางผจญของชีวิตนั้นคาดเดาไม่ได้ แต่ก็เหมือนกับมาราธอน สิ่งสำคัญอยู่ที่วิ่งให้จบ
 
      ฉันคือ โอวหยางจิ้ง (GinOy) ต่อจากนี้ ฉันจะยังคงวิ่งต่อไปอย่างเข้มแข็ง
 
 

--- --- ---
 
      "ฉันได้เรียนรู้ว่า ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งหรือชีวิต ต่างไม่มีคำว่าล้มเหลว... มันคือการปฏิเสธการหยุดลง"
      -แอมบี เบอร์ฟุต (Amby Burfoot) ผู้ชนะเลิศรายการบอสตันมาราธอน
 
      ("I have learned that there is no failure in running, or in life,... It’s about refusing to be stopped." - Amby Burfoot)
 
--- --- ---
 
หลังวิ่งเสร็จ กับสาวๆ ทีม AFE
 
 
     เกี่ยวกับผู้เขียน :
     โอวหยางจิ้ง 歐陽靖 (GinOy)
     A Writer, model and runner ชาวไต้หวัน
     แฟนเพจ https://www.facebook.com/ginoy0907
 
     ผลงานการเขียน
     ปี 2012: นิยาย《我們,都是末日殘存者》สนพ. Locus
     ปี 2009: นิยาย《吃人的街》-INK印刻文學出版社 สนพ. INK
 
--- --- ---
 
     แปลโดย: อนุรักษ์ กิจไพบูลทวี
 
 
--- --- ---
 
 
GinOy กับ ถานต้าเป่า (譚大寶)
 
 
 
อีกโควตนึงที่ชอบเป็นพิเศษ
 
"The miracle isn't that i finished.
The miracle is that i had the courage to start."
-John Bingham
 
「奇蹟不在於我跑完了,
奇蹟在於我有勇氣起跑」
 
"ความมหัศจรรย์ไม่ใช่อยู่ที่ฉันวิ่งได้จนจบ
ความมหัศจรรย์อยู่ที่ฉันมีความกล้าในการเริ่มวิ่ง"

 
ติดตามแฟนเพจของเธอ (แต่เป็นภาษาจีน) ได้ที่
 

 

Comment

Comment:

Tweet

สุดยอดไปเลยฮ๊าฟฟฟHot!

#3 By Film on 2013-04-06 11:13

วิ่งดุมากครับbig smile Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot! Hot!
Hot!Hot! Hot! big smile

#1 By lizardgirl on 2013-03-26 08:12